posttoday
ตลาดเกิดใหม่แพ้ภัยตัวเองบริหารพลาดการเมืองพังศก.แย่

ตลาดเกิดใหม่แพ้ภัยตัวเองบริหารพลาดการเมืองพังศก.แย่

12 กุมภาพันธ์ 2557

มีคำเตือนจากนักวิเคราะห์แทบทุกสำนักถึงนักลงทุนทั่วโลกออกมาให้ได้เห็นและได้ยินอย่างต่อเนื่องในช่วง 3-4 สัปดาห์ที่ผ่านมา

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

มีคำเตือนจากนักวิเคราะห์แทบทุกสำนักถึงนักลงทุนทั่วโลกออกมาให้ได้เห็นและได้ยินอย่างต่อเนื่องในช่วง 3-4 สัปดาห์ที่ผ่านมา ว่าจะต้องระมัดระวังและต้องพินิจพิเคราะห์ข้อมูลให้รอบคอบรอบด้าน หากคิดจะเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นหรือตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (อีเมิร์จจิง มาร์เก็ต)

เหตุผลเพราะอดีตตลาดดาวรุ่งที่กลายเป็นดาวร่วงเพียงแค่ข้ามปีใหม่ไม่ทันถึงหนึ่งเดือนนี้มีความเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างผันผวน ปั่นป่วน และเป็นไปในทางลบตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เห็นได้จากดัชนีเอ็มเอสซีไอ อีเมิร์จจิง มาร์เก็ต ดัชนีตลาดหุ้นของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ปรับตัวร่วงลงแล้ว 8.4% นับตั้งแต่ต้นปี

ทั้งนี้ สถานการณ์ยุ่งยากในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ข้างต้นเป็นผลสืบเนื่องจากการต้องเผชิญปัจจัยลบหลักสองด้านในเวลาเดียวกัน คือการชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจของสองชาติเศรษฐกิจมหาอำนาจอย่างสหรัฐและจีน กับการเดินหน้าลดปริมาณการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ทำให้นักลงทุนเริ่มถอนทุนออกจากตลาดเกิดใหม่เพื่อกลับไปลงทุนในสหรัฐหรือตลาดเศรษฐกิจพัฒนาแล้วชาติอื่นๆ ซึ่งให้ผลตอบแทนดีกว่า รวมถึงมีความเสี่ยงน้อยกว่า

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งรวมถึง ทอม ไรท์ นักวิเคราะห์ตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่จากคอลัมน์เรียล ไทม์ อีโคโนมิกส์ ของหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล ระบุชัดว่า เป็นความผิดพลาดร้ายแรงแน่นอนหากคิดอย่างเหมารวมว่าประเทศในกลุ่มตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ทุกประเทศแย่เหมือนกันหมด

เพราะอย่างน้อยจนถึงขณะนี้ก็มีข้อมูลทางเศรษฐกิจบางตัวที่แสดงให้เห็นแล้วว่าสำหรับบางชาติ เช่น เกาหลีใต้ เม็กซิโก ฟิลิปปินส์ หรือโปแลนด์ ดูจะไม่ได้รับผลกระทบรุนแรง เมื่อเทียบกับชาติอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกัน อย่าง อินเดีย อินโดนีเซีย อาร์เจนตินา ยูเครน บราซิล หรือไทย

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ ซึ่งเห็นว่ารุนแรงหนักหน่วงสำหรับบางประเทศนี้เป็นผลมาจากปัจจัยภายในของประเทศนั้นๆ เอง หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นความล้มเหลวในการบริหารจัดการเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศมากกว่าผลกระทบจากปัจจัยภายนอกเป็นสำคัญ

ไทเลอร์ โคเวน ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยจอร์จ เมสันในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐ แสดงความเห็นไว้อย่างชัดเจนว่า สาเหตุที่แต่ละประเทศเผชิญปัญหาในระดับที่มีความรุนแรงแตกต่างกันไป เป็นผลสืบเนื่องมาจากระบบธรรมาภิบาลและการบริหารปกครองประเทศที่อ่อนด้อยไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลหรือผู้กุมอำนาจเป็นสำคัญ พร้อมยกความล้มเหลวในการบริหารของ 4 ประเทศ คือ อาร์เจนตินา ตุรกี ยูเครน และไทย

สำหรับอาร์เจนตินา เป็นผลจากการที่รัฐบาลประธานาธิบดี คริสตินา เฟอร์นานเดซ เดอ เคิร์ชเนอร์ มุ่งอัดฉีดค่าเงินมากเกินเหตุ หลอกตัวเองด้วยการปรับแก้ตัวเลขสถิติจนทำให้เศรษฐกิจเหมือนจะดูดีเพื่อรักษาระดับเงินเฟ้อ แถมยังยึดเงินบำนาญไปเป็นค่าใช้จ่ายของรัฐ ผลลัพธ์ก็คือทำให้อาร์เจนตินาเผชิญวิกฤตค่าเงินและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมโหฬาร

สำหรับตุรกี ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีความหลากหลายและมีผลผลิตทางเศรษฐกิจในระดับดี ทว่าความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างรัฐบาลที่ค่อนข้างยึดแนวทางอนุรักษนิยมและใช้ความเด็ดขาดกับการจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางการปกครองของรัฐ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นนักลงทุนดิ่งฮวบ

สำหรับยูเครน การต่อสู้ระหว่างสองกลุ่ม ที่ฝ่ายหนึ่งต้องการผูกสัมพันธ์กับฝั่งสหภาพยุโรป (อียู) ให้แนบแน่นเพื่อหนีให้พ้นจากอิทธิพลของรัสเซีย กับกลุ่มที่ต้องการยึดมั่นจับมือกับรัฐบาลแดนหมีขาวต่อไป จนบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งรุนแรงทำให้นักวิเคราะห์มองไม่เห็นทางอื่นนอกจากแนวโน้มวิกฤตการเงินและเศรษฐกิจของประเทศที่มีมากขึ้น

และสำหรับไทย ซึ่ง ไทเลอร์ มองว่าคล้ายคลึงกับสถานการณ์ในตุรกีตรงที่ประชาชนไม่พอใจและไม่ไว้ใจในการบริหารจัดการของรัฐบาล จนเป็นชนวนขัดแย้งทางการเมืองที่สั่นคลอนเสถียรภาพประเทศที่ทำให้นักลงทุนและนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มหมดความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย รวมถึงทวีความหวาดวิตกมากขึ้นเรื่อยว่าไทยอาจต้องเผชิญกับการชะลอตัวเติบโตทางเศรษฐกิจและเป็นไปได้ว่าอาจร้ายแรงมากกว่าที่คาดไว้ หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อต่อไป

ความเห็นของ ไทเลอร์ สอดคล้องกับของ ชเฮอร์ไรซาด เรห์แมน ศาสตราจารย์ด้านธุรกิจการเงินระหว่างประเทศและกิจการระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน ในสหรัฐ ที่แสดงความเห็นผ่านเว็บไซต์ยูเอสนิวส์ สรุปว่า ปัญหาภายในของตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่บางประเทศที่ซ้ำเติมทำให้ปัจจัยจากภายนอกมีผลเลวร้ายต่อเศรษฐกิจประเทศมากยิ่งขึ้นมี 3 ประการด้วยกัน คือ 1) รัฐบาลไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนที่ปรารถนาจะยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นจากเดิมหลังเศรษฐกิจสามารถเติบโตได้ดี 2) ความล้มเหลวในการพัฒนาสถาบันและระบบบริหารปกครองให้โปร่งใสและน่าเชื่อถือทัดเทียมเท่าทันเศรษฐกิจที่เติบโต และ 3) ความไม่เสมอภาคเท่าเทียมในการกระจายความมั่งคั่งจนนำไปสู่ความวุ่นวายทางสังคมและการเมือง

ขณะที่ ทอม ไรท์ จากหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล ได้ประมวลความเห็นของบรรดานักเศรษฐศาสตร์จากบริษัทวิจัยแคปปิตอล อีโคโนมิกส์ ในกรุงลอนดอน ซึ่งชี้ว่า ปัจจัยภายในของตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่คือตัวการสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศอีเมิร์จจิง มาร์เก็ต เผชิญปัญหารุนแรงเข้าขั้นวิกฤต

ปัจจัยแรกสุดคือการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐ เช่น อาร์เจนตินา ยูเครน และเวเนซุเอลา ที่ต้องพบกับวิกฤตค่าเงินเพราะนโยบายรัฐ ขณะที่ปัจจัยที่สองคือการใช้จ่ายเกินตัว ซึ่งหมายความว่าเติบโตได้เพราะอาศัยเงินกู้ดอกเบี้ยถูกและอาศัยนโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายเพื่อให้เกิดการบริโภค ดังนั้นเมื่อโลกหันมาใช้นโยบายการเงินที่คุมเข้ม ประเทศเหล่านี้ เช่น ตุรกี แอฟริกาใต้ อินโดนีเซีย ชิลี เปรู และไทย ต้องเจอปัญหาแน่นอน

ด้านปัจจัยที่สามคือ ระบบในภาคการเงินการธนาคารอ่อนแอและเปราะบางเนื่องจากธนาคารในประเทศ เช่น ฮังการี โรมาเนีย และบัลแกเรีย มุ่งแต่หาทางปรับดุลบัญชีให้สมดุล ส่วนปัจจัยสุดท้ายคือปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจภายใน เช่น จีน อินเดีย บราซิล และรัสเซีย ที่นักวิเคราะห์สรุปว่ารัฐบาลในประเทศเหล่านี้ต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ อย่างจีนที่ต้องลดการพึ่งพาการเติบโตด้วยแรงกระตุ้นจากรัฐ มาเป็นการพึ่งพาการบริโภคจากประชาชน หรืออินเดียที่ต้องเปิดทางให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากความเห็นของนักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์ข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า ปัญหาที่ตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ต้องเผชิญไม่ใช่เป็นผลจากปัจจัยภายนอกจากเศรษฐกิจโลกชะลอและนโยบายคิวอีแต่เพียงอย่างเดียว เพราะสองปัจจัยดังกล่าวเป็นสิ่งที่สามารถคาดการณ์ได้อยู่แล้วว่าต้องเกิดขึ้นและเป็นหน้าที่รัฐบาลของประเทศนั้นๆ ที่ต้องหาทางรับมือ ซึ่งแน่นอนว่าประเทศที่เตรียมตัวพร้อมอยู่แล้วย่อมได้เปรียบ

ยิ่งเมื่อประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เหล่านี้ล้วนมีบทเรียนสำคัญในเรื่องวิกฤตการเงินมาแล้วในช่วงปี 1997-1998 ก็ยิ่งทำให้นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งรวมถึง ลอยด์ ซี. แบลงก์ไฟน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโกลด์แมน แซคส์ กล่าวอย่างเชื่อมั่นว่า ถ้าไม่นับปัจจัยภายในประเทศ ชาติตลาดเกิดใหม่เหล่านี้น่าจะสามารถรับมือกับสถานการณ์ทุนไหลออกหรือความผันผวนในตลาดหุ้นและตลาดเงินได้อย่างดี

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ระบุไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่แต่ละประเทศมีปัจจัยพื้นฐานที่แตกต่างกันไป ดังนั้นประเทศที่มีปัญหาภายใน ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจที่เปราะบาง หรือปัญหาการเมืองที่ไร้เสถียรภาพ อีกทั้งยังนิ่งนอนใจไม่เร่งรีบหาแนวทางแก้ไข ย่อมหวังผลลัพธ์ทางบวกไม่ได้นอกจากวิกฤตใหญ่ที่จะกล่าวโทษใครไม่ได้นอกจากตัวเอง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท