
ศรส.เผยยึดคืนทำเนียบฯแกนนำ-การ์ดหนีไปได้
ศรส.ย้ำจะดำเนินการกรณีท่อน้ำเลี้ยง กปปส. อย่างรอบคอบให้สิทธิชี้แจงก่อนระงับทำธุรกรรม ปัดจัดฉากกับคปท. อ้างขอคืนพื้นที่เพื่อจับแกนนำ แต่หนีไปก่อน
ศรส.ย้ำจะดำเนินการกรณีท่อน้ำเลี้ยง กปปส. อย่างรอบคอบให้สิทธิชี้แจงก่อนระงับทำธุรกรรม ปัดจัดฉากกับคปท. อ้างขอคืนพื้นที่เพื่อจับแกนนำ แต่หนีไปก่อน
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ คณะกรรมการศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) กล่าวภายหลังการประชุมศรส.ซึ่งมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ผู้อำนวยการ ศรส. เป็นประธานว่า ที่ประชุมได้มีการนำข้อคิดเห็นของเอกชนที่แถลงข่าวเกี่ยวกับการดำเนินการของ ศรส. กรณีท่อน้ำเลี้ยงการชุมนุมกลุ่ม กปปส.ขึ้นมาหารือ และได้ข้อคิดเห็นในที่ประชุมว่า ศรส. จะดำเนินการเรื่องนี้อย่างรอบคอบและต่างจากศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) ที่เคยดำเนินการในปี2553 ที่ขณะนั้นมีการประกาศรายชื่อท่อน้ำเลี้ยงก่อน 200 คน และสั่งระงับการทำธุรกรรมทันที
แต่การดำเนินการของ ศอส. จะดำเนินการอย่างรอบคอบให้การคุ้มครองสิทธิของทุกฝ่าย โดยจะให้คณะทำงานที่ประกอบไปด้วย 5 หน่วยงานมีการตรวจสอบให้ละเอียดก่อน เปิดให้มีการเข้ามาชี้แจงก่อนหากชี้แจงไม่ได้จึงจะสั่งให้หยุดทำธุรกรรม โดยคณะทำงานนั้นจะมีสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)เป็นแม่งาน ตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) สำนักงานป้องกันและปราบปราบยาเสพติด(ปปส.) และกรมสรรพกร โดย ศรส. จะแถลงความคืบหน้าการดำเนินการกรณีท่อน้ำเลี้ยงในช่วงบ่ายวันพรุ่งนี้(15 กุมภาพันธ์ 2557)
นายธาริต กล่าวว่า สำหรับการประชุม ศรส. ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2557 สรุปผลการประชุม 6 ข้อ คือ 1.ข้อมูลจากการตรวจสอบของหน่วยงานด้านการข่าวปรากฏมียอดผู้ชุมนุมของ กปปส. สูงสุดเมื่อคืนวานนี้ ช่วงเวลาประมาณ 20.00 น. ที่ประมาณ 5,000 คน ซึ่งได้ลดน้อยลงเป็นลำดับอย่างต่อเนื่องทุกวัน ซึ่ง ศรส. ขอขอบคุณประชาชนที่ให้ความร่วมมืองดการเข้าร่วมชุมนุม การสนับสนุนด้านการเงิน และการช่วยเหลือต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้การดำเนินการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ที่ไม่สงบขณะนี้ยุติไปได้ในที่สุด
2.ในช่วงเช้าของวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เจ้าหน้าที่ของ ศรส.ได้เข้าทำการสนธิกำลังเพื่อเข้าไปจับกุมแกนนำ กปปส. ที่ศาลได้อนุมัติหมายจับแล้วหลบซ่อนอยู่ตามที่ชุมนุมต่าง ๆ รวมถึงการ์ดของแกนนำที่อยู่ห้อมล้อม ซึ่งอาจขัดขวางการเข้าจับกุม ก็จะเป็นความผิดซึ่งหน้าที่เจ้าพนักงานสามารถจับกุมได้ทันที ผลการเข้าดำเนินการบริเวณทำเนียบรัฐบาลเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ปรากฏกลุ่มผู้ต้องหาและการ์ดได้พากันหลบหนี ละทิ้งพื้นที่ที่ได้ยึดถือไว้ เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบพื้นที่ พบสิ่งผิดกฎหมายได้แก่ อาวุธยาเสพติด และอุปกรณ์การประกอบระเบิดจำนวนมาก ที่แกนนำ กปปส. และการ์ดได้ทิ้งไว้
“ศรส. จะปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องในห้วงเวลาที่เหมาะสม แต่ไม่ได้หมายความว่าจะดำเนินการทุกวัน และขอย้ำว่าการดำเนินการของ ศรส. ไม่ได้เป็นการขอคืนพื้นที่แต่เป็นการเข้าไปจับกุมผู้กระทำผิดตามหมายศาล” นายธาริต กล่าว
นายธาริต กล่าวว่า ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่าการเข้าเคลียร์พื้นที่ใกล้เวทีทำเนียบรัฐบาลมีการนัดแนะกับแกนนำประจำเวทีก่อนนั้น ก็ต้องขอถามว่าถ้าไปนัดแนะกันจริง กปปส. จะร่วมมือหรือไม่ จะยอมให้จัดฉากหรือไม่ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการจัดฉาก ในฐานะ กรรมการ ศรส. ขอยืนยันว่าไม่มีแน่นอน แต่หากเป็นเช่นนั้นจริงก็กถือว่าดีเพราะไม่ต้องมีการเสียเลือดเนื้อ
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของการเคลียร์พื้นที่ทำเนียบรัฐบาลนั้นก็คือการที่เจ้าหน้าที่และข้าราชการกลับเข้าไปทำงานในทำเนียบรัฐบาล แต่ก็ต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการเคลียร์พื้นที่ว่าไม่มีวัตถุอะไรที่เป็นอันตรายต่อเจ้าหน้าที่และข้าราชการเมื่อพร้อมแล้วก็ค่อยมีการอนุญาตให้เข้าทำงานได้
ประเด็นที่3 ผลจากการตั้งด่านตรวจเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมตัวการ์ด กปปส. ได้ 1 คน คือ นายไตรฉัตร จันทร์ทองสุข ได้อำพรางตัวโดยแต่งกายชุดตำรวจปฏิบัติการพิเศษ และพกพาอาวุธร้ายแรง ได้แก่ อาวุธปืน 2 กระบอก พร้อมกระสุนปืน จึงได้ควบคุมตัวไว้ดำเนินคดีต่อไป ศรส. ขอเรียนว่าการที่แกนนำ กปสส. จัดให้การ์ดแต่งกายเป็นตำรวจแล้วพกพาอาวุธร้ายแรงเช่นนี้ จะก่อให้เกิดปัญหาแทรกซ้อนในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะจะเกิดความเข้าใจผิดของประชาชนและผู้เข้าชุมนุมที่อาจถูกทำร้ายแล้วเข้าใจผิดเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้กระทำ ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความเกลียดชังและปัญหาความขัดแย้งมากขึ้นไปอีก
4.กรณีนายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ผู้ต้องหา ซึ่งเป็นหนึ่งในแกนนำ กปปส. ที่ศาลได้ออกหมายจับประเภทหมาย ฉ. ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ จะครบกำหนดควบคุมตัว 7 วัน ในวันอาทิตย์นี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำตัวไปขออนุญาตศาลควบคุมตัวต่ออีก 7 วัน ซึ่งศาลเห็นว่า ไม่มีความจำเป็นต้องควบคุมตัวแล้วจึงให้ปล่อยตัวนั้น ศรส.ได้รับแจ้งว่า นายสนธิญาณ ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีร้ายแรงคือ ข้อหาร่วมกันเป็นกบฏ ร่วมกันก่อความไม่สงบในบ้านเมือง และร่วมกันยุยงส่งเสริมให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย ซึ่งเป็นคดีพิเศษที่เจ้าพนักงาน 3 ฝ่ายร่วมกันสอบสวน คือ ตำรวจ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และพนักงานอัยการ ได้มีมติแล้วให้แจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าวแก่นายสนธิญาณ และในวันเสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์นี้ จะได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอออกหมายขังมีกำหนดครั้งละ 12 วัน ไม่เกิน 7 ครั้ง หรือ 84 วัน ซึ่งเป็นการดำเนินการตามกฎหมายปกติ คือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยจะได้ขอศาลคัดค้านการประกันตัว เพราะเป็นคดีอุกฉกรรจ์โทษสูงสุดถึงประหารชีวิต และหากปล่อยตัวไปก็เชื่อว่าจะไปกระทำผิดซ้ำอีก ศรส.ขอยืนยันว่าการปฏิบัติตามที่กล่าวมานี้ เป็นขั้นตอนปกติตามกฎหมายซึ่งไม่อาจปฏิบัติเป็นอื่นได้ และไม่มีการกลั่นแกล้งแต่อย่างใด
5. ศรส.ได้รับรายงานจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลและตำรวจภูธรภาคถึงความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับแกนนำ กปปส. และแนวร่วม กรณีร่วมกันกระทำผิดด้วยการขัดขวางการเลือกตั้งด้วยวิธีการต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพมหานครและในต่างจังหวัดโดยเฉพาะภาคใต้ ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรงต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นการล่วงละเมิดสิทธิของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยตรง ขณะนี้ มีจำนวนคดีประเภทขัดขวางการเลือกตั้งทั่วประเทศ จำนวน 156 คดี คดีประเภทเป็นเจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้งหน้าที่ไม่จัดการเลือกตั้ง จำนวน 165 คดี รวมคดีทั้งสิ้น 321 คดี และศาลได้ออกหมายจับ ให้แล้วจำนวน 59 คน
6.ศรส.ได้รับรายงานว่า วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นวันครบกำหนดที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ซึ่งอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งฟ้องในความผิดฐานร่วมกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล หรือที่เรียกกันว่า คดี 98 ศพ เมื่อเหตุการณ์สลายการชุมนุมในปี พ.ศ.2553 นั้น พนักงานอัยการได้นำตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ฟ้องคดีเป็นจำเลยต่อศาลไปแล้ว แต่นายสุเทพ ไม่ยอมไปศาล และขอเลื่อนนัดพนักงานอัยการเรื่อยมาถึง 4 นัดแล้ว ดังนั้น พนักงานอัยการจึงไม่อนุญาตให้เลื่อนนัดอีกต่อไป โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษจะได้แจ้งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษไปดำเนินการนำตัวนายสุเทพ มาเพื่อส่งตัวต่อศาลและฟ้องคดีเป็นจำเลย ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษจะได้เร่งรีบดำเนินการให้ได้ตัวนายสุเทพ โดยเร็วต่อไป







