
เอกลักษณ์ไทย
....นายศาสตรา
น่ายินดีที่การเผชิญหน้าครั้งใหญ่ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. 2553 น่าจะสามารถคลี่คลายไปได้โดยสันติ หลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้ประกาศแนวทางการปรองดอง 5 ประการ
เป็นอีกครั้งหนึ่งที่แสดงถึงเอกลักษณ์ 3 ประการของคนไทย ที่ทำให้คนไทยสามารถดำรงความเป็นชาติประเทศสืบต่อกันมายาวนานถึงปัจจุบัน นั่นคือ
“รักอิสรเสรี ไม่ชอบความรุนแรง และเก่งในการประสานประโยชน์”ข้อสรุปเอกลักษณ์ด้านดีของคนไทยดังกล่าว เป็นข้อสรุปของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งทรงกล่าวไว้ในการแสดงปาฐกถาเรื่องความเป็นมาของชนชาติสยามแต่โบราณ ที่สามัคยาจารย์สมาคมตั้งแต่ปี 2470 นั่นคือเมื่อ 5 ปีก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศ
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ผู้ได้รับสมญานามว่า บิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทยรวมทั้งทรงเป็นนักปกครอง และนักบริหารที่โดยเด่นในรัชสมัยสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า ได้ชี้ว่ามีหลายชนชาติที่ไม่สามารถรักษาชาติของตนเอาไว้ได้ ต้องสาบสูญหรือแตกสลายไป แต่เราสามารถรักษาเอกราชและความเป็นชาติมาได้ ก็เพราะเอกลักษณ์อันเป็นคุณทั้งสามประการดังกล่าว
สำหรับการชุมนุมครั้งนี้ แม้กลุ่มคนเสื้อแดงจะประกาศว่าเป็นการชุมนุมโดยสันติตามรัฐธรรมนูญ แต่ความเป็นจริงได้เกิดความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการกระทำที่น่าเชื่อว่าเป็นแนวร่วมของกลุ่มคนเสื้อแดง จนน่าเป็นห่วงว่าจะลุกลามบานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมือง แต่ในที่สุดสถานการณ์ก็น่าจะสามารถคลี่คลายไปได้โดยสันติ
การที่สถานการณ์มีทีท่าว่าจะคลี่คลายไปได้โดยสันติ ก็เพราะคนไทยไม่ชอบความรุนแรงอย่างชัดเจน การปะทะที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าฯ ทำให้คนตายไป 26 คน บาดเจ็บกว่า 800 คน เป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับคนไทย เปรียบเทียบกับกรณีของอินโดนีเซียช่วงการโค่นล้มประธานาธิบดีสุรกาโน มีการฆ่ากันตายไปถึง 5 แสนคน!
การที่กลุ่มคนเสื้อแดงสามารถยืนหยัดการชุมนุมได้ยาวนาน ทั้งๆ ที่รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง และมีการปะทะหลายครั้ง ในด้านหนึ่งย่อมสะท้อนถึงความรักอิสรเสรีของคนไทย และการที่รัฐบาลโดยเฉพาะตำรวจ ทหาร ไม่กล้าใช้อาวุธร้ายแรงเข้าปราบปรามสลายการชุมนุม ก็เพราะรู้ดีว่าคนไทยไม่ชอบความรุนแรง แม้จะมีคนจำนวนไม่น้อยที่โกรธแค้นกลุ่มคนเสื้อแดงในหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการละเมิดหลักการสากล โดยการเข้าไปคุกคามตรวจค้นโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
การที่สถานการณ์คลี่คลาย ลดความตึงเครียดลงเกือบจะฉับพลันทันทีหลังการประกาศแนวทางปรองดอง 5 ประการ ของนายกฯ อภิสิทธิ์ สะท้อนถึงเอกลักษณ์ไทยในเรื่อง
“เก่งในการประสานประโยชน์” อย่างชัดแจ้งถ้าพิจารณาจากแนวทางปรองดองทั้ง 5 ข้อ จะเห็นว่าข้อที่เป็นการปลดชนวนการเผชิญหน้าอย่างสำคัญที่สุด คือ การที่นายกฯ ประกาศกำหนดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 14 พ.ย. ปีนี้ แสดงว่ารัฐบาลยอมถอยจากที่เคยประกาศยุบสภาภายใน 9 เดือน เป็นการยอมประกาศยุบสภาในเวลาเพียง 6 เดือน หรือน้อยกว่า
การที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลายในเวลาอันรวดเร็วแทบจะในทันที หลังจากที่นายกฯ ประกาศแนวทางปรองดอง แสดงว่าจะต้องมีการเจรจาระหว่างรัฐบาล และผู้มีอำนาจแท้จริงของกลุ่มคนเสื้อแดงมาระยะหนึ่ง และได้ข้อยุติในเรื่องสำคัญๆ หมดแล้ว นักเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยและพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จึงประกาศชมเชยนายกฯ อภิสิทธิ์อย่างออกนอกหน้า
ชัดเจนว่าบรรดาคนเสื้อแดงที่ออกมาชุมนุมและเคลื่อนไหวในที่สาธารณะล้วนเป็นตัวเบี้ยตัวโคนเท่านั้น ส่วนคนเสื้อหลากสีก็เช่นเดียวกัน รวมทั้งกลุ่มคนสีลมที่ออกมาชุมนุมและต้องสลายตัวไปหลังโดนระเบิดเอ็ม 79
บรรดาแกนนำผู้ชุมนุมก็คงต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมกันต่อไป โดยการดำเนินการดังกล่าวจะเป็นเพียงละครตบตาหรือต้องรับโทษเพื่อดำรงความเป็นนิติรัฐก็จะต้องติดตามกันต่อไป ส่วนคนเสื้อหลากสีก็คงจะต้องหวานอมขมกลืนกับการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ในครั้งนี้ เพราะผลสำรวจของเอแบคโพลล์พบว่า มีผู้เห็นด้วยกับแผนปรองดองถึง 60.5%
ที่จริงแล้วการยุติสถานการณ์ครั้งนี้ ในด้านหนึ่งนับเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และกลุ่มคนเสื้อแดง โดยวิธีการข่มขู่คุกคามตามที่ อดีตนายกฯ ชวน หลีกภัย ให้ความเห็น แต่คนโดยมากเห็นด้วยเพราะอยากให้สถานการณ์ยุติ แม้เพียงชั่วคราวก็ยังดี
ประชาชนจะต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป ต้องจับตาว่ามีข้อตกลงอะไรซ่อนเร้นในแนวทาง 5 ประการนั้นหรือไม่ และการประสานประโยชน์ครั้งนี้เป็นการประสานประโยชน์ของนักการเมืองไม่กี่คน หรือประสานประโยชน์เพื่อประชาชนกันแน่







