แนะควรเร่งปฏิรูปบุคคลในระบบข้าราชการ
อดีตบิ๊กขรก.แนะควรปฏิรูปตัวบุคคลในระบบข้าราชการอันดับแรก พร้อมชูโมเดล สภากลาโหม ในการสรรหาอธิบดี-ปลัดกระทรวงแทนระบบเก่า
อดีตบิ๊กขรก.แนะควรปฏิรูปตัวบุคคลในระบบข้าราชการอันดับแรก พร้อมชูโมเดล สภากลาโหม ในการสรรหาอธิบดี-ปลัดกระทรวงแทนระบบเก่า
เมื่อวันที่ 12 ก.พ. มีการเสวนาเวทีภาคีพัฒนาประเทศไทย(นัดพิเศษ)"พลังข้าราชการกับการปฏิรูปประเทศไทย” ในหัวข้อ “Restart Thailand...ปฏิรูปอะไร" ที่โรงแรมเอเชีย โดยมีอดีตปลัดกระทรวง อธิบดี และกลุ่มข้าราชการกระทรวงต่างๆ เข้าร่วมเสวนา
นพ.พลเดช ปิ่นประทีป เลขาธิการสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา กล่าวเปิดงานว่า จากปรากฏการณ์ที่มีข้าราชขึ้นเวที กปปส.เพื่อให้มีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง นับเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญ ที่ข้าราชการเกิดความตื่นตัวเรื่องการเมือง แต่การพูดบนเวทีปราศรัยต่อหน้าฝูงชนดังกล่าว สาระค่อนข้างจำกัด จึงได้จัดเวทีเสวนานี้ขึ้น ในแนวทางที่ว่า ถ้าบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลง แล้วรีสตาร์ท ประเทศไทย ได้ ควรเป็นอย่างไร เป็นไปในแนวทางไหน และหากเกิดเหตุการณ์มะม่วงหล่น แล้วเกิดมีรัฐบาลเฉพาะกาลที่อยู่ในวาระ 18 เดือน จึงเกิดเป็นคำถามที่ว่า เราจะปฏิรูปอะไรเป็นสิ่งแรก
นายปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ในภาวะฉุกเฉิน เร่งด่วน สิ่งที่ต้องปฏิรูปประเทศไทยก็คือการปฏิรูปการเมือง ที่ผ่านมาจะเห็นว่า เรื่องของการฟอร์มทีมงานของแต่ละพรรคการเมือง ตนมองดูแล้ว ไม่สามารถบรรลุการบริหารประเทศไทยได้ ในแง่ขอตนในฐานะข้าราชการเก่า รับรู้รับทราบในเรื่องของข้าราชการมาโดยตลอด ที่ในกระทรวง ข้าราชการประจำถูกแทรกแซงแบบไม่ลืมหูลืมตา ทำให้ระบบข้าราชการ อ่อนแอมากถึงมากที่สุดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
“อย่างกระทรวงเกษตรฯชัดเจนมาก นักการเมืองพยายามให้กระทรวงนี้เป็นของพรรคนั้นพรรคนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพูดชัดเจนว่า ต้องเอาคนดีคนเก่งมาทำงาน แต่ที่ผ่านมาเราไม่มี มีแต่พูดว่า จะยึดหลักธรรมาภิบาลความโปร่งใส แต่ส่วนใหญ่เอาแต่พูด เกิดเป็นเพียงรูปธรรมเท่านั้น จึงเป็นคำถามที่ว่าเราจะจัดการตรงนี้อย่างไร อย่างเรื่องนโยบายของพรรคการเมืองเมื่อชนะการเลือกตั้ง ก็นำนโยบายหาเสียงมาทำเป็นนโยบาย แต่สุดท้ายก็ไม่มีการกลั่นกรอง อย่างเรื่องโครงการน้ำ รับจำนำข้าว สุดท้ายก็ทำกันแบบเหมาแข่ง ไม่มีการกลั่นกรองจึงเกิดปัญหาดังเช่นทุกวันนี้”อดีตอธิบดีกรมชลประทาน กล่าว
นายปราโมทย์ กล่าวต่อว่า กรณีมีมะม่วงหล่น แล้วมีรัฐบาลเฉพาะกาลรักษาการณ์ 18 เดือน ในความเห็นตน สิ่งเร่งด่วนที่ต้องมีการปฏิรูปก็คือ การปฏิรูปตัวบุคคล ที่ทำให้คนทำหน้าที่บริหารมีจิตวิญญาณ เสมือนการทำงานแบบปิดทองหลังพระดั่งคำของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ท่านได้ทรงตัดไว้ ขณะที่นักการเมืองก็กำหนดขอบเขตอำนาจให้เขา ไม่มาล่วงล้ำระบบข้าราชการ ขณะที่เรื่องของการปฏิรูปข้าราชการในส่วนของโครงสร้าง ก็ขอให้ค่อยเป็นค่อยไป แต่เบื้องต้นต้องปฏิรูปในตัวบุคคลก่อนถึงจะดีที่สุด
นายชวลิต เศรษฐเมธีกุล อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การปฏิรูปหลังรีสตาร์ทประเทศไทย เบื้องต้นอยากให้ผู้ที่สมัครส.ส.ต้องนำหลักฐานการเสียภาษีย้อนหลัง 3 ปีมาแสดงก่อนสมัครเป็นส.ส.รวมทั้งของคนในครอบครัวของผู้สมัครด้วย ซึ่งถือเป็นการใช้มาตรการทางภาษีมาควบคุมบรรดาเหล่านักการเมือง
นายชวลิต กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ในความเห็นตนอยากให้กรมสรรพากรเป็นองค์กรอิสระไปเลย โดยในส่วนของอธิบดี ควรจะมีภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสรรหา รวมทั้งตั้งงบเฉพาะกิจในการจัดการตรวจสอบเบื้องต้น โดยมีการดูแลความปลอดภัยให้กับผู้ที่มาตรวจสอบร่วมด้วย ส่วนเรื่องเงิน กองทุนจะเอามาจากที่ไหน ก็สามารถเอา มาจากภาษีบาป เช่น เหล้า บุหรี่ รวมทั้งเอามาเป็นกองทุน ช่วยคนถูกฟ้องร้องในคดีทุจริต เพื่อให้หลักประกันว่าพวกเขาเหล่านี้จะไม่ถูกโดดเดี่ยว เพื่อนำไปสู่การตรวจสอบที่ดีขึ้น ขณะที่การสรรหาบอร์ดในรัฐวิสาหกิจ เราก็ต้องจัดทำเป็นโมเดลใหม่ เลือกคนที่ดี มีคุณธรรม โดยมีคณะกรรมการสรรหาที่มีภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม แทนการให้เจ้ากระทรวงมาแต่งตั้งเหมือนในอดีต เพราะเมื่อมีการประชุมบอร์ดทุกครั้ง เสียงโหวตข้างมากมักมาจากคนของเจ้ากระทรวงเสียส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะโหวตกี่ครั้งก็ชนะหมด กลายเป็นขุมทรัพย์หากินของนักการเมืองเพราะรัฐวิสาหกิจมีเงินจำนวนมาก
นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในส่วนของการปฏิรูประบบสุขภาพ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ การให้สาธารณะสุขเล็กลง โดยหยุดสร้างตึก แล้วหันมาทำวิชาการ สร้างมาตรฐาน แล้วปลดปล่อยสาธารณะจังหวัด ออกจากส่วนกลาง อย่างเช่นกรณีโรงพยาบาลบ้านแพ้วเคยประสบความสำเร็จมาแล้ว ซึ่งเป็นแบบอย่างที่สาธารณะสุขจังหวัดอื่นอยากจะทำตามบ้าง แต่ เมื่อมีการเสนอ ทางรัฐบาลก็ไม่เอาด้วยหรือไม่อยากปล่อย
ถัดมาต้องเป็นเรื่องการปฏิรูปบุคลากร ตอนนี้ รมต.สาธารณะสุขในรอบ 5 – 6 ปี ที่ผ่านมมีข่าวคอร์รัปชั่น โดยตลอด แต่เราโชคดี ที่มีแพทย์ชนบท ที่คอยออกมาพูดเรื่องนี้โดยตลอด เสมือนสุนัขที่เห่าดัง และที่สำคัญถึงเวลาแล้วหรือยังกรณีเอาโรงพยาบาลเข้าตลาดหุ้นเพื่อหากำไร โดยเฉพาะในรพ.เอกชน ซึ่งในต่างประทศที่พัฒนาแล้วเขาไม่ทำกัน
นายพงศ์โพยม วาศภูติ อดีต ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า นักการเมืองเป็นคนละพันธุ์กับพวกเรา วิธีคิดก็ต่างกัน ช่วงเช้าไปที่พรรค ไม่คุยเรื่องบ้านเมือง คุยแต่จะกินงบอะไรดี ฉะนั้นอย่าคิดฝันว่าเขาพูดคุยเรื่องบ้านเมืองนักการเมือง คือการชิงอำนาจรัฐ ใครนำไปใช้ หาประโยชน์ใส่ตัวเอง เมื่อเขาไปอยู่พรรคก็ต้องฟังพรรค ฉะนั้นสิ่งที่สังเกตต้องมีพวก ดูแลพวก ยกตัวอย่างการขอสำปะทาน ก็ต้องให้เพื่อช่วยเหลือกัน ต้องช่วยเหลือกัน เป็นความเจ็บปวดของประชาชนเลือกเข้ามา มาที่เรื่องของข้าราชการ เรามีหน้าที่หลายอย่าง เรามีนโยบายที่จะทำจำนวนมาก แต่มาหลังๆ นโยบายกับฝ่ายการเมืองเป็นประชานิยม ส่วนใหญ่ล้ำเส้น กลายเป็นยาพิษ อย่าง กองทุนล่าสุด กองทุนสตรี ที่ให้เฉพาะเสื้อแดง กูได้เท่านั้น นี่คือความเลวร้ายของประชานิยมที่ล้ำเส้น
“การที่จะปฏิรูปข้าราชการในส่วนของมหาดไทย ในความเห็นผมเราต้องทำแบบกระทรวงกลาโหม ที่พ.ร.บ.กลาโหม ระบุว่า เมื่อจะมีการแต่งตั้งนายพล ต้องเข้าสภากลาโหม โดยมีคณะกรรมการเป็นผู้คัดเลือก โดยต้องขอมาที่ประชุม ขณะที่การแต่งตั้งข้าราชการก็เช่นกัน ก็ต้องมีการตั้งคณะกรรมการที่มีภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการคัดเลือก”อดีต ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าว







