
แดงแนะเพื่อไทยเร่งปฏิรูป
สุเทพ เทือกสุบรรณโดย...สุภชาติ เล็บนาค
สุเทพ เทือกสุบรรณโดย...สุภชาติ เล็บนาค
เข้าสู่หนึ่งเดือนของปฏิบัติการ “ชัตดาวน์กรุงเทพฯ” ที่ เลขาธิการ กปปส. หมายมั่นปั้นมือว่าจะสามารถสร้างแรงกดดันมหาศาล ทำให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลาออก เพื่อเปิดทางให้ระบอบทักษิณล้มลง จนนำไปสู่การปฏิรูปประเทศตามที่มวลมหาประชาชนคาดหวัง
แต่ในมุมมองของคนเสื้อแดง เป้าหมายของ สุเทพ ยังคงห่างจากการล้มระบอบทักษิณ และการปฏิรูปประเทศอีกไกล
สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด แกนนอนกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง มองว่า มวลมหาประชาชน สร้างแรงกดดันพอสมควรสำหรับรัฐบาล แต่ปัญหา ก็คือ แรงกดดันดังกล่าวยังส่งผลกระทบกับคนกรุง ที่ไม่ได้ร่วมต่อสู้กับ สุเทพ หากมวลมหาประชาชนเลือกยึดพื้นที่ต่างๆ ยาวขึ้น สุดท้าย สุเทพ จะเหนื่อยเองและอยู่ไม่ได้ ขณะเดียวกันแรงกดดันจากคน กทม.และภาคธุรกิจจะเพิ่มหนักข้อขึ้นเพื่อให้ กปปส.กลับไปชุมนุมที่ถนนราชดำเนินเหมือนเดิม
ส่วนผลการเลือกตั้งที่มีจำนวนคนไม่ไปใช้สิทธิเพิ่มขึ้นมากนั้น สมบัติ มองว่า ส่วนหนึ่งมาจากฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงคนที่กังวลเรื่องการข่มขู่จาก กปปส. อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่ามีคนส่วนหนึ่งที่เป็นฐานเสียงพรรคเพื่อไทยเดิม และเริ่มที่จะตัดสินใจไปเลือกพรรคอื่นที่มีแนวคิดเป็นประชาธิปไตยมากกว่า และเห็นหัวประชาชนมากกว่าพรรคเพื่อไทย ซึ่งน่าเสียดายที่ครั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ลงเลือกตั้ง เนื่องจากหากลง มีโอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์จะได้คะแนนเสียงสูงสุดจนอาจตั้งรัฐบาลได้ด้วยซ้ำ
“ผมคุยกับเพื่อนคนเสื้อแดงหลายคนเองก็กล้ำกลืนฝืนทนมากที่จะเลือกพรรคเพื่อไทย และหลายคนก็หนีไปเลือกหมายเลข 8 พรรคพลังประชาธิปไตยด้วยซ้ำ คนที่เหลือเลือกพรรคเพื่อไทย มีเหตุผลเดียวคือไม่ต้องการให้ สุเทพ ทำลายระบบ และรำคาญม็อบนกหวีด เกลียดพรรคประชาธิปัตย์ บางคนถึงกับบอกว่า เพื่อไทยอาจจะไม่เห็นหัวประชาชน แต่ อภิสิทธิ์ ยิงหัวประชาชน เพราะฉะนั้นแสดงให้เห็นว่า เขาไม่ได้มีความนิยมชมชอบในนโยบายหรือตัวพรรคเลย” สมบัติ ระบุ
บก.ลายจุด บอกอีกว่า หลังจากนี้ พรรคเพื่อไทยจะต้องปฏิรูปตัวเองขนานใหญ่ เพราะคนเสื้อแดงจำนวนมากไม่ได้รู้สึกว่าพรรคเพื่อไทยเป็นตัวแทนของเขา และยังรู้สึกเช่นเดียวกันว่า ระบบส่วนใหญ่ยังถูกสั่งงานโดยซีอีโออย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพียงคนเดียวมากเกินไป หากไม่ปฏิรูปให้เป็นพรรคของตัวเอง หลังจากนี้ก็ไปไม่รอด
สำหรับการปฏิรูปที่ทั้งรัฐบาลและ กปปส. ต่างคนก็ต่างพยายามทำนั้น สมบัติ บอกว่า เขาเห็นด้วยกับประเด็นนี้ แต่ไม่เห็นด้วยทั้งแนวทางการตั้งสภาประชาชน ของ กปปส. และไม่เห็นด้วยกับสภาปฏิรูปของรัฐบาล เช่นเดียวกับแนวทางพิมพ์เขียวประเทศไทยของพรรคประชาธิปัตย์ หรือแนวทางคณะกรรมการปฏิรูปประเทศสมัชชาปฏิรูปประเทศ ชุด อานันท์ ปันยารชุน และ นพ.ประเวศ วะสี เพราะล้วนเกิดจากคนเพียงไม่กี่คน มานั่งสุมหัวคิดกันแล้วบอกว่าปัญหาคืออะไร ซึ่งทำกันอยู่กลุ่มเดียว และไม่ได้เกิดการถกเถียงจนได้คำตอบที่แท้จริง อีกทั้งเนื้อหายังเบาบาง
ถามว่าจะจบอย่างไร สมบัติ เชื่อว่า มี 2 แนวทาง คือ 1.สุเทพ และแกนนำ กปปส.ยอมยุติม็อบ เพื่อเจรจา หรือ 2.ใช้องค์กรอิสระเดินต่อ เพื่อทำอย่างไรก็ได้ให้อำนาจหลุดจากมือ ยิ่งลักษณ์ หากออกในรูปแบบนี้จะเป็นการต่อสู้ที่ยืดเยื้อยาวนานแน่นอน
“หากองค์กรอิสระจะเดินต่อแบบนี้เขาก็ต้องคิดหนัก และเขาก็มีต้นทุนที่ต้องจ่าย แน่นอนจะตัดสินอย่างไรเขาก็ทำได้ แต่ต้องไม่ลืมว่าบ้านเมืองไม่ได้อยู่กับฝ่ายอนุรักษนิยมเพียงฝ่ายเดียว เมื่อคุณเลือกเล่นนอกเกม เรื่องนี้มันจะไม่จบแค่ล้มรัฐบาลได้ แต่มันจะมีความรุงรังมหาศาลซึ่งกระทบกับความน่าเชื่อถือของตัวองค์กรอิสระเอง รวมถึงตามมาด้วยการต่อสู้จากมวลชนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ต้องถามว่าองค์กรอิสระจะเลือกรูปแบบนี้จริงเหรอ” สมบัติ ทิ้งท้าย
ขณะที่ สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ นักวิชาการฝ่ายแดง และอาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็เห็นในแนวทางเดียวกันว่า ไม่ว่า สุเทพ จะชุมนุมในรูปแบบใด ก็ไม่น่าจะสะทกสะท้านอะไรรัฐบาลได้ เพราะผลลัพธ์จะไปตกกับคนกรุงเทพฯ ที่ใช้ชีวิตประจำวันอย่างยากลำบาก รวมถึงกระทบเศรษฐกิจรากหญ้า ซึ่งส่งผลโดยตรงกับนักธุรกิจในพื้นที่ชุมนุมมากกว่า
“ข้อเรียกร้องของ กปปส.เป็นข้อเรียกร้องที่อีกฝ่ายไม่สามารถปฏิบัติได้ ไม่มีกฎหมายรองรับ ซึ่งแตกต่างจากการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 ที่กดดันเพียงแค่ให้ยุบสภาเท่านั้น ซึ่งก็น่าสังเกตว่าคนเสื้อแดงปิดราชประสงค์ นาน 23 เดือนเช่นกัน ก็ยังไม่สามารถประสบความสำเร็จได้เลย เพราะฉะนั้นผมจึงเชื่อว่า คุณสุเทพ น่าจะทำสำเร็จได้ยาก หากไม่มีการเจรจา หรือมีอำนาจพิเศษเข้าช่วย ซึ่งวิธีการเดียวคือทำอย่างไรก็ได้ให้ปั่นป่วน ยั่วยุ จนเกิดความรุนแรง จนกองทัพต้องแสดงท่าที” สุธาชัย ระบุ
อย่างไรก็ตาม เขาก็เชื่อว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่กองทัพจะเลือกเข้าข้าง กปปส. ด้วยการทำรัฐประหาร เพราะแม้ทหารจะทำรัฐประหารได้ทันที แต่สุดท้ายก็จะไม่สามารถรักษาบ้านเมืองไว้ได้ เพราะประเทศไทยเปลี่ยนจากเดิมไปมากแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงได้เห็นท่าทีของทหารที่นิ่งขึ้น ส่วนการเจรจานั้น สุธาชัย ยังไม่เห็นแนวโน้ม เนื่องจากข้อเรียกร้องของ สุเทพ เอง เป็นรูปแบบที่แข็งกร้าว ไม่สามารถต่อร้องได้เลย
ส่วนท่าทีขององค์กรอิสระนั้น สุธาชัย เห็นตรงกับ สมบัติ ว่า ในที่สุดทั้ง ป.ป.ช. กกต. หรือศาลรัฐธรรมนูญ จะร่วมกันสั่นคลอนอำนาจรัฐแน่นอน แต่ทั้งหมดเองก็มีต้นทุนที่จะต้องเสีย หากเลือกเข้าข้างฝ่าย กปปส.จนชัดเจนมากเกินไป ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น ก็จะเป็นงานยากของผู้ที่รับไม้บริหารประเทศต่อ ซึ่งจะปกครองได้อย่างยากลำบากที่สุดเช่นกัน







