
บริหารการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
เป็นที่เข้าใจกันมานานว่า เมืองไทยของเรามีความชัดเจนในปัจจัยด้านสุขภาพหลายอย่าง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่เข้มแข็ง ทั้งอาหาร อากาศ อารมณ์ อัธยาศัย นวดไทย มวยไทย ขนมไทย สมุนไพร ปัจจัยทางศาสนา การเข้าหาธรรมะและการนั่งสมาธิ
เป็นที่เข้าใจกันมานานว่า เมืองไทยของเรามีความชัดเจนในปัจจัยด้านสุขภาพหลายอย่าง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่เข้มแข็ง ทั้งอาหาร อากาศ อารมณ์ อัธยาศัย นวดไทย มวยไทย ขนมไทย สมุนไพร ปัจจัยทางศาสนา การเข้าหาธรรมะและการนั่งสมาธิ
ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพนะครับ...ไม่ใช่ท่องเที่ยวการแพทย์...เพราะถ้าเอ่ยถึงการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์นั้น คำถามที่สังคมห่วงใยมาก คือ หากชาวต่างประเทศที่มีสตางค์แห่กันเข้ามารับการรักษาในประเทศไทยเสียแล้ว...จะมิยิ่งทำให้อัตราแพทย์ไทยต่อประชากรขาดแคลนหนักเข้าไปอีกหรือ (เว้นแต่ว่าจะนำเข้าแพทย์ต่างด้าวมาดูแลนักท่องเที่ยวจากต่างแดนโดยเฉพาะอย่างสิงคโปร์ทำ)
แต่ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพนั้น ใช้ความเข้มแข็งของสุขภาพกาย สุขภาพจิต และสุขภาวะทางจิตวิญญาณ...เป็นพื้นฐานสำคัญ...ไม่ใช่รอป่วยแล้วจึงค่อยรักษา
พื้นฐานสังคมไทย...ทั้งในเมืองและในชนบท สิ่งที่เห็นว่ามีอยู่มาก คือ วัด...สถานที่ที่คนทุกชาติ ทุกศาสนาเข้าไปเดิน ไปนั่งเล่นได้โดยไม่มีใครคอยสงสัยว่ามีธุระอะไร... เพราะวัดในวัฒนธรรมไทยนั้น ไม่ได้เป็นแค่ที่จัดพิธีสงฆ์ พิธีศาสนา แต่เป็นพื้นที่สาธารณะที่วัฒนธรรมไทยออกจะชื่นชอบด้วยซ้ำที่มีคนนอกศาสนาเข้าวัด ขอให้ไปอย่างสงบ และสุภาพเป็นใช้ได้
วัฒนธรรมที่เปิดกว้างให้ใครๆ เข้าไปนั่งเล่นในศาสนสถานของตัวได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจนี้ ไม่ได้มีในหลายๆ ที่ในโลกนี้ และเราก็ไม่เคยทึกทักเอาว่าใครเข้าวัดต้องมีความหมายว่าเขากำลังเลื่อมใส ใฝ่ธรรมด้วยซ้ำ... (และเป็นความจริงอีกเหมือนกันที่ว่าคนไทยจำนวนมากเองก็เข้าเขตวัดไปโดยมิได้ใฝ่ธรรมใฝ่พุทธ แต่เข้าไปใฝ่เบอร์หวยใฝ่ไสยศาสตร์อื่น) ดังนั้น วัดไทยจึงยังเป็นพื้นที่เสรีภาพที่ไม่แข็งตัว ยืดหยุ่นได้
สิ่งที่ขาดไปบ้าง คือ การจัดการที่เข้ากันได้ลงตัวขึ้น ระหว่างฝ่ายศาสนนิยม กับฝ่ายสุขภาพนิยม กับฝ่ายธรรมะนิยม กับฝ่ายสุนทรียนิยม เพราะที่จริงแล้ว ทั้งสี่ฝ่ายน่าจะก่อให้เกิดการผสมกลมกลืนได้ดี และจะเป็นประโยชน์ต่อการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพด้วย และว่าที่จริงแล้ว ในสมัยโบราณวัดเป็นมากกว่าวัด เพราะเป็นตลาด เป็นโรงเรียน โรงทาน โรงพยาบาล เป็นที่จัดปาร์ตี้การละเล่น จัดลานแข่ง จัดงานสารพัดมานานแล้ว
อีกอย่าง ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพนั้นไม่ได้มีลูกค้าเฉพาะจากต่างประเทศครับ...แต่ส่วนใหญ่ คือ ลูกค้าไทยเรานี่แหละ ยิ่งในสถานการณ์ที่ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วที่สุดในภูมิภาคนี้ และกิจกรรมในการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพนั้น มีตั้งแต่การเลือกกินเป็น อยู่เป็น คิดเป็น และหยุดฟุ้งซ่านเป็น ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ก็เกิดอยู่เป็นประจำในพื้นที่ของวัดเสียอีก
ปัจจุบันครอบครัวคนชั้นกลาง (ซึ่งมีเป็นจำนวนมากและยังมีเงินออมพอควร) ต่างนิยมใช้บริการนวดแผนโบราณกันถ้วนทั่ว นิยมเดินตลาดนัดอาหาร ตลาดโบราณ ซึ่งปัจจุบันยังพึ่งพาร้านนวดและร้านอาหารตามห้องแถว เกือบร้อยทั้งร้อยมีเปิดทำการแบบเวลาบริษัท...เพราะอยู่ในรูปแบบห้างหุ้นส่วนบริษัท คนนวด คนเสิร์ฟ คนทำอาหารในครัวเป็นพนักงานรับจ้าง จึงเปิด 9 โมง หรือ 11 โมงเช้า ปิด 3 ทุ่ม 5 ทุ่ม
คงดีนะครับ ถ้ากิจกรรมเหล่านี้จะมีเวลาทำการตามเวลาของวัดบ้าง กิจกรรมของวัดนั้นเริ่มตั้งแต่เช้ามืด กิจกรรมปกติทั่วไปก็จบตอนพลบค่ำ แต่ถ้าเป็นวัดที่มีสวดอภิธรรมด้วย ก็มีกิจกรรมไปถึง 2 ทุ่มครึ่ง บางแห่งมีฝึกสมาธิกรรมฐานก็อาจสามารถดำเนินไปยาวข้ามคืน
การนวดบำบัดอย่างที่มีที่วัดโพธิ์นั้น นับเป็นแบบอย่างที่น่าสนใจ และได้กลายเป็นสุดยอดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่เป็นที่ยอมรับมายาวนาน
วัดไทยในหลายที่ แม้มีกิจกรรมทำนองนี้อยู่บ้าง แต่ออกจะขาดการจัดการที่เป็นมาตรฐาน ถ้าสถานที่ให้บริการสุขภาพอยู่โจ่งแจ้งเกินไป อาจดูแปลกๆ และลูกค้าจะรู้สึกกระอักกระอ่วน ถ้าหลบมุมมิดชิดเกินไปก็จะเกิดข้อครหา
ดังนั้น ศิลปะการจัดการพื้นที่ที่ยังเคารพความศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา รักษาความแข็งแกร่งทางวัฒนธรรม และมีความสอดคล้องกับสังคม ซ้ำยังให้ความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้ น่าจะได้รับการพัฒนาเป็นตัวอย่าง สร้างเป็นระบบห่วงโซ่คุณภาพที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์อย่างลงตัว วัดก็ได้คนเข้าวัดสม่ำเสมอ
คนสูงวัยได้แหล่งบำบัดฟื้นฟูทั้งทางกายทางใจ คนไทยที่มีทักษะความเข้าใจการนวดมีที่ทำงานใกล้บ้าน พ่อค้าแม่ขายได้ที่ทำการค้าตามควร เทศบาล อบต.เข้ามาช่วยดูแลงานด้านสุขอนามัยสถานที่โดยรอบ สถาบันการศึกษาร่วมกับ กศน. และภาควิชาจากมหาวิทยาลัยใกล้เคียง จัดอบรมสร้างบุคลากรและทำวิจัยตรวจสอบ เพื่อช่วยให้การบริหารกิจกรรมในพื้นที่อย่างนี้ให้มีระบบ มีมาตรฐาน
ส่งเสริมให้ร้านอาหารใกล้วัดหันมาปรุงสูตรอร่อย เพื่อสุขภาพได้ชัดเจน ตกเย็นมีกิจกรรมร่วมกันเก็บกวาดลานวัดเสริมการออกกำลังกายของชุมชน ตกค่ำเป็นแหล่งนั่งสมาธิ เจริญสติภาวนา ฟังเทศน์ฟังธรรมกันได้เกือบตลอดวัน ใช้ลำโพงที่ลดเสียงลงอีกหน่อย มีชมรมดนตรีไทยและสากลมาฝึกซ้อมขับกล่อมเป็นเวลา โดยไม่ให้กระทบการทำวัตรเช้าเย็นของสงฆ์
สำคัญที่สุด ก็คือ...ต้องมีหลักสูตรสร้างนักจัดการที่ดีประจำท้องถิ่นนี่แหละ







