posttoday
เปลี่ยน(ยังไม่)ผ่าน? ปฏิรูปจีน

เปลี่ยน(ยังไม่)ผ่าน? ปฏิรูปจีน

14 กุมภาพันธ์ 2557

เศรษฐกิจจีนเริ่มถูกนานาชาติวิพากษ์วิจารณ์และตั้งข้อสงสัยในหลายเรื่อง โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเสถียรภาพที่แท้จริงอย่างมีนัย

เศรษฐกิจจีนเริ่มถูกนานาชาติวิพากษ์วิจารณ์และตั้งข้อสงสัยในหลายเรื่อง โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเสถียรภาพที่แท้จริงอย่างมีนัย

ที่ผ่านมาอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจจีนมีความร้อนแรงต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2521 เพราะจีนเปิดประเทศและนำระบบเศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม (Social Market Economy) มาใช้ ทำให้เศรษฐกิจโต โดยเฉลี่ยร้อยละ 10 ต่อปีมายาวนาน

จนกระทั่งเริ่มเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจโลกในปี 2551 จึงทำให้เศรษฐกิจขยายตัวลดลง แต่จีนก็ยังสามารถรักษาระดับการเติบโตอย่างต่ำไว้ได้ที่ร้อยละ 7.5 ต่อปี

ขณะที่สถานการณ์ที่กำลังถูกจับตาในวันนี้คือ หนี้ของรัฐบาลท้องถิ่นที่จีนหลีกเลี่ยงจะพูดถึงตัวเลขทางเศรษฐกิจตรงกับความเป็นจริงหรือไม่

นอกจากนั้น The Economists รายงานว่า นักลงทุนต่างชาติเริ่มให้ความสนใจลงทุนในจีนน้อยลง พร้อมทั้งเสนอแนะว่า สำหรับผู้ลงทุนไปแล้ว ก็ควรปรับยุทธศาสตร์การลงทุนเสียใหม่ (Change Strategy) อย่างที่บริษัท Tesco กำลังทำอยู่ขณะนี้ โดยการเข้าไปร่วมลงทุนกับกิจการของภาครัฐจีนเพื่อความอยู่รอด

ส่วน IBM มีรายงานว่า ในไตรมาสแรกของปี 2556 ยอดรายได้ตกลงถึงร้อยละ 23 ตั้งแต่ปี 2492 ที่มี เหมาเจ๋อตง เป็นผู้นำการปฏิวัติประชาชนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองประเทศเป็นระบบคอมมิวนิสต์ในช่วงเวลาดังกล่าว ได้มีส่วนทำให้จีนกลับมามีความเป็นปึกแผ่นมากขึ้น จากแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมที่ประชาชนทุกชนชั้นมีโอกาสเข้าร่วมในกระบวนการ แต่การปฏิรูปจีนครั้งนั้น เหมาเจ๋อตง ก็ไม่สามารถนำพาประชาชนจำนวนหลายร้อยล้านออกจากความยากจนได้ ทำให้จีนเป็นประเทศที่มีคนจนมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

กระทั่งต่อมา เมื่อ เติ้งเสี่ยวผิง เข้ามาดำรงตำแหน่งผู้นำ ก็ได้มีการเสนอการปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งสำคัญของจีนในศตวรรษที่ 20 ที่สามารถเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจจากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยที่ World Bank ได้ยืนยันว่า จากการปฏิรูปของเติ้งเสี่ยวผิง ได้ทำให้คนจีนพ้นจากขีดความยากจนได้ไม่ต่ำกว่า 500 ล้านคนจนถึงปัจจุบันนี้

ถึงแม้วันเวลาจะผ่านมากว่า 17 ปี หลังจากที่ เติ้งเสี่ยวผิง เสียชีวิตไปแล้ว ก็ยังไม่ปรากฏว่ามีผู้นำจีนคนใดกล้าเสนอแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจในระดับโครงสร้างอีก ผู้นำคนต่อๆ มา ส่วนใหญ่มุ่งไปในภาคการปฏิบัติมากกว่าคิดในเชิงการเปลี่ยนแปลง

อาจจะยกเว้นสำหรับผู้นำคนปัจจุบัน สีจิ้นผิง ที่มองว่าเป็นเวลาเหมาะสมที่จีนจะต้องปฏิรูปประเทศครั้งใหม่

ซึ่งรวมทั้งด้านเศรษฐกิจด้วย โดยได้นำเสนอการปฏิรูปและผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์ชุดที่ 18 (Third Plenum) เมื่อปลายปี 2556 ซึ่งขณะนี้ก็เริ่มเข้าสู่การปฏิบัติ แต่ผลจะเกิดขึ้นอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป

ดังนั้น เมื่อกล่าวถึงความสำเร็จของการปฏิรูปจีนที่เกิดขึ้นในอดีตกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบัน อาจมีปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จแตกต่างกัน เพราะในยุคของเหมาเจ๋อตง และเติ้งเสี่ยวผิง สามารถใช้ภาวะผู้นำที่มีอำนาจเต็มแบบรวมศูนย์ เป็นอำนาจที่ค่อนข้างเบ็ดเสร็จ ในด้านความคิดและสั่งการ จึงทำให้การปฏิรูปในอดีตไม่ประสบกับปัญหาการต่อต้านหรือยอมรับจากประชาชน

เมื่อมาถึงยุคของสีจิ้นผิง ผู้นำจีนคนปัจจุบัน ไม่อาจอาศัยภาวะผู้นำที่ใช้อำนาจโดยไม่ปรึกษาหรือรับฟังเสียงจากประชาชน (Public Opinion) ได้เหมือนเดิม เพราะโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจจีนเปลี่ยนแปลงไปมาก

นอกจากนั้น ยังมีคนใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตในจีนกว่า 500 ล้านคน ที่พร้อมจะสื่อสารกันภายในและต่างประเทศ จึงทำให้ผู้นำจีนในยุคใหม่ปกครองประเทศได้ยากขึ้น

มาถึงวันนี้ที่จีนผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลกได้ ก็เพราะผู้นำที่มีความสามารถมีความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับโลกอยู่ตลอดเวลา แต่จีนในวันนี้ได้มาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกครั้ง โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจและอาจลุกลามไปถึงการเมืองด้วย

หลังจากที่จีนปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมในช่วงเวลาของเหมาเจ๋อตง โดยมีเป้าหมายชัดเจนคือให้ความสำคัญกับมวลมหาประชาชน หรือ Chinese Masses จะเห็นได้ว่าเป็นยุคที่ไม่ต้องการรับฟังความเห็นต่าง แต่เป็นช่วงเวลาที่ต้องกำจัดผู้ที่เห็นต่างออกไปให้มองไปทางเดียวกับผู้นำ แต่มาถึงยุคของสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ต้องรับฟังความเห็นต่างของประชาชนมากขึ้น วันเวลาต่างแนวทางการปกครองประเทศก็ต่างกันด้วย

ดูเหมือนการปฏิรูปประเทศที่กำลังจะเกิดขึ้น น่าจะมีความยากในทางปฏิบัติพอสมควร และอาจถูกกระแสการต่อต้านในบางเรื่องจากประชาชน จากผู้ที่มีส่วนได้เสีย หรือกลุ่มผลประโยชน์ ที่รวมกันประกอบขึ้นเป็นสังคมจีนสมัยใหม่

การปฏิรูปประเทศในยุคนี้จึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย และอาจต้องเผชิญกับอุปสรรคนานาประการกับการปฏิบัติตามแผนการปฏิรูป

และที่น่าสนใจยิ่งกว่าการปฏิรูปเศรษฐกิจก็คือ การปฏิรูปการเมือง เพราะตั้งแต่สมัยของเหมาเจ๋อตง ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ ก็ยังไม่มีใครกล้าเข้าไปแตะต้องโครงสร้างทางการเมือง โดยเฉพาะพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) ที่ทรงพลัง ถึงแม้จะมีการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศหลายครั้ง แต่จีนพยายามหลีกเลี่ยงการพูดถึงเรื่องปฏิรูปการเมือง ที่เป็นเช่นนี้คงเป็นเพราะการเมืองเกี่ยวข้องกับอำนาจของผู้มีอำนาจที่แท้จริงในแผ่นดินจีน ดังนั้น การแตะต้องโครงสร้างทางการเมืองจะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ต่อผู้คิดที่จะปฏิรูปครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท