
ไอซีที อย่าไร้น้ำยา
ถือเป็นเรื่องน่าหนักใจอย่างยิ่ง เมื่อ ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือกระทรวงไอซีที ออกมายืนยันว่า ไม่ต้องยกเลิกสัญญาสัมปทานกับบริษัท ไทยคม ผู้รับสัมปทานให้บริการดาวเทียมไทยคม ดาวเทียมไอพีสตาร์ เพราะไทยคมเป็นคู่สัญญาที่ดี โดยเฉพาะการจ่ายผลตอบแทนคืนให้กับรัฐ
ทั้งนี้ ตามสัญญาไทยคมจะต้องจ่ายผลตอบแทนขั้นต่ำ 1,600 ล้านบาท แต่ขณะนี้ไทยคมจ่ายค่าสัมปทานให้ไอซีทีรวมแล้วกว่า 4,500 ล้านบาท และยังเหลืออีก 8 ปีถึงจะหมดอายุสัญญาสัมปทาน นั่นหมายถึงว่ากระทรวงไอซีทีจะต้องได้รับผลตอบแทนมากขึ้น
รมว.ไอซีที ยังบอกด้วยว่า การจะเอาผิดกับเอกชนต้องคำนึงถึงหลายองค์ประกอบ ทั้งการทำธุรกิจของเอกชน ผลตอบแทนที่รัฐบาลได้รับ และการปฏิบัติตามนโยบายของรัฐ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมมากที่สุด
นอกจากนี้ รมว.ไอซีที ยังบอกว่าการยิงดาวเทียมสำรองให้กับไทยคม 3 ที่เป็นการใช้งานบรอดคาสต์ ตามสัญญา แต่เปลี่ยนมาเป็นยิงดาวเทียมไอพีสตาร์ ซึ่งเป็นดาวเทียมเพื่อรองรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงหรือบรอดแบนด์ แทนนั้น ตามสัญญาระบุว่า หากเป็นดาวเทียมที่มีคุณภาพดีกว่าไทยคม 3 สามารถทำได้ ทางไทยคม จึงไม่ผิดสัญญา เพราะยิงดาวเทียมคุณภาพดีกว่าขึ้นไปแล้ว
ฟังเหตุผลแล้วต้องบอกว่าเหนื่อย เพราะคำตัดสินของศาลคดียึดทรัพย์กว่า 4 หมื่นล้านบาทอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็มีแนวพิจารณาแล้วว่า การยิงดาวเทียมไอพีสตาร์ ขึ้นไปสำรองไทยคม 3 ซึ่งเป็นดาวเทียมให้บริการบรอดคาสต์ ใช้ถ่ายทอดออกอากาศโทรทัศน์ กับดาวเทียมไอพีสตาร์ที่เป็นดาวเทียมให้บริการส่วนใหญ่ด้านบรอดแบนด์หรืออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ไม่ถือเป็นการยิงดาวเทียมสำรองไทยคม 3 แต่ถือเป็นการยิงดาวเทียมดาวใหม่ โดยไม่มีการเปิดประมูล สอดไส้ยิงดาวเทียมดาวใหม่ขึ้นไป
สำหรับเรื่องความคุ้มค่า ที่เอกชนรับสัมปทานจ่ายเงินให้กับรัฐสูงกว่าขั้นต่ำที่กำหนด ความคุ้มค่าดังกล่าว ต้องเทียบในเรื่องของคุ้มค่าทั้งที่เป็นตัวเงิน และความมั่นคงของประเทศด้วย ดังจะเห็นได้จากการใช้สื่อทีวีดาวเทียม ในการยุยงปลุกปั่นให้บ้านเมืองวุ่นวายทำลายเศรษฐกิจเป็นแสนล้านบาทในปัจจุบัน ซึ่งแม้เอกชนจะมีรายได้มากขึ้น จากการที่ทีวีดาวเทียมผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด แต่บ้านเมืองก็ปั่นป่วนมากขึ้น ด้วยกรอบกติกาของกฎหมาย ที่ตามไปควบคุมหรือเจ้าหน้าที่รัฐไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
ดังนั้นหากพิสูจน์ได้ว่า การเซ็งลี้สัมปทาน ต่อให้กลุ่มทุนต่างชาติ สร้างผลกระทบต่อความมั่นคงชาติจริง รัฐบาลก็ควรจะจัดการให้เป็นไปตามสัญญา ที่การปฏิบัติระดับสากลเป็นที่ยอมรับ โดยไม่เอาเปรียบเอกชน
เมื่อกฎหมายชัดขนาดนี้ แต่ผู้อยากมีอำนาจเต็มไปด้วยวาระซ่อนเร้นในการแก้ปัญหา หรือหมดหนทางจริงก็ลาออกไป ให้คนที่พร้อมจะแก้ปัญหาเข้ามาทำหน้าที่ เพื่อจะได้เกิดมรรคผลต่อส่วนรวม







