posttoday
เลิกแข่ง "ดำน้ำ" ถึงเวลาหาทางลง

เลิกแข่ง "ดำน้ำ" ถึงเวลาหาทางลง

11 กุมภาพันธ์ 2557

วิทยา ปะระมะ

วิทยา ปะระมะ

สถานการณ์การเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง 2 ก.พ. เข้าสู่ภาวะ “แข่งกันดำน้ำ” เมื่อฝ่ายหนึ่งไม่ยอมลาออก และอีกฝ่ายก็ไม่ยอมเจรจา ที่เหลือก็ดูแค่ว่าใครจะ “อึด” กว่ากัน

อย่างไรก็ตาม กว่าจะรู้ว่าใครอึดกว่าใคร เศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยก็คง “สำลักน้ำ” ก่อนใครเพื่อน ซึ่งที่ผ่านมาก็มีเสียงเรียกร้องจากหลายภาคส่วนให้คู่ขัดแย้งอย่าง กปปส. และรัฐบาลหันหน้ามาเจรจาประนีประนอมกันเพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้ แต่จนถึงขณะนี้ต่างฝ่ายก็ต่างเดินหน้าเล่นตามเกมตัวเอง ไม่มีท่าทีจะทำให้การหลุดพ้นจากภาวะเดดล็อกไปได้

ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ให้ความเห็นว่า ถ้าทุกฝ่ายคิดถึงประเทศชาติเป็นหลัก ก็ถึงเวลาต้องหาทางลงกันได้แล้ว เพราะเกมนี้ต้องยอมรับว่าไม่มีใครที่ชนะขาด แม้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะเรื่องก็ไม่จบ แต่ประเทศชาติจะแพ้เสียก่อน

“ผมยังไม่เห็นสัญญาณจากรัฐบาล เขาก็ยังเดินหน้าต่อ จะให้มีการเลือกตั้งซ่อมต่อไป แล้วมันจะลากยาวขนาดไหน เลือกตั้งเสร็จก็ยุ่งเหยิงไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมีสภา เศรษฐกิจก็จะยุ่ง ดังนั้นยังไงก็ต้องเจรจา ไม่อย่างนั้นประเทศไม่มีทางลง”

ศ.นพ.รัชตะ กล่าวว่า เมื่อไม่มีใครชนะขาดได้ ก็ต้องยอมกันคนละครึ่งโดยยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก หนึ่งคือยอมรับว่าการปฏิรูปต้องใช้เวลา และยอมรับว่าในที่สุดประเทศนี้ก็ต้องมีการเลือกตั้งเมื่อการเมืองมีความพร้อม และตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ทั้งสองฝ่ายต้องหยุดกันได้แล้ว ประเทศกำลังแย่ลงเรื่อยๆ แล้ว

ด้าน วิทยากร เชียงกูล คณบดีกิตติคุณ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความเห็นว่า ณ เวลานี้ถ้าไม่มีผู้ใหญ่มาเป็นตัวกลาง ทั้งสองฝ่ายก็คงคุยกันลำบาก เพราะต่างคนต่างคิดว่าตัวเองจะชนะ

อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่าในส่วนของรัฐบาล ยิ่งทอดเวลานานออกไปก็จะยิ่งมีความชอบธรรมน้อยลงเรื่อยๆ แต่ก็ยังดื้อรั้นอยู่ ทั้งๆ ที่หากยอมลาออกก็ยังมีสิทธิสู้ในทางการเมืองต่อ สมมติเช่นโดนยุบพรรค ก็ยังเปลี่ยนพรรคได้ ลงสู้ในการเลือกตั้งได้ ดีกว่าจะดึงดันไปแล้วไม่ได้อะไรเลย

ขณะเดียวกัน ในส่วนของ กปปส.เองเมื่อเลือกที่จะยื้อไปเรื่อยๆ อาจเป็นเพราะมองว่ารัฐบาลกำลังเสียเปรียบ มีคดีคาอยู่ในชั้นต่างๆ รออีกเยอะ และมองว่าจะมีกลุ่มพลังใหม่ๆ ออกมาแสดงบทบาท เช่น กลุ่มนักธุรกิจและชาวนาออกมาบีบ แต่ กปปส.เองก็ควรยอมผ่อนปรนบ้าง ต้องคุยกันตรงไปตรงมา อาจจะจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ มีรัฐบาลกลางเข้ามาปฏิรูป โดยมีเงื่อนไขว่า กปปส.ต้องไม่ขวางการเลือกตั้ง และพรรคประชาธิปัตย์ต้องลงรับสมัครเลือกตั้งด้วย

“ผู้ใหญ่ที่เป็นตัวกลางนี้ อาจจะเป็นประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ องคมนตรี หรือทหารก็ได้ ทหารไม่จำเป็นต้องปฏิวัติแต่คุณคุยได้นี่ เป็นตัวกลางเจรจาได้” วิทยากร กล่าว

ด้าน เดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มองว่า การเมืองไทยในตอนนี้ถือว่ายังมีโอกาสที่คู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายจะเจรจากันได้ เพราะยังมีหลายเหตุการณ์ที่อาจทำให้เปิดสภาไม่ได้และต้องเลือกตั้งใหม่ ซึ่งหากมีการเลือกตั้งครั้งใหม่เกิดขึ้น จะเปิดโอกาสให้คู่ขัดแย้งเจรจาได้อีกรอบ

อย่างไรก็ตาม ถ้าจะมีการเจรจาเกิดขึ้น คงไม่ได้เกิดจากคนกลางแล้ว แต่มาจากสถานการณ์มาถึงจุดที่ไม่มีใครสามารถชนะได้ด้วยตัวเองเพียงลำพัง เป็นตัวบีบให้ต้องมาคุยกัน เช่น รัฐบาลเห็นว่าเลือกตั้งไปเรื่องก็ไม่จบ หรือ กปปส.ถ้ามั่นใจจากตัวเลขเลือกตั้ง 2 ก.พ. ว่ามีคนเห็นด้วย ก็อาจใช้การเลือกตั้งเป็นจุดเริ่มต้นของการลงประชามติเพื่อการปฏิรูป ซึ่งกว่าสถานการณ์จะมาถึงจุดๆ นี้ได้ก็ไม่รู้ต้องใช้เวลานานแค่ไหน

“จะเลือกตั้งก่อนหรือหลังปฏิรูปยังไม่สำคัญเท่ากับว่าจะเริ่มปฏิรูปโดยเร็วได้อย่างไร ดังนั้นทั้งสองฝ่ายต้องปรับท่าทีประนีประนอมเข้าหากัน” เดชรัตน์ กล่าว

ขณะที่ นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ เลขาธิการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ กล่าวว่า หากดูผลการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ยังไม่กล้าวิเคราะห์ใดๆ ทั้งสิ้น เพราะตัวเลขยังไม่ชัด สามารถถูกนำไปใช้ได้ทุกวิธี แต่ที่เห็นได้ชัดเจนคือรัฐบาลยังดื้ออยู่

“สถานการณ์แช่แข็งทางการเมืองแบบนี้ ตามหลักการ รัฐบาลที่ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมต้องลาออกไปแล้ว ไม่ใช่มาบอกว่ายังมีคนกลุ่มหนึ่งที่ยังชอบฉันอยู่” นพ.สมศักดิ์ กล่าว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท