posttoday
ขันนอต "แบงก์รัฐ" ขัดตาทัพกู้เศรษฐกิจ

ขันนอต "แบงก์รัฐ" ขัดตาทัพกู้เศรษฐกิจ

12 กุมภาพันธ์ 2557

จากปัญหาการเมืองที่ยังไม่สามารถหาทางออกร่วมกันได้ และรัฐบาลยังเตรียมเดินหน้าเลือกตั้งต่อในวันที่ 30 มี.ค.นี้

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

จากปัญหาการเมืองที่ยังไม่สามารถหาทางออกร่วมกันได้ และรัฐบาลยังเตรียมเดินหน้าเลือกตั้งต่อในวันที่ 30 มี.ค.นี้ ทำให้คาดว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปีม้า เฉพาะครึ่งปีแรกนี้ไม่คึกคักอย่างที่เคยคาด หลายสำนักเศรษฐกิจต่างฟันธงการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปี 2557 อาจโตได้มากสุดเพียงแค่ 02% เท่านั้น

นับเป็นระดับที่สวนทางหลายชาติในแถบอาเซียน ซึ่งส่วนใหญ่ต่างมีทิศทางดีขึ้นจากอานิสงส์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่จะช่วยหนุนนำการส่งออกและการลงทุน โดยเฉพาะเมื่อค่าเงินกลุ่มตลาดเกิดใหม่กำลังอ่อนค่าลง

สาเหตุหลักการติดหล่มของไทย เป็นเพราะเครื่องยนต์หลักเสียศูนย์มาตั้งแต่ปีก่อน ทั้งการส่งออก การลงทุน และการบริโภคภาคเอกชน โดยปีนี้คาดว่าจะชะลอตัวต่อเนื่องทั้งหมดคงเหลือแต่การเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณปี 2557 วงเงิน 2.52 ล้านล้านบาท ที่ภาครัฐต้องเร่งการเบิกจ่ายออกมาหมุนเวียนในเศรษฐกิจ

ขณะนี้จึงเหลือทางรอดเดียวที่ยังพอเห็นแสงที่จะช่วยพยุงเศรษฐกิจไว้ได้ในช่วงที่รัฐบาลรักษาการง่อยเปลี้ยเสียขา เพราะไม่สามารถอนุมัติงบลงทุนในโครงการใหม่เพื่อออกมากระตุ้นเศรษฐกิจได้ นั่นคือ “การไขนอตแบงก์รัฐ” อันได้แก่ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ 5 แห่ง คือ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือไอแบงก์ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ ให้เลิกกังวลเรื่องการถูกดึงสภาพคล่องมาปล่อยกู้จำนำข้าว และกลับมาทำหน้าที่หลักของตัวเอง คือการปล่อยสินเชื่อกระตุ้นเศรษฐกิจกันอย่างจริงจังเสียที

ทั้งนี้ พบว่าแบงก์รัฐทั้ง 5 แห่ง มียอดสินเชื่อคงค้างสุทธิเพิ่มขึ้นปีหนึ่งประมาณ 2 แสนล้านบาท จากยอดสินเชื่อคงค้างภาพรวมมีจำนวนกว่า 3.72 ล้านล้านบาท แต่หากคิดเป็นเงินสินเชื่อที่ปล่อยหมุนเวียนจริงๆ ในแต่ละปี คาดว่าจะมีเม็ดเงินไม่น้อยกว่า 45 แสนล้านบาท ที่ทำให้เกิดการหมุนเวียนและช่วยกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในระบบเศรษฐกิจ

ขาใหญ่ในวงการแบงก์รัฐ คือ ออมสินและ ธ.ก.ส. ที่เป็นผู้ครองส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 90% แม้ปีนี้ธนาคารออมสินจะตั้งเป้าสินเชื่อแบบอนุรักษ์ที่ระดับ 89 หมื่นล้านบาท แต่เชื่อว่าจะมีเม็ดเงินที่เป็นสินเชื่อหมุนเวียนที่ปล่อยกู้เข้าสู่ระบบไม่น้อยกว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้ราว 60% หรือประมาณ 1.2 แสนล้านบาท เป็นการปล่อยสินเชื่อให้กับรายย่อย พ่อค้า แม่ค้า และเอสเอ็มอี ขณะที่ ธ.ก.ส.ก็เป็นหัวใจสำคัญขับเคลื่อนภาคชนบท ซึ่งในปีนี้ ธ.ก.ส.ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อที่ระดับ89 หมื่นล้านบาทเช่นกัน โดยสินเชื่อมากกว่า 8090% เป็นการปล่อยกู้ให้เกษตรกรทั้งรายย่อยและสถาบันการเกษตร

ด้านไอแบงก์ ซึ่งเพิ่งตั้งหลักได้จากการแก้หนี้เสีย คาดว่าจะปล่อยสินเชื่อปีนี้ที่ 1 หมื่นล้านบาท โดยตั้งเป้าสินเชื่อคงค้างสิ้นปีที่ 1.05 แสนล้านบาท เช่นเดียวกับเอสเอ็มอีแบงก์ที่ประเดิมเดือนแรกด้วยการปลด มนูญรัตน์ เลิศโกมลสุข ออกจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ต้องจับตาการปล่อยสินเชื่อที่ตั้งเป้าเพิ่มแค่ 7,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้าเพิ่มยอดสินเชื่อคงค้าง ณ สิ้นปี ที่ 1 แสนล้านบาท ว่าจะทำได้หรือไม่

ขณะที่เอ็กซิมแบงก์ประกาศตัวชัดเจนว่าขอเป็นสถาบันการเงินที่เสริมการให้บริการด้านการส่งออก ไม่ขอแข่งขันกับธนาคารพาณิชย์ ปีนี้ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3.5% โดยในปี 2556 ที่ผ่านมาขยายสินเชื่อเพิ่มขึ้นสุทธิ 851 ล้านบาท จากยอดสินเชื่อคงค้างที่ระดับ 6.75 หมื่นล้านบาท

สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังต้องสั่งการไปยังแบงก์รัฐทุกแห่ง ให้หากลยุทธ์ในการเร่งปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นให้กับประชาชนและผู้ประกอบการเพื่อช่วยให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในสถานะการบริหารของรัฐบาลรักษาการ ทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศสามารถดำเนินการได้เพียงการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2557 เท่านั้น

ที่ผ่านมา สศค.สั่งแบงก์รัฐเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดช่องว่างทางการเงิน โดยให้ธนาคารออมสินเพิ่มบทบาทการใช้สินเชื่อระดับฐานรากและสินเชื่อเอสเอ็มอี ธ.ก.ส. เพิ่มสินเชื่อฐานรากในส่วนรายย่อยในชนบทและสินเชื่อห่วงโซ่อุปทานการเกษตร ธอส. ให้เป็นหลักในการปล่อยสินเชื่อบ้านราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท และเอ็กซิมแบงก์ให้เพิ่มบทบาทด้านการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ดี ต้องไม่ลืมว่าการจะใช้แบงก์รัฐเป็นแขนขาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้ ถือว่า “ไม่ง่าย” อย่างที่เคยดำเนินการกันมาเป็น 10 ปี ที่ผลักดันให้แบงก์รัฐเร่งปล่อยกู้ในโครงการประชานิยมของรัฐบาล เช่น โครงการกองทุนหมู่บ้าน โครงการพักชำระหนี้ โครงการเอสเอ็มแอล หรือกระทั่งโครงการรับจำนำข้าว

เพราะวันนี้เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยบรรดาโครงการประชานิยมในรูปแบบ“ทักษิโณมิกส์” เริ่มฝีแตก หลายแบงก์หันมาลดความร้อนแรงในการปล่อยสินเชื่อ เห็นได้จากธนาคารออมสิน ซึ่งหลังจากที่พบว่าโครงการรัฐบาล เช่น โครงการรถคันแรก และระเบียบการหักเงินของข้าราชการที่ต้องส่งให้สหกรณ์ก่อนนั้น ทำให้ยอดหนี้เสียในส่วนที่ปล่อยกู้แบบสวัสดิการ หนี้รายย่อยเริ่มส่งสัญญาณการเป็นหนี้เสียเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่ยอดเอ็นพีแอลไม่ถึง 1% ของยอดสินเชื่อคงค้างที่ระดับ 1.5 ล้านล้านบาท ก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นเป็น 1.48% ในปี 2556

ขณะที่ ธ.ก.ส.เองในช่วงการบริหารของรัฐบาลชุดปัจจุบันก็ถูกบีบให้เดินหน้าโครงการรับจำนำข้าวตันละ 1.5 หมื่นล้านบาท จนล่าสุดรับจำนำไปแล้วกว่า 7 แสนล้านบาท แต่กระทรวงพาณิชย์กลับไม่สามารถขายข้าวหาเงินมาใช้ได้ กลายเป็นต้องติดล็อกจ่ายเงินชาวนาอีกกว่า 1.3 แสนล้านบาท เพราะรัฐบาลรักษาการไม่สามารถกู้เงินมาโปะโครงการได้ จนทำให้หลายฝ่ายกังวลเรื่องการดึงสภาพคล่องปกติของ ธ.ก.ส.เอาไปจ่ายจำนำข้าว

อย่างไรก็ดี ผลจากการที่รัฐบาลจ่ายเงินจำนำข้าวให้ชาวนาไม่ได้ จนส่งผลให้ชาวนาไม่มีทุนในการปลูกข้าวรอบใหม่นั้นยังสะเทือนถึงการขยายสินเชื่อในภาคปกติของ ธ.ก.ส.ไปด้วย

ขณะเดียวกัน ใช่ว่าแขนขาการเงินของรัฐเหล่านี้จะสามารถทำหน้าที่อัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่มากนัก เพราะต้องไม่ลืมว่าแบงก์รัฐอย่างไอแบงก์และเอสเอ็มอีแบงก์ เพิ่งประสบกับปัญหาหนี้เสียรุมเร้าจนต้องมีการปรับโครงสร้างใหญ่ไปหมาดๆ มาแล้ว

เพื่อเป็นการเร่งเครื่องเฉพาะหน้า ไอแบงก์และเอสเอ็มอีแบงก์จึงกำลังจะได้เงินเพิ่มทุนจากกระทรวงการคลังเร็วๆ นี้ หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เห็นชอบการเบิกจ่ายงบดังกล่าวที่มีการกันเงินเพิ่มทุนไว้ในงบประมาณปี 2557 เรียบร้อยแล้ว ซึ่งแยกเป็นเงินเพิ่มทุนเอสเอ็มอีแบงก์ 2,000 ล้านบาท และไอแบงก์คาดว่าจะได้เพิ่มทุนอีก 5,138 ล้านบาท โดยส่วนนี้มาจากเงินเพิ่มทุนของกระทรวงการคลัง 2,500 ล้านบาท จากธนาคารออมสิน 2,043 ล้านบาท ธนาคารกรุงไทย 502 ล้านบาท และผู้ถือหุ้นรายย่อย 93 ล้านบาท ซึ่งการเพิ่มทุนครั้งนี้จะทำเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) ของแบงก์รัฐทั้งสองแห่งเพิ่มสูงกว่า 8.5% ทำให้สามารถเร่งปล่อยสินเชื่อมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ด้วยปัญหาการเมืองที่ยังคงไร้วี่แววทางออกจนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของทุกภาคส่วน ประชาชนชะลอการบริโภค ไม่ซื้อของฟุ่มเฟือย ไม่ซื้อบ้าน ซื้อรถใหม่ ในขณะที่แบงก์รัฐก็ยังคงกังวลกับปัญหาหนี้เสีย จนต้องระมัดระวังตัวการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ยอดสินเชื่อก็คงเร่งเครื่องไม่ได้มากเหมือนปีก่อนๆ

ดังนั้น ความหวังที่จะให้แบงก์รัฐเป็นพระเอกขัดตาทัพช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็คงไม่ง่ายเหมือนที่ผ่านมาเช่นเดียวกัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท