
เพ้งยันตรึงแอลพีจีขนส่ง
ชี้ปรับขึ้นราคาเป็นอำนาจรัฐบาลใหม่กรุงศรีฯเตือนธุรกิจต้นทุนพลังงานพุ่ง
ชี้ปรับขึ้นราคาเป็นอำนาจรัฐบาลใหม่กรุงศรีฯเตือนธุรกิจต้นทุนพลังงานพุ่ง
“พงษ์ศักดิ์” ยันยังไม่ขยับแอลพีจีขนส่งโยนรัฐบาลใหม่ ตัดสินใจสั่งคุมเข้มลักลอบใช้ข้ามประเภท
นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายที่จะปรับขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีในภาคขนส่งในขณะนี้ จากเดิมที่กำหนดว่าจะต้องมีการปรับราคาในช่วงเดือน มี.ค.นี้ เนื่องจากอยู่ในช่วงรัฐบาลรักษาการ ทำให้ไม่สามารถเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้ ดังนั้นการตัดสินใจปรับขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีขนส่งคงต้องรอให้รัฐบาลใหม่ก่อน
สำหรับประเด็นหลายฝ่ายเป็นห่วงว่า หากไม่ปรับราคาแอลพีจีขนส่งจะทำให้เกิดส่วนต่างราคาระหว่างราคาแอลพีจีครัวเรือนและขนส่งมากขึ้น และจูงใจให้มีการลักลอบใช้ก๊าซข้ามประเภทนั้น ได้มอบหมายให้กรมธุรกิจพลังงานไปออกมาตรการเพิ่มเติมในการป้องกัน แต่เชื่อว่าปัญหาดังกล่าวจะมีไม่มาก
นายเสมอใจ ศุขสุเมฆ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า การคืบหน้าโครงการลดผลกระทบจากการปรับราคาแอลพีจีครัวเรือนในช่วงที่ผ่านมา พบว่ามีจำนวนผู้มาลงทะเบียนใช้สิทธิซื้อแอลพีจีราคาเดิมเพียง 1.6 แสนราย แบ่งเป็น กลุ่มครัวเรือนผู้ใช้ไฟฟรี 6.6 หมื่นราย และกลุ่มหาบเร่แผงลอย 9.6 หมื่นราย โดยมีการใช้สิทธิผ่านระบบเอสเอ็มเอส จำนวน 5 แสนครั้ง ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มหาบเร่แผงลอย
ด้านฝ่ายวิจัยธนาคารกรุงศรีอยุธยา ออกบทวิจัย เรื่อง “ภาคธุรกิจเตรียมรับศึกหนัก... ฝ่าต้นทุนพลังงานแพงปี 2557” โดยระบุว่า แรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานของภาคธุรกิจไทยในปี 2557 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะมีสัญญาณอ่อนตัวลงก็ตาม เพราะราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของภาคขนส่งอาจปรับสูงขึ้นหากกรมสรรสามิตกลับมาทยอยเก็บภาษีน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น จากก่อนหน้านี้ที่ลดอัตราการจัดเก็บลงจากลิตรละ 5.30 บาท เหลือลิตรละ0.005 บาท
นอกจากนี้ ต้นทุนค่าไฟฟ้าของธุรกิจมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อเนื่องในปีนี้ เนื่องจากก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยที่ลดน้อยลง ทำให้ไทยจำเป็นต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวเพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้ามากขึ้น แต่ราคานำเข้าแอลพีจีสูงกว่าต้นทุนก๊าซธรรมชาติในประเทศเกือบเท่าตัวและราคาจะสูงขึ้นในภาวะเงินบาทอ่อนค่า
ทั้งนี้ ธุรกิจและอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงและอยู่ในภาวะที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ ธุรกิจขนส่ง คลังเก็บสินค้า บริการทางการเกษตร อุตสาหกรรมแก้วและผลิตภัณฑ์แก้ว กระเบื้อง ผลิตภัณฑ์พลาสติก และบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น ส่วนธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบแต่สามารถผ่องถ่ายภาระต้นทุนบางส่วนไปยังผู้ซื้อและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง จะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ได้แก่ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ปูนซีเมนต์ เหล็กและเหล็กกล้า รวมถึงธุรกิจโรงแรม







