
การถอดถอนและดำเนินคดีอาญา สส.และสว.กรณีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ตอนที่ 1)
หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยกรณีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ว่า การดำเนินการพิจารณาและลงมติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และมีเนื้อความที่เป็นสาระสำคัญขัดแย้งต่อหลักการพื้นฐานและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอันเป็นการกระทำเพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาที่ร่วมกันเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในเรื่องดังกล่าว ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น ปรากฏว่าได้มีผู้ยื่นข้อกล่าวหาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาที่ร่วมกันเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว จำนวน 381 ราย ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และร้องขอให้ถอดถอนจากตำแหน่ง กรณีเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว
หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยกรณีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ว่า การดำเนินการพิจารณาและลงมติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และมีเนื้อความที่เป็นสาระสำคัญขัดแย้งต่อหลักการพื้นฐานและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอันเป็นการกระทำเพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาที่ร่วมกันเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในเรื่องดังกล่าว ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น ปรากฏว่าได้มีผู้ยื่นข้อกล่าวหาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาที่ร่วมกันเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว จำนวน 381 ราย ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และร้องขอให้ถอดถอนจากตำแหน่ง กรณีเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้รับพิจารณาไต่สวนเรื่องดังกล่าว โดยให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทั้งคณะเป็นองค์คณะไต่สวนข้อเท็จจริง และเมื่อวันที่ 7 ม.ค. 2557 ที่ผ่านมา คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้แถลงถึงผลการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว ดังนี้ 1.คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะองค์คณะในการไต่สวนข้อเท็จจริง มีมติว่า (1) กลุ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาซึ่งร่วมกันเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมและร่วมประชุมพิจารณาและลงมติให้ความเห็นชอบในวาระที่ 1 วาระที่ 2 และวาระที่ 3 จำนวน 293 คน และ (2) กลุ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาซึ่งร่วมกันเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม และร่วมประชุมพิจารณาและลงมติให้ความเห็นชอบในวาระที่ 1 หรือวาระที่ 2 หรือวาระที่ 3 จำนวน 15 คน รวมทั้งสิ้น 308 คน แบ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 258 คน และสมาชิกวุฒิสภา 50 คน (สมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้ง 47 คน และสรรหา 3 คน) ได้กระทำอันมีมูลความผิด โดยเห็นควรเชิญผู้ถูกกล่าวหามาพบและแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ (ระหว่างวันที่ 15-17 ม.ค. 2557) และให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาและนำสืบแก้ข้อกล่าวหาภายในเวลาอันสมควร
2.คณะกรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะองค์คณะในการไต่สวนข้อเท็จจริง มีมติว่า (1) กลุ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งไม่ได้ร่วมเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม แต่ได้ร่วมประชุมพิจารณาและลงมติให้ความเห็นชอบในวาระที่ 3 (ซึ่งเป็นการลงมติหลังจากศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวตามมาตรา 68 แล้ว) จำนวน 65 คน และ (2) กลุ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งไม่ได้ร่วมเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม แต่ได้ร่วมประชุมพิจารณาและลงมติให้ความเห็นชอบในวาระที่ 1 และ/หรือวาระที่ 2 แต่ไม่ได้ร่วมลงมติในวาระที่ 3 จำนวน 8 คน รวมทั้งสิ้น 73 คน ไม่ปรากฏพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดชัดเจนเพียงพอและเป็นกรณีเอกสิทธิ์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ในการแสดงความคิดเห็นหรือการออกเสียงลงคะแนนตามความในมาตรา 130 ของรัฐธรรมนูญ จึงเห็นว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูล เห็นควรให้ข้อกล่าวหาเป็นอันตกไป
จากผลการไต่สวนข้อเท็จจริงข้างต้น มีข้อสังเกตว่า จุดเกาะเกี่ยวสำคัญที่ทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาทั้ง 308 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาโดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. คือ การที่กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ลงชื่อร่วมกันเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งต่อมาปรากฏว่าร่างดังกล่าวได้ถูกแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนของมาตรา 116 วรรคสอง และมาตรา 241 วรรคหนึ่ง โดยไม่มีการร่วมลงชื่อในการแก้ไขเพิ่มเติมร่างดังกล่าวให้ครบถ้วนถูกต้อง และได้มีการนำร่างที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวมาใช้ในการพิจารณาของรัฐสภาในวาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ ดังที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยไว้ก่อนหน้านี้ หรืออาจกล่าวได้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่เสนอให้สมาชิกรัฐสภาพิจารณาในวาระที่ 1 เป็นร่างปลอม ซึ่งมิใช่ร่างเดิมที่ยื่นต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรนั่นเอง
ดังนั้น เมื่อร่างฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยมิชอบได้เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาทั้ง 308 คน ที่ร่วมลงชื่อเสนอร่าง จึงต้องพึงทราบว่าร่างดังกล่าวไม่ตรงกับร่างเดิมที่ตนเองร่วมลงชื่อเสนอไว้ และควรที่จะต้องคัดค้านต่อที่ประชุมรัฐสภาในโอกาสแรกที่ตนทราบ การละเว้นไม่ดำเนินการดังกล่าวจึงเป็นเหตุให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.เห็นว่าเป็นการกระทำอันมีมูลความผิดและมีมติให้แจ้งข้อกล่าวหาต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภากลุ่มนี้ นอกจากนี้การที่รัฐสภาได้พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของสมาชิกวุฒิสภา โดยใช้ร่างปลอมดังกล่าวมาตั้งแต่วาระที่ 1 นั้น ย่อมต้องถือว่าเป็นกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มิชอบด้วยมาตรา 291 ของรัฐธรรมนูญ
หลังจากนี้ ผู้ถูกกล่าวหา 308 คน ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีมติเห็นควรให้แจ้งข้อกล่าวหา จะต้องมารับทราบข้อกล่าวหาและชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาและนำสืบแก้ข้อกล่าวหาต่อ ป.ป.ช.ในชั้นไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไป เมื่อการไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วเสร็จ ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติวินิจฉัยว่าข้อกล่าวหาใดไม่มีมูล ข้อกล่าวหานั้นเป็นอันตกไป แต่ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติว่าข้อกล่าวหามีมูล คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะส่งเรื่องพร้อมความเห็นไปยัง (1) ประธานวุฒิสภา เพื่อเข้าสู่กระบวนการถอดถอน และ (2) อัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการฟ้องคดีอาญาต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งนี้ ผู้ถูกกล่าวหาจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปมิได้นับแต่วันที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติดังกล่าว จนกว่าวุฒิสภาจะมีมติหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำพิพากษา แล้วแต่กรณี







