
ถอดบทเรียน"เบลเยียม"ตั้งรัฐบาลเหลวฉุดประเทศทรุด
การที่รัฐบาลรักษาการไม่มีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องนโยบายสำคัญๆ ทำให้การพัฒนาต่างๆ ต้องหยุดชะงักลงไป
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
ยังคงเป็นที่สนใจของทั่วโลก สำหรับสถานการณ์วิกฤตการเมืองในไทยแลนด์ เนื่องจากแม้ว่าจะมีการเลือกตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 2 ก.พ.แล้ว แต่กลับยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลขึ้นบริหารประเทศได้อย่างเต็มตัว เพราะนอกจากจะไม่มีจำนวน สส.มากพอที่จะเปิดสภาเพื่อเลือกตัวนายกรัฐมนตรีแล้ว ด้านกลไกบริหารราชการแผ่นดินหลายหน่วยงานก็ยังเดินหน้าทำงานได้ไม่เต็มที่อีกด้วย
ซ้ำร้าย ฝั่งของผู้ต่อต้านรัฐบาลยังคงเดินหน้าประท้วงต่อเนื่อง ขณะที่พรรคฝ่ายค้านก็เตรียมยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ.เป็นโมฆะ
จากภาวะตีบตันทางการเมืองที่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มขึ้นบริหารประเทศได้นี้เอง ทำให้แม้แต่สื่อต่างประเทศอย่าหนังสือพิมพ์ ไฟแนนเชียล ไทมส์ ถึงกับมองว่า ไทยอาจจะกำลังเดินตามแบบอย่างเจ้าของสถิติโลกเดิมอย่าง “เบลเยียม” ซึ่งเคยประสบกับภาวะไร้รัฐบาลขึ้นบริหารประเทศถึง “541 วัน” หรือกว่า 19 เดือน เมื่อ 2 ปีก่อน
แม้ว่ากรณีรูปแบบและเหตุที่มาของความขัดแย้งทางการเมืองของ “ไทย” กับ “เบลเยียม” จะต่างกันราวฟ้ากับเหว
แต่เมื่อโฟกัสลงไปดูบทเรียนจาก “เบลเยียม” ที่ต้องทนอยู่กับภาวะการบริหารงานโดยรัฐบาลรักษาการนานกว่า 19 เดือนนี้ ก็ต้องยอมรับภาวะรัฐบาลง่อยเปลี้ย ไม่สามารถบริหารงานราชการแผ่นดินได้เป็นชิ้นเป็นอัน กำลังเป็นเครื่องบ่งบอกถึงพื้นฐานและขีดความสามารถทางการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทยที่กำลังลดน้อยถอยลงได้เป็นอย่างดี
ดูได้จากช่วงปี 2010 ที่ “เบลเยียม” ต้องเผชิญกับความขัดแย้งทางการเมืองอย่างหนัก หลังจากที่กลุ่มพรรคการเมืองที่มีพื้นเพมาจากทางตอนเหนือซึ่งพูดภาษาดัตช์ กับพรรคการเมืองที่มีพื้นเพมาจากทางใต้ ซึ่งพูดภาษาฝรั่งเศส ไม่สามารถตกลงกันในประเด็นเรื่องการกระจายส่วนแบ่งและถ่ายโอนอำนาจด้านการจัดเก็บภาษี การจัดการหนี้สาธารณะของกรุงบรัสเซลส์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศได้ ตลอดจนถึงการแบ่งเขตเลือกตั้งได้
ทำให้ทั้งสองกลุ่มการเมืองใหญ่ซึ่งครองจำนวน สส.ในรัฐสภาพอๆ กัน ไม่สามารถรวมกลุ่มจัดตั้งรัฐบาลขึ้นบริหารประเทศได้ เพราะไม่มีคะแนนเสียงมากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลโดยใช้เสียงของพรรคการเมืองจากฝั่งตนเองเพียงฝั่งเดียว
ผลจากการไม่มีรัฐบาลขึ้นบริหารประเทศนี้เอง ทำให้เบลเยียมต้องพึ่งพิงอยู่กับระบบรัฐบาลรักษาการนานเกือบ 2 ปี ซึ่งจากการที่รัฐบาลรักษาการไม่มีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องนโยบายสำคัญๆ ทำให้การวางแผนปฏิรูประบบเศรษฐกิจเพื่อลดการขาดดุลงบประมาณและการพัฒนาต่างๆ ต้องหยุดชะงักลงไป
และในที่สุดหนี้สาธารณะของเบลเยียมในช่วงกลางปี 2011 ก็พุ่งกระฉูดสูงขึ้นจนเกือบจะเทียบเท่ากับปริมาณผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) มาแล้ว จนทำให้กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกจับตามองว่าอาจจะกลายเป็นเหยื่อวิกฤตหนี้ยูโรโซนเสียด้วยซ้ำ
แม้ว่าในที่สุดในช่วงปลายปี 2011 เหล่านักการเมืองในเบลเยียมจะสามารถเจรจาบรรลุข้อตกลงการจัดตั้งรัฐบาลร่วม 6 พรรคได้สำเร็จ โดยให้ เอลิโอ ดิ รูโป ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากที่ก่อนหน้านี้ต้องเผชิญกับความล้มเหลวในการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลมา “มากกว่า 80 ครั้ง”
ทว่าจนแล้วจนรอดก็ยังมิวายต้องถูกบริษัทจัดอันดับบริษัทเครดิตชื่อดังอย่าง สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (เอสแอนด์พี) หั่นเครดิตลง
เนื่องจากในเวลานั้นอาการทางเศรษฐกิจในขณะนั้นของดินแดนช็อกโกแลตชื่อดังแห่งยุโรป ย่ำแย่เอาการทีเดียว เพราะไม่เพียงแต่เรื่องหนี้ต่อจีดีพีที่สูงมากแล้ว ภาคธนาคารก็ยังอ่อนแออย่างหนัก
ทั้งนี้ รากที่มาของความขัดแย้งทางการเมืองในเบลเยียม ซึ่งเกิดมาจากความแตกต่างทางเชื้อชาตินี้ไม่ได้เพิ่งจะเกิดขึ้นในปี 2010 แต่เกิดขึ้นมานับตั้งแต่เริ่มต้นก่อตั้งประเทศแล้ว เพราะเบลเยียมเป็นประเทศที่ประกอบด้วยคนหลายเชื้อชาติมารวมอยู่ด้วยกัน โดยมีอยู่ 3 เชื้อชาติใหญ่ ประกอบไปด้วย ดัตช์ กับ ฝรั่งเศส และ เยอรมนี
อีกทั้งคนแต่ละเชื้อชาติก็ยังหวงแหนภาษาและวัฒนธรรมของตนเองอยู่ โดยเฉพาะคนที่มีพื้นเพในฝั่งเหนือของประเทศ ซึ่งมีพื้นที่ใกล้กับเนเธอร์แลนด์ ก็จะพูดแต่ภาษาดัตช์ ขณะที่ทางฝั่งใต้ซึ่งอยู่ใกล้กับฝรั่งเศสจะพูดแต่ฝรั่งเศส
ดังนั้น จึงทำให้ระบบพรรคและกลุ่มการเมืองจึงมักยึดติดอยู่กับภูมิภาคและเชื้อชาตินิยมเป็นหลัก โดยคนจากฝั่งเหนือของประเทศที่พูดภาษาดัตช์ จะเรียกกันว่า “ภูมิภาคเฟรนเดอร์” ขณะที่ทางฝั่งใต้ที่พูดภาษาฝรั่งเศสจะเรียกว่า “ภูมิภาควัลลูน”
จนในที่สุดเมื่อระบบการเมืองอิงอยู่กับเรื่อง “เชื้อชาติ” มากกว่ามองดู “ผลประโยชน์โดยรวม” ของประเทศ ทำให้หลายครั้ง เบลเยียม ต้องประสบกับปัญหาการเมืองหลายครั้งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยกลางปี 2007 เบลเยียมต้องตกอยู่ในสภาวะไร้รัฐบาลขึ้นปกครองประเทศมานานกว่า 100 วันมาแล้วหนหนึ่ง ขณะที่ปี 2010 ก็เกิดภาวะไร้รัฐบาลอีกกว่า 541 วัน
เนื่องจากจำนวน สส.และพรรคการเมืองในสภาจากทั้งสองเชื้อชาตินี้มีจำนวนไล่เลี่ยกัน ทำให้การตัดสินใจเดินหน้านโยบายต่างๆ ต้องสะดุดล้มอยู่หลายครั้ง เพราะมีการเล่นเกมการเมืองใส่กันอยู่ตลอดเวลา
นอกจากการแบ่งแยกทางเชื้อชาติและภาษาที่สั่นคลอนต่อความเป็นปึกแผ่นของประเทศแล้ว ประเด็นทางเศรษฐกิจก็ถือเป็นสิ่งที่สร้างความกินแหนงแคลงใจระหว่างคนกลุ่มที่พูดภาษาดัตช์กับฝรั่งเศสมาโดยตลอด
เนื่องจากคนในภูมิภาคเฟรนเดอร์ ซึ่งอยู่ทางเหนือและพูดภาษาดัตช์มองว่าคนในภูมิภาควัลลูน ซึ่งอยู่ทางตอนใต้และพูดภาษาฝรั่งเศส พึ่งพารายได้และการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจจากทางภาคเหนือมาโดยตลอด จึงทำให้คนทางเหนือรู้สึกว่าตนเองเหนือกว่าคนภาคใต้ที่พูดภาษาฝรั่งเศส
ด้วยความภาคภูมิใจนี้ ทำให้คนภาคเหนือต้องการให้คนทั้งประเทศ โดยเฉพาะภาคใต้หันมาเรียนรู้ภาษาดัตช์บ้าง ทว่าการกระทำดังกล่าวก็กลับกลายเป็นว่าไปสร้างความรู้สึกอึดอัดให้กับคนในตอนใต้ที่พูดฝรั่งเศสไปเสียเนื่องจากมองว่าเป็นนโยบายในทางเชื้อชาติ ภาษา และวัฒนธรรม ของคนจากภาคเหนือ
แม้ว่าปัจจุบันสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจของประเทศที่ได้ชื่อว่าเมืองหลวงของสหภาพยุโรป (อียู) จะสามารถพยุงตัวเองให้รอดพ้นจากการตกเป็นเหยื่อวิกฤตหนี้ยูโรโซนมาได้ แต่ความแตกแยกทางการเมืองระหว่างเชื้อชาติก็ยังคงมีให้เห็นอยู่เรื่อยๆ
ฉะนั้น ในกรณีของภาวะไร้รัฐบาลขึ้นปกครองประเทศนานกว่า 19 เดือนของ “เบลเยียม” จึงพอจะเป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับไทยได้ไม่มากก็น้อย
เพราะแม้ปัจจัยและเงื่อนไขที่มา ตลอดจนถึงรูปแบบความขัดแย้งทางการเมืองระหว่าง ไทยแลนด์ กับ เบลเยียม จะต่างกันราวฟ้ากับเหว แต่การตกอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลขึ้นบริหารงานได้ก็ถือเป็นสัญญาณร้ายต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและความเจริญของประเทศไม่น้อย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันเริ่มมีนักลงทุนทั้งในและต่างชาติเริ่มออกมาแสดงความหวาดวิตกแล้วว่าหากวิกฤตยังยืดเยื้อต่อไป หลายบริษัทก็อาจจำเป็นต้องทบทวนแผนการลงทุนในไทยใหม่







