
ไล่บี้คดี...รุกฆาตยิ่งลักษณ์
การชุมนุมของกลุ่ม กปปส.ลากยาวมานานกว่า 3 เดือน แต่ยังไม่สามารถ“ปิดเกม” บีบนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
การชุมนุมของกลุ่ม กปปส.ลากยาวมานานกว่า 3 เดือน แต่ยังไม่สามารถ“ปิดเกม” บีบนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลาออกจากการทำหน้าที่รักษาการ เปิดทางตั้ง “สภาประชาชน” เข้ามา “ปฏิรูป” ก่อน “เลือกตั้ง” ได้
การประลองกำลังวัด “ความอึด” ระหว่างรัฐบาล และ กปปส. จึงทำท่าจะยืดเยื้อยาวนานออกไป เมื่อฝั่ง “รัฐบาล” สั่งลุยเลือกตั้งใน 28 เขตที่ไม่มีผู้สมัครรอบแรก ขณะที่กปปส.ประกาศปักหลักชุมนุมต่อเนื่องจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย
ทว่า ในมุมของ กปปส. ปัญหาเวลานี้อยู่ที่ทุกกลยุทธ์ที่งัดมาใช้ตลอดการเคลื่อนไหวเริ่มจะถึงจุดอิ่มตัว ไม่ว่าจะนัดชุมนุมใหญ่ ดาวกระจาย ปิดล้อมกระทรวง ทบวง กรม เรียกร้องให้ข้าราชการ “เกียร์ว่าง” บีบให้รัฐบาลเดินหน้าต่อไปลำบาก ก่อนจะมาถึงชัตดาวน์กรุงเทพฯ
ยิ่งในวันที่รัฐบาลยังกัดฟันลุยต่อไปเรื่อยๆ ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายที่ กปปส.จะเดินหน้าสู่เป้าหมายอย่างที่ตั้งใจ เมื่อที่ผ่านมาได้ยกระดับเคลื่อนไหวจนใกล้จะชนเพดานภายใต้กรอบสันติอหิงสา การชุมนุมต่อเนื่องและยาวกว่า3 เดือน ย่อมมีผลให้มวลชนต้องอ่อนแรงลงไปเรื่อยๆ
ขณะที่รัฐบาลผ่านกลไกศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) เปิดเกมโต้กลับทั้งการออกหมายจับแกนนำ ไปจนถึงเพิ่มแรงบีบไปยังกลุ่มทุนท่อน้ำเลี้ยงที่ให้การสนับสนุน กปปส. หวังให้ กปปส.ค่อยๆ อ่อนแรงลงไปเอง ท่ามกลางบรรยากาศความรุนแรงที่เริ่มก่อตัวเพิ่มขึ้น
ท่าทีเวลานี้ไม่แปลกที่ กปปส.จะเริ่มมองหาแนวร่วมสร้างพันธมิตรดึง “ชาวนา” ที่กำลังเดือดร้อนจากนโยบายรับจำนำข้าวซึ่งไม่ได้รับเงินมานานกว่า 4 เดือน มาร่วมเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลอีกแรง เพราะนอกจากจะเป็นกลุ่มคนจำนวนมากในประเทศแล้ว ยังถือเป็นฐานเสียงสำคัญของเพื่อไทยที่จะยิ่งมีพลังเคลื่อนไหวบีบรัฐบาล
แต่จากท่าทีของรัฐบาลที่ดูจะไม่แยแสต่อแรงเสียดทานจากการเคลื่อนไหวภาคประชาชน การจะหวังจุดเปลี่ยนจากพลังการชุมนุมอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ สุดท้ายอาจจะต้องหวังพึ่งกลไกองค์กรอิสระอย่างศาลรัฐธรรมนูญหรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่มีหลายคดีซึ่งอยู่ในระบบรอการพิจารณาตัดสิน หลายคดีล้วนแต่สามารถส่งผลชี้ชะตาต่อตำแหน่งนายกฯยิ่งลักษณ์
อำนาจในมือองค์กรอิสระจึงอาจมีผลทำให้นายกฯ ต้องพ้นเก้าอี้ได้ง่ายกว่าแรงกดดันจากมวลชน โดยเฉพาะจำนวนคดีที่รอการตัดสินหากพลาดพลั้งจากคดีหนึ่งยังมีอีกหลายดาบที่รอฟันซ้ำ
เริ่มตั้งแต่ “โครงการรับจำนำข้าว” ที่นอกจากความล้มเหลวจนสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงแล้ว ในแง่คดีที่มีผู้ร้องเรียนให้ตรวจสอบความไม่โปร่งใสในหลายขั้นตอน เบื้องต้นขณะนี้ ป.ป.ช.ได้มีมตินำร่องแจ้งข้อกล่าวหากับ บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ตามมาด้วยคดีของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ต่อการละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ทั้งที่ ป.ป.ช.เคยมีหนังสือเตือนไปแล้วถึง 2 ครั้ง เข้าข่ายความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157
นอกจากนี้ ในส่วนของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ กรรมการ ป.ป.ช.มีมติให้กรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่เป็นองค์คณะไต่สวนข้อเท็จจริง ที่จะรวมพิจารณาทั้งคดีอาญาและคดีถอดถอนที่ 146 สส.พรรคประชาธิปัตย์ยื่นถอดถอนไว้ก่อนหน้านี้ มาร่วมพิจารณาคราวเดียว และน่าจะใช้เวลาพิจารณาไม่นาน ประเด็นสำคัญคือหากนายกฯ ยิ่งลักษณ์ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด จะมีผลทำให้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว และจะเป็นปัญหาครั้งใหญ่ต่อสถานะตำแหน่งนายกฯ รักษาการ
ไม่เพียงแค่คดีจำนำข้าว แต่ยังมีโครงการ บริหารจัดการน้ำและการพิจารณาคัดเลือกโครงการเพื่อออกแบบและก่อสร้างระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ภายใต้งบประมาณจาก พ.ร.ก.เงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งก่อนหน้านี้ศาลปกครองได้เคยวินิจฉัยไปแล้วว่าโครงการดังกล่าวไม่ได้มีการจัดทำผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และประชาธิปัตย์ได้ยื่นให้ ป.ป.ช.พิจารณาประเด็นการกู้เงินเพิ่มในขณะที่ พ.ร.ก.หมดอายุ
คดีนี้ ป.ป.ช.ได้เริ่มต้นพิจารณาตั้งอนุกรรม การไต่สวนไปตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค. นี่จึงเป็นอีกปมปัญหาที่นายกฯ จะต้องเผชิญในเวลาอีกไม่นานนับจากนี้
ต่อเนื่องด้วยคดีเก่าที่ประชาธิปัตย์เคยอภิปรายไม่ไว้วางใจปี 2555 กรณีการกระทำผิด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 103 ที่ระบุให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องสั่งหน่วยงานของรัฐประกาศราคากลางในฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ แต่ ครม.ไม่ได้ดำเนินการในเวลาที่ ป.ป.ช.ระบุไว้
คดีนี้ค่อนข้างชัดเจนว่า ครม.ไม่ได้ดำเนินการตามที่กฎหมายระบุ และเรื่องนี้อยู่ในมือ ป.ป.ช. ตั้งแต่ปี 2555 วิบากกรรมที่จะเผชิญจึงไม่น่าใช้เวลานานนัก
ที่ผ่านมา กปปส.เคยส่งตัวแทนเข้ายื่นหนังสือถึง ป.ป.ช.สอบถามความคืบหน้าเร่งรัดคดีต่างๆ เหล่านี้ และล่าสุด จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อดีตประธานวิปฝ่ายค้าน จะได้เข้าสอบถามความคืบหน้ากับ ป.ป.ช. ในแต่ละคดีที่ฝ่ายค้านเคยยื่นเรื่องไป
แม้แต่ละคดีอาจจะต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณา แต่ก็อาจจะเห็นผลได้เร็วกว่าการเคลื่อนไหวกดดันของมวลชน อีกด้านหนึ่งการออกมากระทุ้งไล่บี้คดีในมือ ป.ป.ช.ให้รีบดำเนินการพิจารณาแล้วยังช่วยเพิ่มแรงกดดันย้อนกลับไปยังนายกฯ ที่กำลังถูกบีบทุกทางให้ลาออกจากตำแหน่ง
การเปิดเกมไล่บี้คดีที่เกี่ยวพันไปถึงตำแหน่งนายกฯ ยิ่งลักษณ์ จึงถือเป็นการขยับรุกรัฐบาลครั้งใหม่ที่อาจจะเห็นผลได้ชัดเจนและรวดเร็ว โดยเฉพาะกับท่าทีลอยตัวไม่แยแสกับมวลชนที่ออกมาเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาล







