posttoday
บทเรียนประชานิยมโลกหายนะร้ายที่ต้องห่าง

บทเรียนประชานิยมโลกหายนะร้ายที่ต้องห่าง

14 กุมภาพันธ์ 2557

ได้เห็นตัวอย่างและได้ยินคำเตือนซ้ำๆ อย่างต่อเนื่องจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์หลายสำนักที่เผยแพร่ปรากฏตามสื่อต่างๆ มานานพอสมควรแล้ว

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

ได้เห็นตัวอย่างและได้ยินคำเตือนซ้ำๆ อย่างต่อเนื่องจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์หลายสำนักที่เผยแพร่ปรากฏตามสื่อต่างๆ มานานพอสมควรแล้ว สำหรับการใช้นโยบายประชานิยมมาเป็นแนวทางในการดำเนินการบริหารปกครองประเทศ ว่าเป็นทางเลือกผิดพลาดและอันตรายที่ทำให้หลายต่อหลายชาติเดินเข้าสู่หายนะ

กระนั้นรัฐบาลหรือผู้นำประเทศอีกส่วนหนึ่งกลับไม่มีทีท่าว่าจะขยาดหวาดกลัวแต่อย่างใด ตรงกันข้าม กลับเดินหน้าทุ่มเทกำลังดำเนินนโยบายประชานิยมอย่างกว้างขวาง เนื่องจากการใช้ประชานิยมมีผลต่อคะแนนสนับสนุนที่รัฐบาลหรือผู้นำนั้นๆ จะได้รับจากประชาชนภายในประเทศตนเอง ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการช่วยให้ครองตำแหน่งและกุมอำนาจได้ยาวนานขึ้น

ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่านโยบายประชานิยมเป็นผู้ร้ายหรือสิ่งไม่ดีที่ควรกำจัด เพราะหากใช้ในทางที่ถูกและระดับที่พอเหมาะพอควรแล้ว ผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งยอมรับว่า แนวทางนี้คือการเปิดทางให้ชนชั้นล่างมีพื้นที่ยืนในสังคม และเข้าถึงบริการภาครัฐได้อย่างเสมอภาคเท่าเทียม

แต่เนื่องจากผู้นำส่วนใหญ่ใช้นโยบายประชานิยมแบบไม่รอบคอบรัดกุม แถมยังโหมกระหน่ำทุ่มใช้เพื่อแย่งชิงความได้เปรียบทางการเมืองเท่านั้น โดยไม่สนใจวินัยทางการคลัง ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ คือมุ่งแต่ผลาญเงินเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก ดังนั้น ประชานิยมจึงกลายเป็นความหายนะและฝันร้ายที่หลอกหลอนประชาชนในประเทศต่างๆ

แน่นอนว่า ตัวอย่างยืนยันที่เห็นได้ชัดเจนและถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ ประเทศกรีซ ที่ดำเนินนโยบายประชานิยมจนล้มละลาย กระทั่งต้องเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากต่างชาติ โดยแลกกับการยอมให้ประเทศที่ช่วยเข้ามาบงการนโยบายการเงินการคลังของประเทศ

จุดเริ่มต้นของหายนะกรีซมาจากการแย่งชิงอำนาจของสองพรรคการเมืองใหญ่ของประเทศ คือพรรคสังคมนิยมปาซกและพรรคฝ่ายซ้ายไซรีซา ซึ่งนำนโยบายประชานิยมมาใช้แข่งขันกัน โดยหลักๆ แล้วคือทำให้กรีซเป็นรัฐสวัสดิการ ที่รัฐถือเป็นพ่อบุญทุ่มจ่ายเงินเลี้ยงประชาชนแทบทุกอย่าง ซึ่งรวมถึงการเพิ่มจำนวนข้าราชการที่ทำให้ชาวกรีซสามารถรับสวัสดิการที่ดีเยี่ยมจากภาครัฐ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลกรีซยังบ่อนทำลายเสถียรภาพเศรษฐกิจด้วยการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำโดยไม่คำนึงถึงศักยภาพของแรงงาน ทำให้ความสามารถในการแข่งขันและผลิตผลอยู่ในระดับต่ำ

ผลลัพธ์คือรัฐบาลกรีซมีแต่รายจ่าย แถมเป็นรายจ่ายที่เกินตัวจนต้องหากู้หนี้ยืมสินมาใช้ สุดท้ายรัฐบาลกรีซมีระดับหนี้สูงถึง 200% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงต่อเนื่อง ก่อนกลายเป็นวิกฤตหนี้สาธารณะที่ฉุดให้กลุ่มประเทศผู้ใช้เงินสกุลยูโร (ยูโรโซน) ตกสู่บ่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังไม่ฟื้นดีนัก

ขณะที่กรีซเองต้องยอมเสียเอกราชทางการเงิน และต้องทำตามคำสั่งของชาติที่ให้ความช่วยเหลืออย่างเคร่งครัด รวมถึงการตัดลดรายจ่ายภาครัฐและนโยบายรัดเข็มขัดต่างๆ ทำให้ทั่วโลกได้เห็นภาพชาวกรีซออกมาประท้วงตามท้องถนนเพราะไม่พอใจที่รัฐบาลลดรายจ่าย สั่นคลอนเสถียรภาพของกรีซจนกลายเป็นวิกฤตการเมืองอยู่พักหนึ่งทีเดียว

อีกหนึ่งตัวอย่างของหายนะประชานิยมคือ การใช้ในกลุ่มประเทศละตินอเมริกา อย่าง อาร์เจนตินา บราซิล และเวเนซุเอลา ซึ่งแม้รายจ่ายด้านสวัสดิการจะไม่สูงเท่ากรีซ แต่การใช้นโยบายประชานิยมด้วยการบิดเบือนและแทรกแซงกลไกตลาดอย่างรุนแรง เช่น การควบคุมค่าเงินและตรึงอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเข้มงวด มุ่งขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแต่คุมเข้มราคาสินค้า ทุ่มเงินอุดหนุนราคาพลังงาน และปกป้องคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศเกินเหตุจนขาดการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ก็ทำให้ประเทศในแถบละตินอเมริกาเหล่านี้เดินหน้าสู่หายนะได้ไม่ยากเย็น

ผลลัพธ์ก็คือแม้พรรคการเมืองของรัฐบาลในหลายประเทศเหล่านี้จะได้ใจประชาชน แต่ก็เป็นเพียงช่วงสั้นๆ เท่านั้น เพราะเมื่อเศรษฐกิจโลกถดถอย ประเทศที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจที่อ่อนแอและขาดความสมดุลในภูมิภาคแห่งนี้จึงเผชิญปัญหาที่แทบไปไม่เป็น และบานปลายกลายเป็นการสร้างความไม่พอใจให้ประชาชนจนลุกฮือขึ้นมาประท้วงแทบรายวัน

ในที่สุด ปัจจุบันนี้รัฐบาลในกลุ่มประเทศดังกล่าวต้องปรับนโยบาย ปฏิรูปเศรษฐกิจกันขนานใหญ่ ซึ่งรวมถึงการลดการใช้ประชานิยมด้วยการผ่อนคลายกฎอัตราแลกเปลี่ยน เช่น อาร์เจนตินาที่เพิ่งจะประกาศลอยตัวค่าเงินเปโซ และอนุญาตให้ชาวอาร์เจนตินาสามารถซื้อเงินเหรียญสหรัฐได้สูงสุดที่ 2,000 เหรียญสหรัฐ

ด้านประเทศภายในภูมิภาคเอเชียก็มีการใช้นโยบายประชานิยมเพื่อหวังผลทางการเมืองในปริมาณมากไม่แพ้กับชาติตะวันตกและละตินอเมริกาเช่นกัน โดยหลักๆ ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ อินเดีย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

สำหรับอินเดีย นอกจากต้องเข้าแทรกแซงดอกเบี้ยอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว การเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นในช่วงกลางปีนี้ ทำให้รัฐบาลนายกรัฐมนตรี มันโมฮัน ซิงห์ อนุมัติโครงการอุดหนุนราคาก๊าซหุงต้มเพิ่มจาก 9 ถังต่อปีต่อครัวเรือน เป็น 12 ถังต่อปีต่อครัวเรือน ซึ่งมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา และโครงการประชานิยมสวัสดิการอาหารที่ให้การอุดหนุนข้าวต่อประชากรเกือบ 70% ของอินเดีย หรือกว่า 800 ล้านคน ซึ่งใช้งบประมาณรัฐมูลค่าสูงกว่า 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อปี

อินโดนีเซีย ก็คือการมุ่งเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำและอุดหนุนราคาพลังงาน ขณะที่ มาเลเซีย คือนโยบายภูมิบุตรที่เอื้อประโยชน์และให้ความสำคัญกับคนเชื้อสายมาเลย์ก่อนจนบั่นทอนแรงดึงดูดในการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายสำนักออกมายอมรับว่าตัวอย่างหายนะประชานิยม เช่น กรีซ หรืออาร์เจนตินา ทำให้หลายประเทศเริ่มตื่นตัวถึงอันตรายและพยายามจะปรับลดการใช้นโยบายประชานิยมลง เพื่อไม่ให้ประเทศอยู่ในภาวะเสพติดที่ทำให้เลิกใช้ได้ยาก และตกอยู่ในห้วงวังวนวิกฤตหนี้ ซึ่งจะฉุดให้การเติบโตของประเทศหยุดชะงัก ตกต่ำ และถดถอย

กระแสเปลี่ยนแปลงที่เริ่มมีให้เห็นบ้างแล้ว เช่น ประเทศเวเนซุเอลา ที่ผลพวงประชานิยมด้วยการคุมเข้มอัตราแลกเปลี่ยนทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงถึง 54% สาธารณูปโภคอ่อนแอและขาดแคลนสินค้าพื้นฐานอย่างกระดาษชำระรุนแรง โดย ลูอิส วิเซนเต ลีออน นักวิเคราะห์การเมืองเวเนซุเอลา ระบุว่า ชัยชนะของพรรคฝ่ายซ้ายจากการเลือกตั้งช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กำลังสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนเริ่มเรียนรู้ถึงอันตรายของนโยบายประชานิยมและตระหนักแล้วว่าต้องไม่พึ่งพาภาครัฐมากเกินไปในการขยายตัวเติบโตทางเศรษฐกิจ

ยังไม่นับรวมการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาลอินโดนีเซียและมาเลเซียที่พยายามลดการอุดหนุนพลังงาน และเปิดตลาดให้นักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนแข่งขันในประเทศได้อย่างเต็มที่

ทั้งนี้ ในขณะที่หลายประเทศทั่วโลกเริ่มตื่นตัวกับอันตรายของนโยบายประชานิยม และพยายามหาทางลดทอนการใช้ชนิดบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น แต่ก็ยังมีรัฐบาลบางประเทศที่ยังคิดจะเดินหน้าใช้ประชานิยมต่อ แม้จะมีคำเตือนจากนักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการชั้นนำส่งสารมาขอร้องอ้อนวอนให้เลิกโดยตรงแล้วก็ตาม

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท