posttoday
ปี"53 หนักกว่าม็อบนกหวีด

ปี"53 หนักกว่าม็อบนกหวีด

11 กุมภาพันธ์ 2557

นับเป็นเวลา 3 เดือนกว่าแล้ว สำหรับการชุมนุมขับไล่รัฐบาลที่มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค. 2556 จนถึงปัจจุบัน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีเหตุปะทะ มีการใช้อาวุธก่อความรุนแรงจนมีผู้บาดเจ็บไปแล้ว 609 คน เสียชีวิตอีก 10 คน

นับเป็นเวลา 3 เดือนกว่าแล้ว สำหรับการชุมนุมขับไล่รัฐบาลที่มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค. 2556 จนถึงปัจจุบัน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีเหตุปะทะ มีการใช้อาวุธก่อความรุนแรงจนมีผู้บาดเจ็บไปแล้ว 609 คน เสียชีวิตอีก 10 คน

ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร หรือ ศูนย์เอราวัณ เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ต้องรับบทหนักในการดูแลผู้บาดเจ็บในทุกๆ เหตุการณ์

นพ.เพชรพงษ์ กำจรกิจการ ผู้อำนวยการศูนย์เอราวัณ เล่าถึงระบบการทำงานของศูนย์เอราวัณ ว่า การทำงานจะแบ่งเป็นสองฟังก์ชั่น คือ นอกจากจะดูแลผู้ป่วยทั่วไปเหมือนในภาวะปกติแล้ว ยังต้องจัดทีมพิเศษเพิ่มเพื่อรองรับสถานการณ์การชุมนุมด้วย ซึ่งตั้งแต่มีการชุมนุมเป็นต้นมา มีการจัดทีมแพทย์ฉุกเฉินเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว หรือประมาณ 4050 ทีมต่อกะ และมีการสำรองเตียงตามโรงพยาบาลต่างๆ รองรับผู้ป่วยได้ 500 เตียงในเวลาเดียวกัน

ผู้อำนวยการศูนย์เอราวัณ กล่าวว่า แผนการทำงานจะแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ เอราวัณ 1 สำหรับรับมือในภาวะปกติ ขณะที่สถานการณ์ในปัจจุบัน ถูกจัดอยู่ในระดับเอราวัณ 2 ซึ่งต้องระดมทรัพยากรทั้งคนและอุปกรณ์จากทั่วกรุงเทพมหานคร มีการแบ่งโซนดูแลทั่วพื้นที่ 9 โซน แต่ละโซนจะมี field medical command ดูแลชัดเจน มีการประสานเจ้าหน้าที่ทหารเสนารักษ์สำหรับการเข้าไปดูแลบางพื้นที่ที่พลเรือนไม่สามารถเข้าไปได้ เช่น พื้นที่ที่มีการต่อสู้ต่างๆ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีแผนเอราวัณ 3 สำหรับรองรับสถานการณ์รุนแรงมากๆ มีคนเจ็บหนักพร้อมๆ กัน ซึ่งตั้งแต่ทำงานมายังไม่เคยมีการยกระดับไปถึงขั้นนี้แต่อย่างใด

“ตั้งแต่ชุมนุมมา ที่หนักสุดคือการปะทะที่แยกหลักสี่ เพราะมีการปะทะอย่างต่อเนื่อง ต่างจากการขว้างระเบิดที่เหตุการณ์เกิดแล้วจบวันนั้น ก็ประเมินสถานการณ์แล้วมีความเสี่ยงสูงมาก ก็ย้ายทีมเข้าไปโดยรอบจุดนั้น พอประสานคุยกันได้แป๊บเดียวก็ยิงกันเลย” นพ.เพชรพงษ์ กล่าว

เมื่อเทียบกับการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงในปี 2553 นพ.เพชรพงษ์ บอกว่า ยากไปคนละแบบ ตอนปี 2553 ทำงานยากกว่านี้เพราะผู้ชุมนุมร้องขอให้เข้าไปช่วย แต่บนเวทีประกาศว่าจะยึดรถฉุกเฉิน ทำให้ส่งทีมเข้าไปช่วยไม่ได้ แต่การชุมนุมรอบนี้มีคนเยอะกว่า และมีการกระจายเวทีไปในหลายๆ จุด มีการเดินขบวนบ่อยครั้ง ซึ่งก็ไม่มีการประสานข้อมูลจากผู้ชุมนุมหรือเจ้าหน้าที่ ทำให้ต้องประเมินและวางแผนการทำงานโดยอาศัยข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านสื่อเป็นหลัก

“ในทางการแพทย์เรายืนยันว่าช่วยทุกคน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม ดังนั้นเมื่อถึงเวลาปฏิบัติงานจริงๆ อยากให้ช่วยเปิดทางให้รถพยาบาลที่มีไฟสีแดงน้ำเงินด้วย” นพ.เพชรพงษ์ กล่าว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท