
คุกแลกคุก จัดฉากสุเทพมอบตัว แลกอิสรภาพแดง
8...ทีมข่าวการเมือง
การยื่นเงื่อนไขให้
“สุเทพ เทือกสุบรรณ” รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เดินทางไปมอบตัวข้อหาคดีสั่งฆ่าประชาชน ถึงจะยุติการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)ถือเป็นการโยนบอลกลับไปฝั่งรัฐบาล!!
ทั้งที่แรกเริ่มแกนนำกลุ่ม นปช. ตอบตกลงกับข้อเสนอของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ประเทศเดินได้
เพื่อไทยและม็อบแดงได้เลือกตั้งเร็วขึ้น วันที่ 14 พ.ย. โอกาสชนะเลือกตั้งเป็นรัฐบาลอยู่แค่เอื้อม
แต่แกนนำต้องยุติการชุมนุมที่ราชประสงค์ก่อน เพื่อหยุดการสูญเสียและภาวะความอึมครึม
กระแสสังคมสนับสนุน
“แผนปรองดอง” ล้นหลาม ขณะที่แกนนำเสื้อแดงที่เหนื่อยกรอบ เครียดจากหมายจับ และคดีที่รออยู่เบื้องหลัง เป็นพะเรอเกวียนประสานเสียงเอาด้วยในช่วงแรกแต่ก็ต้องออกลีลาเพื่อหาลีลาสู่ทางลงให้เห็นว่า ไม่ได้แพ้ ด้วยการตั้งคำถามว่า ขอดูท่าทีจากพรรคร่วมรัฐบาลก่อนว่า เห็นด้วยกับอภิสิทธิ์หรือไม่ หรือสงสัยในจุดยืนของอภิสิทธิ์จะยุบสภาจริงหรือไม่ วันไหน และการออกมาขู่ของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่คัดค้านแผนปรองดองว่า อาจเป็นเหตุให้อภิสิทธิ์ต้องเสียสัตย์หรือไม่
พิธีกรรมรำมวยปิดท้ายให้มวลชนเข้าใจเหตุผลก่อนลง
“หลังเสือ”แต่เมื่อรู้ว่าเงื่อนไขเรื่องคดีความที่พันตัวเองอยู่และไม่มีหลักประกันเรื่องอิสรภาพ ทำให้แกนนำกลุ่ม นปช. เริ่มเปลี่ยนท่าที เป็น
“เดินหน้า” ลุยต่อยื่นเงื่อนไขที่คิดว่าฝ่ายรัฐบาลไม่มีทางรับได้
เอาผิดกับมาร์คและสุเทพ...คุกแลกด้วยคุก
เป็นเงื่อนไขที่เสนอมาเพื่อ
“ล้มการปรองดอง”ช่วงเดียวกันมีการปฏิบัติการใช้ความรุนแรงยิงเอ็ม 79 ถล่มเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 2 นาย กระทั่งล่าสุดยิงเข้าใส่ธนาคารกรุงเทพ รัชดา อีก
เป็นสัญญาณชี้ว่า มีฝ่ายไม่ต้องการให้เกิดการปรองดองขึ้น
อภิสิทธิ์พุ่งเป้าไปที่ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง และทักษิณ ชินวัตร ว่าต้องการล้มปรองดอง
ก่อนที่ เสธ.แดง จะออกมาชำแหละก๊วนแดงพิราบว่า แอบไปเจรจาซูเอี๋ยกับรัฐบาล ทรยศคนเสื้อแดง ยอมยุติการชุมนุมแลกกับอิสรภาพของตัวเอง
เสธ.แดง ซัดว่า กลุ่มที่อยากพักรบ กลับบ้าน ประกอบด้วย
“วีระ มุสิกพงศ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เหวง โตจิราการ วิสา คัญทัพ” ขณะที่อีกกลุ่มต้องยกย่องที่ขอสู้ต่อ คือ สายบู๊ดีเดือด “จตุพร พรหมพันธุ์ อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง สุภรณ์ อัตถาวงศ์ ขวัญชัย ไพรพนา”อ้างคำสั่งนายใหญ่เห็นชอบให้ไล่
“วีระ ณัฐวุฒิ เหวง” ออกจากขบวน ดันแกนนำสายฮาร์ดคอร์รุ่นสองเป็นทัพหน้ากดดันยุบสภาทันทีปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ต่างจากเอ็ม 79 ลงกลางวงแกนนำกลุ่ม นปช.
แกนนำแตกเป็นสองกลุ่ม
“ถอยหลัง” กับ “เดินหน้า”ความจริงแล้วความขัดแย้งอย่างรุนแรงในหมู่แกนนำกลุ่ม นปช. ครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่
หากแต่ก่อนหน้านี้ขบวนการเสื้อแดงได้สั่นคลอน ร้าวลึกมาหลายรอบ ตั้งแต่ก่อนทำสงครามไพร่อำมาตย์ จนก๊วนต่างๆ ในขบวนรถไฟสีแดง ไม่ว่าจะเป็น เสธ.แดง หรือ สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ที่นั่งท้ายขบวน ต่างออกมาโจมตีสามเกลอ หัวขบวน จนใครก็คิดว่าขบวนการเสื้อแดงไปไม่รอดแน่
เนื่องจากแนวร่วมทักษิณมีแดงหลายก๊กหลายกลุ่ม เหมือนไพ่หลายใบที่ทักษิณเลือกใช้ตามสถานการณ์
จังหวะไหนควรเล่นเกมใต้ดินรุนแรง สถานการณ์ไหนควรใช้สันติวิธีเป็นตัวเดิน และจังหวะไหนที่กดอำมาตย์ หรือจะใช้ควบคู่ทั้งสามแนวทาง เพื่อเพิ่มพลังกดดันไล่รัฐบาล
โดยก่อนที่แกนนำจะทำมหากาพย์ขับไล่รัฐบาลสมุนอำมาตย์
“นปช. แดงทั้งแผ่นดิน” ที่สามเกลอเป็นเจ้าภาพในการขับเคลื่อน ได้สรุปบทเรียนว่า หากจะชนะต้องใช้แนวสันติวิธีเท่านั้นถึงจะได้รับการยอมรับจากสังคมช่วงแรกของการชุมนุมใหญ่ที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ สามเกลอจึงต้องให้เหล่าแกนนำออกมาประกาศจุดยืนบนเวทีว่า นปช. แดงทั้งแผ่นดินไม่เกี่ยวข้องกับ
“แดงฮาร์ดคอร์” ของ เสธ.แดง และ “แดงสยาม” ของ สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ จักรภพ เพ็ญแขตัดขาดให้เห็นว่า เสื้อแดงไม่ใช้ความรุนแรงหรือล้มสถาบัน ถ้ามีก็ไม่ใช่มติของ นปช. แดงทั้งแผ่นดิน
แม้ว่าตลอดการชุมนุมร่วม 2 เดือน แกนนำกลุ่ม นปช. จะสามารถกดดันรัฐบาลได้หนักหน่วงในช่วงแรก
แต่ไม่นาน แนวร่วมกลุ่มต่างๆ ของทักษิณ ก็ออกมา
“กฐินสามัคคี” กันเป็นระบบ โดยไม่ได้นัดหมายถึงแม้แกนนำกลุ่ม นปช. จะปฏิเสธว่า ไม่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงที่มีกลุ่มใต้ดินใช้อาวุธสงครามถล่มสถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายอำนาจรัฐตั้งแต่เริ่มชุมนุม จนเกิดนักรบชุดดำยิงเอ็ม 79 ใส่ทหารและตำรวจจนเสียชีวิต 7 นาย
ซึ่งสามเกลอและบิ๊กกลุ่ม นปช. ก็ไม่กล้าปฏิเสธแบบเต็มปากเต็มคำ เช่น คำพูดที่ยอมรับว่า
“นักรบชุดดำเขามาช่วยเรา”จนกระทั่งรัฐชงเรื่องให้ดีเอสไอ จัดการกับขบวนการหมิ่นสถาบัน ดำเนินคดีกับแนวร่วมและแกนนำ จากหลักฐาน คำพูด โดยเฉพาะปกหนังสือวอยซ์ออฟทักษิณที่ครึกโครม
รวมถึงคดีก่อการร้ายและกระทำต่ออาวุธยุทธภัณฑ์ของทหารที่รัฐบาลขยายผลจนได้หลักฐานสำคัญ
ความรุนแรงและประเด็นหมิ่นสถาบัน กลายเป็นจุดอ่อนของขบวนการแดง ทำให้การขับเคลื่อนในช่วงหลังตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ
นี่เป็นประเด็นให้รัฐใช้แยกปลาออกจากน้ำระหว่างแกนนำสายพิราบกับสายเหยี่ยวที่กำลัง
“แตกคอ” จากปัญหาเก่าเรื่อง “ชิงการนำ” ที่สะสมดั้งเดิม สู่ปัญหาใหม่ที่แกนนำบางปีกพยายามเอาตัวรอด จน “จตุพร” ออกมาตีกันว่า ถ้าแกนนำคนไหนเดินออกจากที่ชุมนุม โดยไม่รับผิดชอบต่อคนที่ตายไป ก็ถือเป็นคนอัปรีย์เหตุที่เตะถ่วงแผนปรองดองเฉลยออกจากปาก
“ขวัญชัย” ว่า การเจรจาลับกับตัวแทนรัฐบาล ปรากฏว่ารัฐบาลไม่ยอมให้ประกันตัวแกนนำทั้งหมดคดีในคดีทำผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินโดยยอมให้ประกันได้ 20 คน ยกเว้น สายฮาร์ดคอร์
“ขวัญชัย สุภรณ์ อริสมันต์ พ.ต.อ.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์”ที่ลึกกว่านั้น คือ คดีก่อการร้ายหากมีการยุติการชุมนุมเมื่อไร แกนนำกลุ่ม นปช. ต้องมอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ ซึ่งแกนนำหลายคนยังมีกรรมเก่าจากคดีก่อความวุ่นวายในเหตุการณ์เมษาเลือดปีที่แล้วตกค้างอยู่ แต่ศาลให้ประกันตัวแกนนำอย่าง
“วีระ ณัฐวุฒิ เหวง” โดยมีเงื่อนไขห้ามก่อเหตุยุยง ปลุกปั่นสร้างความวุ่นวายในบ้านเมืองการชุมนุมแดงเดือดครั้งนี้ อาจเป็นเหตุให้ศาลถอนประกันแกนนำจากคดีเก่าที่ติดตัวมากมาย จนอาจต้องเข้าไปนอนยาวในคุก
นี่จึงเป็นประเด็นหลักที่ทำให้แกนนำแดงสายฮาร์ดคอร์ทั้งหลาย ไม่กล้ายุติการชุมนุมแล้วเดินเข้ามอบตัวอย่างทะนงองอาจ จึงต้องยื่นหมูยื่นแมวให้สุเทพมอบตัว ซึ่งสุเทพไม่ขัดข้อง
ทั้งหมดเป็นการจัดฉาก หาทองออกเพื่อยุติการชุมนุมโดยเร็ว







