posttoday
หนี้ชาติพุ่ง หลังสุญญากาศ

หนี้ชาติพุ่ง หลังสุญญากาศ

16 กุมภาพันธ์ 2557

ชัดเจนแล้วว่าจากนี้ไปจนผ่านกลางปีเป็นอย่างน้อย ไทยแลนด์แดนเมืองยิ้ม

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

ชัดเจนแล้วว่าจากนี้ไปจนผ่านกลางปีเป็นอย่างน้อย ไทยแลนด์แดนเมืองยิ้ม คงต้องอยู่ภายใต้การบริหารของรัฐบาลรักษาการ หลังเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ไม่สามารถได้จำนวน สส.ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด จนทำให้เปิดสภาตั้งรัฐบาลไม่ได้

นับเป็นภาวะไร้ผู้นำคุมทิศทางประเทศที่ยาวนานครั้งหนึ่งของประเทศ แต่กระนั้น ไทย ก็ไม่ใช่ประเทศแรกในโลกที่ต้องพึ่งระบบรัฐบาลรักษาการยาวนานขนาดนี้ โดยประเทศที่ตกอยู่ในภาวะไร้รัฐบาลที่มีอำนาจสมบูรณ์ขึ้นบริหารประเทศยาวนานที่สุดเป็นสถิติของโลกเท่าที่เคยมีการบันทึกคือ “เบลเยียม” ซึ่งทำสถิติไม่มีรัฐบาลบริหารนานถึง 541 วัน หรือเกือบ 2 ปี เนื่องจากปมขัดแย้งเรื่องการกระจายอำนาจการปกครองไปสู่รัฐบาลท้องถิ่นระหว่างกลุ่มพรรคการเมืองที่พูดภาษาดัตช์กับกลุ่มที่พูดฝรั่งเศสทางตอนใต้

แม้ท้ายที่สุด เบลเยียม จะสามารถหาทางฝ่าฟันความขัดแย้งผ่านการประนีประนอมทางการเมืองและสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคร่วม 6 พรรค ขึ้นบริหารประเทศได้สำเร็จเมื่อต้นเดือน ธ.ค. 2011 แต่ ภาวะสุญญากาศทางอำนาจ ก็ทำให้การบริหารประเทศและการตัดสินใจสำคัญๆ ของประเทศไม่สามารถเดินหน้าไปได้ ส่งผลกระทบต่อการปฏิรูปเศรษฐกิจประเทศในระยะยาวอย่างหนัก

เห็นได้จากระดับหนี้สาธารณะของเบลเยียมในช่วงปี 2011 ที่พุ่งพรวดอย่างรวดเร็ว จนจวนเจียนจะเทียบเท่ากับปริมาณผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ทั้งปีของประเทศ โดยอยู่ที่ 96.8% ต่อจีดีพี สูงสุดเป็นอันดับ 3 ของกลุ่มยูโรโซน รองจาก กรีซ และ อิตาลี เท่านั้น หลังจากที่รัฐบาลเบลเยียมต้องเข้าไปรับหนี้สินจากการล้มละลายของธนาคารเด็กเซีย

ขณะที่การขาดดุลงบประมาณภาครัฐก็เลวร้ายไม่แพ้กัน โดยติดอยู่ในท็อปไฟว์ของประเทศที่มีการใช้งบประมาณฟุ่มเฟือยที่สุดของยูโรโซน ตามหลัง กรีซ อิตาลี ไอร์แลนด์ และโปรตุเกส โดยอยู่ที่ 97% ของจีดีพี

เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะรัฐบาลรักษาการไม่มีอำนาจในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาการขาดดุลงบประมาณทั้งระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซ้ำร้ายบริษัทจัดอันดับเครดิตชื่อดังอย่าง สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (เอสแอนด์พี) ยังตัดลดระดับความน่าเชื่อถือของเบลเยียมเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี โดยหั่นลง 1 ขั้น จาก AA+ เหลือ AA หลังเบลเยียมเผชิญกับภาวะเงื่อนตายทางการเมือง ขณะที่จีดีพีก็ขยายตัวอย่างกระท่อนกระแท่น ทำให้ระดับหนี้ยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

กระทั่งขณะนี้นักวิเคราะห์หลายสำนักหวั่นเกรงว่า “เบลเยียม” อาจตกเป็น “เหยื่อวิกฤตหนี้ยูโรโซน” เหมือน กรีซ โปรตุเกส ไอร์แลนด์ และสเปน โดยเฉพาะเมื่อผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นตัวสะท้อนความเชื่อมั่นสถานะทางการคลังของรัฐบาลในเดือน พ.ย. 2011 พุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 11 ปี ที่ 5.86%

ขณะที่ประเทศซึ่งต้องไร้รัฐบาลที่มีอำนาจเต็มขึ้นบริหารงานยาวนานที่สุดตามติดเป็นอันดับ 2 คือ “กัมพูชา” ซึ่งเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2003 โดยกินระยะเวลาที่ต้องใช้รัฐบาลรักษาการปกครองนานถึง “353 วัน” หรือเกือบ 1 ปี เนื่องจากพรรครัฐบาลขาดคะแนนเสียงที่จะตั้งรัฐบาลพรรคเดียวตามที่กฎหมายกำหนดไว้ว่าต้องเกิน 2 ใน 3 ของที่นั่งในสภา โดยขณะนั้นรัฐบาลได้คะแนนเพียงแค่ 73 จากทั้งหมด 123 ที่นั่ง

อย่างไรก็ตาม การไปดึงพรรคของ สม รังสี และพรรคฟุนซินเปกของสมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ ของพรรคฝ่ายรัฐบาลต้องล้มเหลว เพราะทั้งสองพรรคปฏิเสธรับข้อเสนอและคัดค้านไม่ให้ ฮุนเซน นั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากมองว่าพรรครัฐบาลโกงการเลือกตั้ง พร้อมคว่ำบาตรไม่เข้าร่วมประชุมสภา ทำให้เปิดสภาไม่ได้

หนี้ชาติพุ่ง หลังสุญญากาศ

 

แม้ในทางปฏิบัติ พรรครัฐบาลยังสามารถบริหารงานราชการแผ่นดินได้ตามปกติ แต่ในทางกลับกัน ก็ทำให้การสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ของกัมพูชาต้องยืดออกไปเกือบ 1 ปี เพราะติดขัดขั้นตอนการลงนามรับรองจากรัฐสภา เนื่องจากไม่สามารถเปิดประชุมสภาได้

ขณะเดียวกัน ภาวะไร้รัฐบาลที่มีอำนาจเต็มก็ทำให้การตัดสินใจอนุมัติแผนการลงทุนขนาดใหญ่และการพัฒนาบางด้านต้องสะดุดลง จนการขยายตัวของจีดีพีกัมพูชาในปี 2003 อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี ที่ 6.2% ขณะที่ปีก่อนหน้านั้นอยู่ที่ 7.7%

ความขัดแย้งทางการเมืองในกัมพูชาดำเนินมานานเกือบ 1 ปี ก่อนที่พรรคฟุนซินเปกสามารถตกลงกับพรรครัฐบาลในการจัดตั้งรัฐบาลพรรคร่วมได้สำเร็จ โดยพรรครัฐบาลยอมให้โควตาเก้าอี้รัฐมนตรีในอัตราส่วน 40:60 ทำให้กัมพูชาสามารถจัดตั้งรัฐบาลขึ้นบริหารประเทศได้ในวันที่ 15 ก.ค. 2004

ส่วนประเทศที่ไร้รัฐบาลขึ้นปกครองยาวนานที่สุดเป็นอันดับที่ 3 คือ “อิรัก” โดยกินเวลาทั้งสิ้น “289 วัน” หรือราว 8 เดือน เนื่องจากภายหลังการเลือกตั้งในเดือน มี.ค. 2010 ผลปรากฏว่าไม่มีพรรคไหนได้รับคะแนนเสียงมากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลเพียงพรรคเดียวได้ ขณะที่การแสวงหาพรรคร่วมยังเป็นเรื่องยาก เนื่องจากเกี่ยวพันกับประเด็นด้านเชื้อชาติและศาสนา โดยเฉพาะกลุ่มชีอะห์กับสุหนี่ และชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ด

แม้ในที่สุดอิรักจะสามารถเจรจาจนบรรลุข้อตกลงจัดตั้งรัฐบาลผสมจากคนเชื้อชาติต่างๆ ได้สำเร็จช่วงปลายเดือน ธ.ค. 2010 แต่ก็ต้องใช้เวลาอีก 40 วัน เพื่อฟอร์มทีมรัฐบาลขึ้นใหม่ โดย ณ เวลานั้น นู อัล มาริกี นักการเมืองเชื้อสายมุสลิมสุหนี่ได้ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

ผลลัพธ์จากการไร้รัฐบาลขึ้นบริหารประเทศ ทำให้การลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในอิรักต้องหยุดชะงักไปหลายโครงการ เช่นเดียวกับกระบวนการฟื้นฟูประเทศหลายๆ อย่าง แถมยังก่อความวิตกกังวลว่าอาจทำให้ความขัดแย้งทางเชื้อชาติ ศาสนาของกลุ่มต่างๆ ในอิรักรุนแรงขึ้น โดย ราล์ฟ เบเกอร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของสหรัฐประจำอิรัก กล่าวชัดเจนว่า ภาวะไร้ผู้นำทำให้กลุ่มติดอาวุธออกมาใช้ความรุนแรงมากขึ้น ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างอิหร่าน ซาอุดิอาระเบีย ซีเรีย หรือกระทั่งสหรัฐ ยังพยายามใช้อำนาจเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองภายในอิรักเพื่อผลประโยชน์ของตนเองอีกด้วย

ทั้งนี้ บทเรียนจาก 3 ประเทศข้างต้นได้แสดงให้เห็นความสูญเสียโอกาสต่อการพัฒนาประเทศมากเพียงไร และบาดแผลที่เกิดจากความชะงักงันทางการเมืองนั้น ก็ใช่ว่าจะสามารถสมานบาดแผลให้หายไปได้โดยใช้เวลาเพียงข้ามคืน และถึงเวลาแล้วหรือยังที่ทุกฝ่ายควรสำนึกและตระหนักให้ดีว่า หากปล่อยให้ปัญหาการเมืองคาราคาซัง คนที่เจ็บตัวที่สุดก็คือ “คนไทยทั้งแผ่นดิน”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท