posttoday
"คนกลาง" ฝ่าทางตัน

"คนกลาง" ฝ่าทางตัน

11 กุมภาพันธ์ 2557

โดย...ธนพล บางยี่ขัน

โดย...ธนพล บางยี่ขัน

สถานการณ์การเมืองเริ่มเข้าสู่สภาวะตีบตันหนักขึ้นเรื่อยๆ เมื่อด้านหนึ่ง กปปส. ซึ่งชุมนุมลากยาวมานานกว่า 3 เดือน ประกาศชัดชุมนุมต่อเนื่องไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย บีบให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลาออกจากตำแหน่ง เปิดทางตั้งสภาประชาชน “ปฏิรูป” ก่อน “เลือกตั้ง”

ขณะที่ฝั่งรัฐบาลส่งสัญญาณลุยผลักดันเดินหน้ากระบวนการเลือกตั้งต่อไปจนกว่าจะได้สส.ครบ 95% สามารถเปิดประชุมสภานัดแรกเพื่อเลือกนายกฯ คนใหม่ขึ้นมารับ “เผือกร้อน” ต่อจากรัฐบาลรักษาการ กับภารกิจสุดหินเข้ามาบริหารประเทศท่ามกลางบรรยากาศความขัดแย้งรุนแรงคุกรุ่น

เป้าหมายของทั้งสองฝั่งที่อยู่กันคนละขั้วเช่นนี้ ยิ่งทำให้ทางคู่ขนานของทั้งรัฐบาลและ กปปส.ห่างออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ จนยากจะมาบรรจบพบกันระหว่างทางได้ ที่สำคัญการดึงดันเดินหน้ากันไปคนละทิศละทางเช่นนี้ย่อมไม่เป็นผลดีกับประเทศทั้งระยะสั้นและระยะยาว

“หากปล่อยให้วิกฤตเพิ่มขึ้นต่อไปเรื่อยๆ ปัญหาทางการเมืองจะเปลี่ยนกลายเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ภายใน 34 เดือนข้างหน้าจะกลายเป็นวิกฤตใหญ่ของประเทศ เพราะปัจจุบันนี้ไม่มีการลงทุนจากต่างประเทศแล้ว ขณะที่การลงทุนภายในประเทศก็ชะลอตัวลง เงินตราต่างประเทศที่จะเข้ามาทั้งจากโดยการลงทุน หรือจากการท่องเที่ยวจะหายไปทั้งหมด”

อานันท์ ปันยารชุน วิเคราะห์ถึงบรรยากาศการเมืองในปัจจุบัน พร้อมอธิบายต่อว่า เมื่อไม่มีการลงทุน อุตสาหกรรมการผลิตก็ลดลง ท่องเที่ยวหมดไป การจ้างแรงงานจะลดน้อยลงไป ขณะที่กำลังซื้อชาวนาหมดไปเพราะยังไม่ได้รับเงินจากที่ขายข้าวได้ สุดท้ายถ้าเป็นอย่างนี้อีก 34 เดือน ประเทศจะขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ถ้าขาดทุนถึง 56% ของจีดีพีเมื่อไหร่จะเป็นวิกฤตแล้วทุกอย่างจะทวีคูณมากขึ้นๆ

ปัญหาขณะนี้จึงอยู่ที่ว่าจะปล่อยให้ประเทศเดินหน้าต่อไปในทิศทางเช่นนี้ หรือถึงเวลาที่จะหันหน้าเข้าหากันเพื่อพูดจาหาทางออกสกัดไม่ให้ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นส่งผลกระทบรุนแรงอย่างที่หลายฝ่ายประเมินตรงกัน

ที่ผ่านมามีความพยายามจะประสานให้“คู่ขัดแย้ง” หันหน้าพูดจายอมถอยกันคนละก้าว เพราะเป็นที่ชัดเจนว่าหากต่างฝ่ายต่างยังยื้อกันเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ย่อมผลักประเทศให้ไปอยู่ขอบหน้าผาสูงชันที่หากก้าวพลาดเพียงนิดเดียวย่อมตกลงไปก้นเหวที่ไม่รู้ว่าจะลึกเพียงใดและจะต้องใช้เวลานานอีกแค่ไหนกว่าจะไต่กลับขึ้นมาได้ แต่การเจรจาที่ผ่านมาดูจะไม่เป็นผล

เริ่มตั้งแต่ “กองทัพ” ที่ครั้งหนึ่งผู้นำเหล่าทัพเคยรับหน้าที่ “คนกลาง” ให้ทั้งกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ได้พูดคุยกับนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่นั่นกลายเป็นการเจรจาครั้งสุดท้ายที่จบลงไปแบบไร้เยื่อใย เมื่อสุเทพประกาศปิดประตูเจรจาต่อรองใดๆ ทั้งสิ้นพร้อมย้ำจุดยืนเคลื่อนไหวชุมนุมจนกว่านายกฯ จะลาออกจากตำแหน่งรักษาการ

ความพยายามยังมีอยู่อย่างต่อเนื่องเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะเจ้าภาพจัดการเลือกตั้งที่เห็นว่าหากเลือกตั้งในสถานการณ์เช่นนี้ต่อไปคงจะไม่เป็นผลดี จึงอาสาเป็นกาวใจให้ทั้งสองฝ่าย เริ่มตั้งแต่การติดต่อประสานพูดคุยกับทั้งรัฐบาลและ กปปส.ไปจนถึงพรรคประชาธิปัตย์ แต่ครั้งนี้ปัญหาอยู่ตรงที่คู่ขัดแย้งปิดประตูไม่เจรจากับทาง กกต.

แต่สถานการณ์เวลานี้ชัดเจนว่าหากดึงดันเดินหน้าต่อไปเช่นนี้ย่อมทำให้ปมปัญหาซับซ้อนยุ่งเหยิงมากยิ่งขึ้น เพราะด้านหนึ่ง “เลือกตั้ง” ที่รัฐบาลคิดว่าจะเป็นกลไกพาทุกสิ่งทุกอย่างกลับเข้าสู่ระบบปกตินั้น กลับมีปัญหาติดขัดมี 28 เขตที่ยังไม่อาจจัดการเลือกตั้งได้ ยังไม่รวมกับการเลือกตั้งล่วงหน้าที่ต้องมาจัดหลังวันเลือกตั้ง และการต้องจัดการเลือกตั้งอีกหลายรอบกว่าจะครบ 95% เปิดสภาได้ ยิ่งกว่านั้นยังอาจสะดุดหัวคะมำหากการเลือกตั้งถูกวินิจฉัยให้เป็นโมฆะ

ไม่ต่างจากเป้าหมายของฝั่ง กปปส.ที่จะตั้งสภาประชาชน ซึ่งเส้นทางที่เดินไปสู่จุดนั้นยังคลุมเครือในช่องทางกฎหมาย และความเป็นไปได้ หรือหากจะหวังอานิสงส์จากผลของคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาขององค์กรอิสระต่างๆ จนทำให้รัฐบาลรักษาการต้องสะดุด และเปิดทางไปสู่เป้าหมายของ กปปส. แต่หลังจากนั้นเป็นไปได้ว่ากลุ่มที่เห็นต่างจะออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านเป็นปัญหาไม่รู้จบ

บรรยากาศเช่นนี้ทำให้แนวคิดเรื่องการเจรจาฝ่าทางตันค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ แต่ปัญหาอยู่ที่ “คนกลาง” ที่จะรับหน้าเสื่อเป็นมือประสานให้ทั้งสองฝ่ายได้พูดจาหาทางออกร่วมกันนั้นดูจะหายากเต็มที โดยเฉพาะ “บุคคล” ที่จะมีบารมีเพียงพอจนเป็นที่ยอมรับและไว้วางใจของทั้งสองฝ่าย

รูปแบบ “คนกลาง” ที่เริ่มเปิดหน้าออกมาอาสาคลี่คลายสถานการณ์ขณะนี้ จึงแปรเปลี่ยนเป็นกลุ่มบุคคลที่เป็นที่ยอมรับของสังคมเริ่มตั้งแต่ “เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป” จากการรวมตัวขององค์กรต่างๆ 74 องค์กร ทั้งองค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรธุรกิจ ผู้บริหารส่วนราชการ กลุ่มนักการเมืองและองค์กรสื่อมวลชน โดยมี กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม อดีตคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เป็นหนึ่งในแกนนำ

ที่น่าสนใจคือเป้าหมายตามแถลงการณ์ที่ประกาศคือ หยุดความรุนแรง การยั่วยุ ลดการเผชิญหน้าและการส่งเสริมให้เกิดความเกลียดชังระหว่างประชาชนและผู้มีความเห็นต่างเริ่มต้นเจรจาเพื่อหาทางออกประเทศ เพราะไม่มีความขัดแย้งใดในโลกที่หาทางออกได้โดยปราศจากการเจรจา ไม่ว่าการเลือกตั้งจะเดินหน้าไปได้หรือไม่ก็ตาม คู่ขัดแย้งและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเจรจาเกี่ยวกับการปฏิรูป

ถัดมาที่กลุ่ม “Restart ประเทศไทย” นำโดย ธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการอาวุโส พลเดช ปิ่นประทีป อดีต รมช.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และผู้ทรงคุณวุฒิกว่า 50 คน

กลุ่มนี้เปิดตัวออกมาด้วยการมองข้ามการเลือกตั้งที่เป็นปัญหา แต่มุ่งเน้นไปที่เป้าหมายปฏิรูปประเทศ 1.โครงสร้าง ระบบ และกฎหมายที่จำเป็น 2.โครงสร้างการเมือง การปกครอง และระบบบริหารราชการแผ่นดิน 3.โครงสร้างและกระบวนการยุติธรรม 4.โครงสร้างเพื่อป้องกันการผูกขาดสร้างธรรมาภิบาลทางเศรษฐกิจ และ 5.ปฏิรูปสังคมเพื่อเสริมสร้างพลังพลเมืองที่เข้มแข็ง

ไม่เว้นแม้แต่ กกต.ซึ่งยังไม่สิ้นหวังกับการเป็นมือประสานให้คู่ขัดแย้ง เพราะล่าสุดเมื่อครั้งออกมาเสนอให้มีแนวคิดเสนอเลื่อนการเลือกตั้ง 2 ก.พ.ออกไปนั้น ยังได้พ่วงข้อเสนอว่าจะเป็นคนกลางประสานลดความขัดแย้งเพื่อเป็นหลักประกันว่าการเลือกตั้งที่เลื่อนออกไปนั้นจะไม่มีเหตุการณ์ความขัดแย้งซ้ำรอยเดิมจนเป็นปัญหาไม่รู้จบ

เช่นเดียวกับ “กองทัพ” ซึ่งเคยรับหน้าที่นี้มาแล้วหนหนึ่ง แม้จะไม่สำเร็จลุล่วง แต่ก็แสดงให้เห็นว่ามีน้ำหนักเพียงพอที่ทั้งสองฝั่งจะต้องรับฟัง และหากการเจรจารอบหน้าจะเกิดขึ้นมาจริงๆ กองทัพก็ยังน่าจะเป็นอีกตัวเลือกที่มีน้ำหนักเพียงพอจะมารับหน้าที่สะพานเชื่อมระหว่างสองฝั่งให้ได้พูดจากัน

สุดท้ายคงต้องขึ้นอยู่กับทั้งสองฝั่งว่าจะยอมถอยกันคนละก้าวเข้าสู่กระบวนการเจรจาหาทางออกร่วมกันได้หรือไม่

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท