
เลือกตั้งใหม่หลังสงกรานต์ต้อนยิ่งลักษณ์ สู่มุมอับ
เป็นความพยายามของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อีกครั้งในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งภายหลังมีมติให้ วันที่ 20 เม.ย.
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
เป็นความพยายามของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อีกครั้งในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งภายหลังมีมติให้ วันที่ 20 เม.ย. เป็นวันเลือกตั้งทดแทนการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 26 ม.ค. และให้วันที่ 27 เม.ย. เป็นวันเลือกตั้งทดแทนวันเลือกตั้งใหญ่ที่มีปัญหาในบางเขตเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งเท่ากับว่าการเลือกตั้งรอบสองที่จะเกิดขึ้นนี้ต้องรอยาวกันหลังสงกรานต์
ขณะที่ปัญหาการไม่มีผู้สมัครรับเลือกตั้งใน 28 เขตเลือกตั้งนั้น ทาง กกต.จะส่งหนังสือไปให้รัฐบาลเพื่อยืนยันอีกครั้งว่าปัญหาจะต้องได้รับการแก้ไข ด้วยการที่รัฐบาลจะต้องออกเป็นพระราชกฤษฎีกาเท่านั้น
ในประเด็นนี้ กกต.มองว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2550 กำหนดให้ กกต.ต้องดำเนินการรับสมัคร สส. ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งภายใน 20 วัน นับตั้งแต่วันที่มีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง แต่ในเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏออกมาว่าได้เกิดปัญหาจนล่วงเลยกรอบเวลาดังกล่าวแล้ว จึงมีผลให้ กกต.ไม่สามารถจัดให้มีการรับสมัครได้ในภายหลัง
ปัญหาของ 28 เขตเลือกตั้งมีความเป็นไปได้สูงที่จะต้องไปตัดสินกันที่ศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้ง หลังจากทีมกฎหมายของพรรคเพื่อไทยได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นทางการแล้วว่ารัฐบาลไม่มีอำนาจดำเนินการตามที่ กกต.ร้องขอได้ ด้วยเหตุที่กระบวนการจัดการเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของ กกต. ส่วนรัฐบาลตีความว่าตัวเองมีหน้าที่แค่สนับสนุนด้านงบประมาณและบุคลากรเท่านั้น นอกเหนือจากนั้นรัฐบาลไม่มีอำนาจ
สุดท้ายเรื่อง 28 เขต คงต้องใช้เวลาอีกพอสมควรกว่าจะมีความชัดเจน แต่ความน่าสนใจในเวลานี้อยู่ที่การพยายามการจัดลงคะแนนเลือกตั้งในวันที่ 20 เม.ย. และ27 เม.ย. เพราะได้สะท้อนนัยทางการเมืองที่สำคัญอยู่ไม่น้อย
การกำหนดวันลงคะแนนใหม่ที่ทอดเวลาจากปัจจุบันไปอีกประมาณ 2 เดือน แสดงให้เห็นว่า กกต.คำนึงถึงปัญหาทางการเมืองมากกว่าปัญหาทางกฎหมาย
กล่าวคือ รัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องเปิดประชุมรัฐสภาภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันเลือกตั้ง ซึ่งถ้านับตั้งแต่วันที่ 2 ก.พ. เท่ากับว่าต้องเปิดสภาให้ได้ไม่เกินวันที่ 2 มี.ค. แต่ในเมื่อสภาพความเป็นจริง กกต.ไม่อาจจัดการเลือกตั้งเพื่อให้มี สส.ได้เบื้องต้น 475 คน กกต.จึงเลือกกำหนดวันเลือกตั้งให้นานออกไป เพื่อให้อุณหภูมิการเมืองค่อยๆ ลดลง
ทั้งนี้ กกต.เองก็ดูทิศทางลมแล้วเห็นว่าบรรยากาศทางการเมืองเวลานี้กำลังมุ่งหน้าไปสู่การเรียกร้องหาคนกลางมาเป็นผู้ประสานงานให้รัฐบาลและแกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ได้หาทางลง ถ้าอุณหภูมิการเมืองยังอยู่ในระดับนี้ต่อไปเรื่อยๆ ย่อมช่วยให้ประเทศไทยผ่านวันที่ 20 เม.ย. และ27 เม.ย. ไปได้โดยปราศจากความรุนแรง
“เวลาผ่านไปเหตุการณ์สงบ ทุกคนได้คิด อาจจะถอยคนละก้าวเพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง ตอนนี้หลายฝ่ายออกมาพูดว่าทุกอย่างต้องจบที่โต๊ะเจรจา การเจรจาเป็นทางออกที่ดีที่สุด บ้านเมืองก็จะสงบสุข ทุกฝ่ายต้องยอมกันบ้าง ไม่สุดกู่” เหตุผลเกี่ยวกับการกำหนดวันเลือกตั้งจากศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต.
ถึงการทอดเวลาการเลือกตั้งให้นานออกไปจะเป็นผลดีต่อ กกต. แต่ในอีกด้านหนึ่งย่อมไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยเท่าไรนัก
เวลาที่ทอดออกไปจะช่วยให้บรรยากาศการเมืองดีขึ้นจริง แต่ย่อมหมายความว่าจะมีผลให้ได้ สส. ครบ 475 คน หรือ 500 คน ล่าช้าไปด้วย เพราะกว่าจะได้ สส.ครบตามกฎหมายเพื่อเปิดสภาอาจต้องรอถึงเดือน มิ.ย. หรือ ก.ค. ซึ่งความล่าช้าที่เกิดขึ้นย่อมไม่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล เนื่องจากจะต้องเป็นรัฐบาลรักษาการต่อไป ไม่มีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินเต็มที่
ประกอบกับขณะนี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำลังเร่งสอบสวนคดีทุจริตของรัฐบาลอย่างเต็มที่ โดยหากเกิดชี้มูลความผิด ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม มาในจังหวะนี้ สถานะของคณะรัฐมนตรีทั้งคณะจะสะเทือนไปด้วย
รัฐบาลจึงอยากให้เกิดกระบวนการสถาปนาอำนาจนิติบัญญัติและบริหารผ่านการเปิดประชุมรัฐสภาโดยเร็ว อย่างน้อยเพื่อให้เกิดเกราะกำบังว่า ถ้าเกิด ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดภายหลังยิ่งลักษณ์ได้กลับมาดำรงตำแหน่งนายกฯ อย่างเป็นทางการอีกครั้ง รัฐบาลจะได้มีประเด็นโต้แย้งในทางกฎหมายว่าการชี้มูลความผิดที่เป็นผลจากการกระทำในอดีต ย่อมไม่มีผลต่อการดำรงตำแหน่งในปัจจุบัน แม้จะเป็นการกระทำที่เกิดจากบุคคลคนเดียวกัน
ขณะเดียวกัน การเข้าสู่อำนาจได้เร็วย่อมช่วยให้รัฐบาลสามารถเดินหน้าแก้ปัญหาที่รุมเร้าออกไปได้ทีละเปลาะด้วย โดยเฉพาะปัญหาจำนำข้าว โดยหากรัฐบาลมีอำนาจรัฐสมบูรณ์เมื่อไหร่ ย่อมสามารถหาเงินมาจ่ายเงินให้กับชาวนาได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ และเมื่อชาวนาได้เงินจากรัฐบาลก็จะช่วยให้แรงต่อต้านรัฐบาลจากชาวนาลดลงไปในตัว รัฐบาลจะได้เอาเวลาไปรับมือกับ กปปส.
ในทางกลับกัน ถ้ารัฐบาลยังอยู่ในสภาพมีอำนาจไม่ครบ 100% จะไม่สามารถทำอะไรได้เป็นชิ้นเป็นอัน และการเมืองจะอยู่ในภาวะสุญญากาศพร้อมกับเสี่ยงต่อการถูกให้พ้นสภาพด้วยอำนาจของ ป.ป.ช.ในระยะยาวต่อไป
อย่างไรก็ตาม ที่สุดแล้วไม่ว่าจะเป็นการจัดการเลือกตั้งทดแทน หรือการพยายามเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อให้ยิ่งลักษณ์ได้มาเป็นผู้นำประเทศรอบที่สอง ย่อมไม่สามารถทำได้โดยง่าย ด้วยเหตุที่ต้องเผชิญกับแรงต้านจากกปปส. ซึ่งเตรียมแผนเคลื่อนไหวใหญ่อีกครั้งดังที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ได้ประกาศเอาไว้ว่าหลังจากช่วงวันวาเลนไทน์กปปส.จะมีการนัดชุมนุมใหญ่อีกรอบ
ถึงเวลานั้นการเลือกตั้งที่ กกต.และรัฐบาล หวังว่าจะเป็นไปโดยสงบอาจไม่ประสบความสำเร็จอีกครั้ง







