posttoday
การต่อสู่สันติอหิงสา

การต่อสู่สันติอหิงสา

12 กุมภาพันธ์ 2557

วัฒนธรรมทางการเมือง (Political Culture) เกิดขึ้นในทุกสังคมการเมืองและอาจมีลักษณะความเหมือนกันและแตกต่างกันไปตามบริบทสภาพแวดล้อมของแต่ละสังคมการเมืองนั้นๆ จึงขอนำวิเคราะห์การเมืองของไทยในยุคสมัยนี้ได้ดังนี้

วัฒนธรรมทางการเมือง (Political Culture) เกิดขึ้นในทุกสังคมการเมืองและอาจมีลักษณะความเหมือนกันและแตกต่างกันไปตามบริบทสภาพแวดล้อมของแต่ละสังคมการเมืองนั้นๆ จึงขอนำวิเคราะห์การเมืองของไทยในยุคสมัยนี้ได้ดังนี้

1.ชาวนาและเกษตรกร รวมถึงกรรมกรและแรงงานของไทย มักถูกกล่าวหาจากทัศนะนักวิชาการตะวันตกว่ามีลักษณะประเภทวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้ามาเป็นเวลาช้านาน โดยมีพฤติกรรมทางการเมืองที่เด่นชัด คือ เชื่อฟังผู้มีอำนาจ โดยไม่ค่อยจะเน้นการพิสูจน์ทราบความจริงหรือมีความไว้วางใจกับผู้มีอำนาจหรือผู้มีบารมี หรือผู้มีอิทธิพล โดยไม่นิยมการติดตามตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ไปเลือกตั้งแล้วก็ไม่ได้สนใจต่อไปว่าการเมืองจะเป็นอย่างไร ผู้แทนจะใช้อำนาจไปในทางที่ดีหรือไม่ก็ไม่ค่อยนิยมที่จะติดตามตรวจสอบ เมื่อมีการเจรจาต่อรองก็เสียเปรียบอยู่ทุกครั้งไปจนกลายเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองของชนชั้นที่เรียกว่าไพร่ฟ้า เสมือนระบบอุปถัมภ์ ค้ำจุน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนกลุ่มนี้ไม่เอื้อต่อแนวทางการประคองระบอบประชาธิปไตย ที่มุ่งเน้นให้ทุกคนตระหนักว่า เมื่ออำนาจอธิปไตยเป็นของเราหรือปวงชนชาวไทยแล้วนั้น มอบให้ใครเป็นการถาวรไม่ได้ หากผู้แทนปวงชนชาวไทยใช้อำนาจนั้นไปในทางที่ผิดเจตจำนงของเราเราย่อมมีสิทธิโดยบริบูรณ์ที่จะเรียกคืนอำนาจนั้นได้ หากแต่เพราะวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้านี้เองที่ทำให้เราเกรงอกเกรงใจกันเกรงกลัวต่อผู้มีอิทธิพล แนวคิด “บุญคุณ” ที่ต้องตอบแทนเพราะเป็น “ผู้รับ” โดยไม่ได้ไตร่ตรองให้ดีก่อนว่านโยบายประชานิยมในหลายโครงการของรัฐบาล เป็นการสร้างความถาวรของวัฒนธรรมทางการเมืองเป็นแบบไพร่ฟ้าให้ดำรงอยู่ต่อไป เป็นรากฐานที่ทำให้ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์นั้นเกิดขึ้นได้ยาก

2.ม็อบชาวนา เป็นอีกปรากฏการณ์ทางการเมืองหนึ่งที่กลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง (Interest Groups) เข้ามาเรียกร้องให้รัฐบาลตอบสนองความต้องการการประกันราคาข้าวให้บรรลุข้อตกลง รัฐบาลก็หาหนทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวที่มืดมนจริงๆ คงเป็นโอกาสที่ดีที่ชาวนาได้บทเรียนครั้งใหญ่ที่ต้องช่วยกันปรับเปลี่ยนวิธีคิด ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมืองจากไพร่ฟ้า เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมมากขึ้น โดยลุกขึ้นมาต่อสู้แบบสันติ อหิงสา ถึงแม้ทั้งสองกลุ่มคือ กปปส. กับชาวนา มีระดับความต้องการเหมือนกันบ้าง ไม่เหมือนกันบ้าง ก็ไม่เป็นไร

แต่ผลกระทบโดยตรง คือ ทั้งสองกลุ่มไม่พอใจกับพฤติกรรมการดำเนินงานของรัฐบาลรักษาการ ความจริงแล้ววัฒนธรรมทางการเมืองของผู้มีอำนาจก็มีลักษณะแบบไพร่ฟ้าเหมือนกันไม่เอื้อต่อประชาธิปไตยจริงๆ เพราะการดำเนินงานของรัฐสภาเสียงข้างมากจนถึงรัฐบาลรักษาการ มีแนวคิด “ระบบอุปถัมภ์” หรือ “ทักษิณอุปถัมภ์” เป็นภาพซ้อนภาพที่แสดงถึงกลุ่มอิทธิพลของระบบทุนสามานย์อยู่ข้างหลัง ความสลับซับซ้อนที่เข้าถึงได้ยากตรวจสอบได้ยาก ยากต่อการอธิบายแก่สาธารณชน และภาพทางการเมืองแบบนี้เราเรียกว่า “ธุรกิจการเมือง” มุ่งผลสัมฤทธิ์ที่ “กำไร” ของพวกพ้องมากกว่า “ผลประโยชน์ของประเทศชาติ” เป็นการยากที่จะปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้าของชนชั้นนำนี้นำไปสู่การมีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมที่พฤติกรรมทางการเมืองของผู้มีอำนาจจะเปิดกว้างให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ได้ตรวจสอบการทำงาน ได้มีการประเมินผลการทำงาน และสามารถลดช่องว่างได้โดยไม่เห็นแก่ตัว

3.วัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วม ได้เกิดขึ้นกับชนชั้นล่างกับชนชั้นกลางบ้างแล้ว ไม่ว่าปรากฏการณ์ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจนถึงกลุ่ม กปปส. และกลุ่มชาวนา น่าจะเป็นการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองช่วงหนึ่งที่สำคัญมากของไทย ต้องอดทน สันติ อหิงสา อย่างมั่นคง ไม่ได้ทำเพียงเพื่อได้มาซึ่งอำนาจรัฐแล้วปล่อยให้ทุนสามานย์เข้ามาใช้อำนาจรัฐแบบเดิมหรือเป็นเครื่องมือให้กับทุนสามานย์ รับใช้ทุนสามานย์ ก็มิอาจทำให้วัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมที่รองรับสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง หากแต่เป้าหมายหนึ่งเดียวคือการปฏิรูปทางการเมืองโดยวัฒนธรรมทางการเมือง การต่อสู้โดยสันติ อหิงสา เป็นเครื่องมือสู่ความสำเร็จซึ่งจะต้องประกอบไปด้วยสาระสำคัญคือ

ประการที่หนึ่ง การขยายแนวร่วมที่ต้องให้เห็นปัญหาสำคัญของชาติว่าอะไร โดยเฉพาะทำไมต้องปฏิรูปทางการเมือง ทำไมต้องขจัดทุนสามานย์ ทำไมต้องปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมืองใหม่ให้สอดคล้องกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย ยิ่งมีแนวร่วมมากและกว้างขวางก็จะทำให้เกิดพลังขับเคลื่อนมากขึ้น

ประการที่สอง เนื้อหาของการปฏิรูปการเมืองไทยมีความหลากหลาย หากแต่หลักการประชาธิปไตยโดยที่สำคัญที่ควรปฏิรูป ได้แก่ หลักความเสมอภาค หลักการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ หลักการกระจายอำนาจ หลักนิติธรรม หลักการมีส่วนร่วม หลักธรรมาภิบาล เป็นต้น ดังนั้น เมื่อหลักการชัดจึงจะนำมาซึ่งการปรับปรุงสถาบัน และกระบวนการทางการเมืองใหม่ อาทิ การเลือกตั้ง ระบบรัฐสภา รัฐบาล สถาบันตุลาการ องค์กรอิสระ กลุ่มผลประโยชน์และพรรคการเมือง เป็นต้น

ประการที่สาม วัฒนธรรมทางการเมืองแบบต่อสู้โดยสันติ อหิงสา จะเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ต้องได้รับการยอมรับจากคนไทยด้วยกันที่เห็นว่าแนวทางการต่อสู้ทางการเมืองที่ใช้ความรุนแรงโดยเฉพาะด้วยวิธีปฏิวัติและรัฐประหารไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง พบว่าที่ผ่านมาการปฏิวัติ รัฐประหารเป็นที่น่ารังเกียจของหมู่นักประชาธิปไตยทั่วโลกและมักเกิดขึ้นในหมู่ชนที่มีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้า ยิ่งน่ารังเกียจมากขึ้น เพราะเมื่อเป็นรัฏฐาธิปัตย์แล้วมิได้ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้าให้เป็นวัฒนธรรมที่รองรับประชาธิปไตยแต่อย่างใด ในทางกลับกันเกิดวัฒนธรรมทางการเมืองแบบต่อสู้โดยสันติ อหิงสา กับระบบเผด็จการมากขึ้น

โดยสรุป วัฒนธรรมทางการเมืองเป็นเรื่องของความโน้มเอียงทางการเมือง การรับรู้ทัศนคติทางการเมืองของประชาชนและผู้ปกครองทุกคน ทำอย่างไรจึงจะได้ประชาชนและผู้ปกครองจักเป็นนักต่อสู้แบบสันติ อหิงสามากขึ้นโดยใช้อำนาจอธิปไตยของตัวเอง โดยตัวเอง และเพื่อตัวเองมากขึ้น โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเพื่อรองรับระบอบการปกครองประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้จึงปฏิเสธวัฒนธรรมทางการเมืองแบบต่อสู้โดยสันติ อหิงสา อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น ในทุกชนชั้น ในเบื้องต้น ในท่ามกลาง และในที่สุด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท