
เดินหน้าสู่วิกฤตการเมือง
ปัญหาการเมืองที่มีมวลชนประท้วงต่อต้านรัฐบาลตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณร้ายทางเศรษฐกิจ
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
ปัญหาการเมืองที่มีมวลชนประท้วงต่อต้านรัฐบาลตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณร้ายทางเศรษฐกิจ แต่การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่มาบริหารประเทศได้ ถือเป็นการเริ่มนับหนึ่งวิกฤตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยรอบใหม่
อดีตผู้บริหารประเทศหลายรายเริ่มออกมาให้ความเห็นในแนวทางเดียวกันว่า หากปัญหาการเมืองยังยืดเยื้อไม่มีอนาคต และรัฐบาลรักษาการยังนั่งทับอำนาจไว้โดยไม่รู้ร้อนรู้หนาว เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงเกิดวิกฤตรุนแรงก่อนสิ้นปีนี้
วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดรัฐบาลปัจจุบัน นอกจากเคยให้ความเห็นว่ารัฐบาลจะล่มเพราะโครงการรับจำนำข้าวแล้ว ยังออกมาระบุหากเศรษฐกิจไทยยังเป็นสุญญากาศอีกไม่กี่เดือนคนไทยได้ลอยคอตายเป็นแพ เพราะพิษวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่
ขณะที่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้เสียสละเก้าอี้ เพื่อเปิดทางให้มีการตั้งรัฐบาลคนกลางมาบริหาร เพื่อไม่ให้การเมืองถึงจุดอับและเศรษฐกิจที่จุดหายนะ
ล่าสุด อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัย ให้สัมภาษณ์พิเศษหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ระบุว่า การปล่อยให้การเมืองดำเนินไปโดยไม่รู้จะยุติเมื่อไร จากวิกฤตการเมืองจะกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจภายใน 34 เดือนข้างหน้า เพราะการลงทุนชะลอ การท่องเที่ยวจะหายหมด คนจะตกงานเพิ่มมากขึ้น กำลังซื้อไม่มีเพราะชาวนาไม่ได้รับเงินจำนำข้าว ประเทศจะขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งหากสูงถึง 56% วิกฤตเศรษฐกิจไทยรอบใหม่จะเร่งตัวเป็นทวีคูณ
อานันท์ ยังระบุว่า ประเทศตอนนี้เหมือนหัวรถจักรที่ไม่มีเบรก หากรัฐบาลไม่ยอมฟังเสียงคนอื่น ทั้งทางออกทางการเมืองและปัญหาทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าวที่หลายคนออกมาเตือนว่าจะเป็นเรื่องทำให้ประเทศสู่หายนะ เพราะผลเสียมากมาย ทั้งขาดทุน มีการทุจริต และทำลายระบบค้าขายของไทยพังพินาศ
เสียงเตือนของบรรดาอดีตผู้บริหารประเทศที่ได้รับการยอมรับนับถือจากทั้งในและนอกประเทศ สอดคล้องกับความกังวลของภาคเอกชนของไทยมีมาก่อนหน้านี้ โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่หารือมาตรการช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับจากวิกฤตการเมือง มองว่าหากการเมืองยังไร้ทางออกอย่างนี้ไปอีก 6 เดือน ผลกระทบจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะลุกลามไปสู่ผู้ประกอบการรายกลางและผู้ประกอบการรายใหญ่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่วิกฤตเต็มตัว
แม้แต่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ก็ยังแสดงความเป็นห่วงว่าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะติดหล่มตกเหว เพราะรัฐบาลรักษาการออกนโยบายมาดูแลเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงขาลงไม่ได้ ส่งผลให้เศรษฐกิจปีนี้อาจจะโตน้อยกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งโตได้น้อยอยู่แล้วแค่ 2.8% ต่อปี
นอกจากนี้ สศค.ยังกังวลว่าเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่องกันหลายปี ทั้งปีที่แล้ว ปีนี้ และมีสัญญาณไปถึงปีหน้า จะทำให้มีปัญหาหนี้เสียของสถาบันการเงินตามมา ซึ่งเป็นต้นเหตุของวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งของไทยเมื่อปี 2540 แม้ว่าสถาบันการเงินของไทยยังเข้มแข็ง กำไรมาก เงินกองทุนสูง หนี้เสียต่ำ แต่ระบบสถาบันการเงินอ่อนไหว ประเมินต่ำไม่ได้เพราะเรื่องระบบสถาบันการเงินเป็นเรื่องของความเชื่อมั่น หากผู้ฝากเงินตื่นตระหนกเพราะกลัวแบงก์มีปัญหา ระบบสถาบันการเงินของประเทศก็จะวิกฤตได้ไม่ยาก
ขณะที่บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ก็เคยประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้กรณีเลวร้ายที่สุด คือตั้งรัฐบาลใหม่ไม่ได้ก่อนกลางปีนี้ ไม่มีมาตรการใหม่มากระตุ้นเศรษฐกิจ และการส่งออกขยายตัวได้ไม่ถึง 5% ต่อปี เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 0.5% ต่อปีเท่านั้น ซึ่งดูจากข้อเท็จจริงการตั้งรัฐบาลใหม่ไม่ได้ก่อนกลางปีนี้แน่นอน และส่งผลให้มีมาตรการใหม่มากระตุ้นเศรษฐกิจ และการส่งออกกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้า 5% หลายฝ่ายเชื่อทำไม่ได้ เพราะ 2 ปีที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ประเมินการส่งออกพลาดตลาดจากปี 2555 คาดว่าส่งออกจะโต 15% ทำได้จริง 4% ปี 2556 คาดว่าจะโต 89% ผลออกมาการส่งออกทั้งปีติดลบ ส่งให้เศรษฐกิจไทยหนีไม่พ้นวิกฤตขยายตัวติดลบเหมือนกับปี 2554 ที่เจอน้ำท่วมใหญ่
จากข้อมูลที่ปรากฏเห็นได้ชัดว่าการเมืองที่ไม่มีทางออก ลากเศรษฐกิจไทยไปสู่วิกฤตรอบใหม่อย่างหลีกหนีไม่ได้ และที่หลายฝ่ายเป็นกังวลคือความรุนแรงของวิกฤตรอบใหม่อาจจะรุนแรงกว่าที่เกิดขึ้นในอดีต ปี 2540 ก็เป็นเรื่องที่มองข้ามและประมาทไม่ได้
เหตุที่เป็นเช่นนั้นคือ วิกฤตปี 2540 เกิดจากหนี้เสียของสถาบันการเงิน และการถูกโจมตีค่าเงินบาท ทำให้ต้องมีการลอยตัวค่าเงินบาทจากที่เคยอยู่ 25 บาทต่อเหรียญสหรัฐ อ่อนไปถึงกว่า 50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งจากวิกฤตค่าเงินบาทได้ส่งผลดีกับการส่งออกของไทยขยายตัวได้อย่างมาก ทำให้เศรษฐกิจไทยมีโชคขยายตัวฟื้นจากวิกฤตได้อย่างเร็ว ที่สำคัญที่สุดวิกฤตปี 2540 ไม่ได้มีวิกฤตการเมือง ยังมีรัฐบาลที่เดินหน้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้เต็มที่
สำหรับวิกฤตรอบใหม่ที่กำลังเป็นเงาร้ายเข้ามาต่างจากอดีต เพราะนอกจากมีรัฐบาลรักษาการนั่งรักษาอำนาจตัวเองไปวันๆ จนทำให้เศรษฐกิจไทยมืดมนแล้ว ยังพบว่าเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของไทยดับหมดทุกตัว ทั้งการบริโภคชะงัก การลงทุนชะลอ การใช้จ่ายภาครัฐเป็นอัมพาต ทั้งงบประจำ งบพิเศษจาก พ.ร.ก. 3.5 แสนล้านบาท และ พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท รวมถึงการส่งออกที่ยังอ่อนแอ ทำให้เศรษฐกิจอยู่ในภาวะอ่อนแอ ไม่สามารถรองรับผลกระทบของวิกฤตรอบใหม่ที่จะเกิดขึ้นได้
นอกจากนี้ เศรษฐกิจยังอาจได้รับผลกระทบรุนแรงซ้ำเติม โดยเฉพาะปัญหาเงินทุนไหลออกอย่างรุนแรงจากการที่สหรัฐลดมาตรการคิวอี ซึ่งภายใต้รัฐบาลรักษาการปัจจุบันที่ไม่สามารถออกมาตรการใหม่ๆ มารับมือกับวิกฤตที่จะเกิดขึ้น ทำให้เป็นเรื่องที่ไม่เกินเลยที่หลายฝ่ายเริ่มเห็นเป็นทางเดียวกันว่าวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่ของไทยรออยู่ข้างหน้าไม่กี่เดือน
สิ่งที่ประชาชนและผู้ประกอบการทำได้ นอกจากนับถอยหลังวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่ และหาทางรับมือด้วยตัวเองเพื่อผ่อนหนักให้เป็นเบา เพราะจะหวังพึ่งรัฐบาลรักษาการที่คิดแต่จะรักษาอำนาจของตัวเอง จนไม่สนใจวิกฤตของประเทศและเศรษฐกิจที่รออยู่ข้างหน้า เป็นเรื่องที่เสียเวลาและเปล่าประโยชน์







