
การเมืองแทรกลากระบบการเงินทรุด
วิกฤตโครงการรับจำนำข้าว ที่รัฐบาลไม่มีเงินจ่ายชาวนากว่า 1 แสนล้านบาท
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
วิกฤตโครงการรับจำนำข้าว ที่รัฐบาลไม่มีเงินจ่ายชาวนากว่า 1 แสนล้านบาท นอกจากจะส่งผลกระทบต่อชาวนาไม่มีเงินไปใช้หนี้ และทำให้ภาพลักษณ์นโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันเสียแล้ว ยังส่งผลให้สถาบันการเงินอยู่ในภาวะลำบาก กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะรัฐพยายามใช้อำนาจโดยมือที่มองไม่เห็นบังคับให้สถาบันการเงินปล่อยกู้ให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จำนวน 1.3 แสนล้านบาท โดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกันอย่างไม่ถูกกฎหมาย
ปัญหาโครงการรับจำนำข้าวสาหัสมากขึ้น เมื่อรัฐบาลยุบสภาหนีตายจากมวลชนที่ออกมาต่อต้าน จนไม่ได้ดูหน้าดูหลังเตรียมการเรื่องอื่นๆ โดยเฉพาะเงินที่จะกู้มาจ่ายให้กับชาวนา ที่ควรดำเนินการตั้งแต่ก่อนยุบสภาแต่ไม่ได้ทำให้เรียบร้อย ซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 181(3) กำหนดไว้ไม่ให้รัฐบาลรักษาการอนุมัติโครงการใหม่ที่มีผลผูกพันไปถึงรัฐบาลใหม่ ทำให้รัฐบาลรักษาการชุดปัจจุบันติดหล่มไม่สามารถกู้เงินก้อนใหม่มาใช้ในโครงการรับจำนำข้าวได้
ที่สำคัญรัฐบาลเคยขออนุมัติการกู้เงินจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่ กกต.ไม่รับพิจารณา เพราะเห็นว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 181(3) ระบุไว้ชัดเจนว่าห้ามรัฐบาลทำอะไรบ้าง และไม่ได้ให้อำนาจ กกต.อนุญาตได้หรือไม่ได้ ก็ถือว่าเป็นการส่งสัญญาณจาก กกต.กลายๆ ว่ารัฐบาลรักษาการไม่สามารถกู้เงินก้อนใหม่ได้
แม้ว่ารัฐบาลจะแหวกทางกู้เงินโดยการใช้ความเห็นจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา แบบชนิดถามตอนเช้าได้รับคำตอบตอนเย็นว่า รัฐบาลรักษาการกู้เงินได้ แต่ก็ไม่ได้สร้างความมั่นใจให้กับสถาบันการเงินที่รัฐบาลจะไปขอกู้ว่าการกู้เงินจำนำข้าวของรัฐบาลดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย เพราะความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่ถือเป็นเด็ดขาด และความเห็นที่ออกมายังเป็นความเห็นของเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ไม่ใช่ขององค์คณะกรรมการกฤษฎีกาด้านกฎหมายการเงิน ซึ่งจะทำให้ความเห็นมีน้ำหนักมากกว่า
ยิ่งเมื่อภายหลังก่อนจะเชิญสถาบันการเงินมาประมูลเงินกู้จำนำข้าว พบว่ามีหนังสือของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ที่ลงนามโดย น.ส.จุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการ สบน. ที่ทำหนังสือถึงนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ว่าการดำเนินการกู้เงินอาจจะผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 181(3) และผู้ที่เกี่ยวข้องอาจจะถูกดำเนินคดีได้ ยิ่งทำให้สถาบันการเงินที่จะปล่อยกู้ผวาจนวงแตกมากขึ้น
ส่งผลให้การประมูลเงินกู้จำนำข้าวรอบแรกเมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา จำนวน 2 หมื่นล้านบาท สถาบันการเงินที่ได้รับหนังสือเชิญจากกระทรวงการคลังให้ประมูลเงินกู้ทั้ง 33 ราย ไม่มีรายไหนยื่นซองประมูลเงินกู้ เพราะฝ่ายกฎหมายของสถาบันการเงินทั้งหมดมีความเห็นตรงกันว่า การปล่อยกู้เสี่ยงผิดกฎหมายระดับมากถึงมากที่สุด จึงไม่เสี่ยงแม้ว่าอยากจะช่วยชาวนาให้พ้นจากความเดือดร้อนก็ตาม
ถึงแม้มีรายงานว่ามีสถาบันการเงินบางแห่งยื่นประมูลเงินกู้ ก็เป็นเพราะถูกรัฐบาลบีบให้ยื่นเข้าประมูลเพื่อไม่ให้เสียหน้าว่ารัฐบาลสิ้นราคาไม่มีเครดิต โดยให้ยื่นประมูลโดยเสนออัตราดอกเบี้ยสูงให้กระทรวงยอมรับไม่ได้ก็ยังดีกว่าไม่ใครยื่นเลย
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงการคลังบางรายยืนยันว่า สถาบันการเงินที่ยื่นซองประมูลเงินกู้ดังกล่าวไม่จริง เป็นเพียงการอุปโลกน์ของกระทรวงการคลังเพื่อรักษาหน้ารัฐบาลรักษาการเท่านั้น
แต่ที่แน่นอนไม่ใช่ข่าวลวง คือ กระทรวงการคลัง และรัฐบาลได้พยายามทุกวิถีทางบีบให้แบงก์ของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย และธนาคารทหารไทย ปล่อยกู้โครงการรับจำนำข้าว จนทั้งสามแบงก์สะเทือนเพราะลูกค้าเงินฝากจำนวนหนึ่งถอนเงินฝาก เพื่อเป็นการแสดงความไม่พอใจที่แบงก์สนับสนุนการปล่อยกู้แบบไม่ถูกกฎหมาย และยังเป็นการปล่อยกู้ในโครงการที่การทุจริตคอร์รัปชั่นของนักการเมืองและนายทุนที่อ้างว่าทำเพื่อช่วยชาวนา
รัฐบาลพยายามแทรกแซงแบงก์ให้ปล่อยกู้ถึงขนาดมีการต่อสายตรงนายแบงก์ต่างๆ ให้ใจอ่อนปล่อยกู้โครงการรับจำนำข้าว จนนายแบงก์หลายแห่งชีพจรลงเท้าเดินทางไปต่างประเทศกันเป็นแถว เพื่อลดแรงกดดันเพราะไม่ต้องการเอาแบงก์ไปเสี่ยงให้เสียหายจนลุกลามเอาไม่อยู่
ธนาคารทหารไทย เป็นหนึ่งในแบงก์ที่โดนบีบจากรัฐบาลอย่างหนัก ในฐานะถือหุ้นอันดับ 2 และมีบิ๊กกระทรวงการคลังสายตรงรัฐบาลนั่งเป็นทั้งประธานกรรมการ และประธานบริหาร แต่ฝ่ายบริหารไม่เล่นด้วย และอาจเปิดหมากลาจากตำแหน่งหากถูกบีบให้ทำผิดกฎหมาย ทำให้แบงก์สะเทือนได้ไม่คุ้มเสีย เพราะธนาคารที่พลิกฟื้นจากวิกฤตเมื่อหลายปีก่อนกลับมายื่นแข่งกับแบงก์ขนาดใหญ่ได้ในวันนี้ อาจจะต้องมีปัญหากลับไปเป็นวิกฤตเหมือนในอดีต
ตามมาด้วยธนาคารกรุงไทย ถือเป็นแบงก์ที่รัฐบาลบีบหนักที่สุด ที่จะให้ปล่อยกู้โครงการจำนำข้าว มีการรายงานว่ารัฐบาลต้องการให้ธนาคารปล่อยกู้ทั้งก้อน 1.3 แสนล้านบาท และมีข่าวลือเป็นรายวันคณะกรรมการที่ส่วนใหญ่เป็นคนของรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย มีการแอบประชุมลับอนุมัติการกู้เงินจำนำ ทำให้พนักงานของแบงก์ออกมาต่อต้าน และกรรมการผู้จัดการของธนาคารต้องออกมาปฏิเสธข่าวแทบจะวันหนึ่งสามเวลา
กลุ่มผู้บริหารและพนักงานของธนาคารที่ไม่เห็นด้วยของธนาคารกรุงไทย เกรงว่ายังมีการเผยแพร่ข้อมูลของผลกระทบจากการปล่อยกู้โครงการรับจำนำข้าวผ่านโลกออนไลน์ ว่า จากการตรวจสอบของฝ่ายกฎหมายของธนาคารกรุงไทยพบว่า การกู้เงินดังกล่าวผิดกฎหมายและจะทำสัญญาเงินกู้เป็นโมฆะ ซึ่งหากธนาคารไปปล่อยกู้ให้รัฐบาล 1.3 แสนล้านบาท จะส่งผลให้เงินนี้กลายเป็นหนี้เสียทันที มีผลทำให้เงินกองทุนของธนาคารหายหมดหน้าตัก ซึ่งหมายถึงหายนะของธนาคาร เพราะตามกฎหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อเงินกองทุนของธนาคารต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด จะต้องหยุดทำธุรกรรมและอาจจะถูกควบคุมจากแบงก์ชาติในที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกับผู้ฝากเงิน ข้อสังเกตนี้ไม่สามารถมองข้าวไปได้ การปล่อยกู้เงินโครงการจำนำข้าวอาจจะเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวทำให้แบงก์เจอวิกฤตสถาบันการเงินรอบใหม่นับตั้งแต่ปี 2540
ขณะที่ธนาคารออมสิน ก็เป็นแบงก์รัฐอีกแบงก์ที่โดนบีบให้ปล่อยกู้จำนำข้าว จนได้รับการต่อต้านจากสหภาพพนักงานของธนาคารอย่างหนัก เพราะไม่ต้องการให้แบงก์อยู่สภาพหนี้เสียท่วมแบงก์ อย่างกรณีของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ที่ปล่อยกู้ตามนโยบายรัฐบาลจนธนาคารเสียหายหนี้เสียท่วมธนาคาร เงินกองทุนแทบจะติดลบ ซึ่งหากใช้มาตรฐานแบงก์พาณิชย์ทั้งสองแบงก์ถือว่าอยู่ในภาวะล้มละลายไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ และควรจะถูกควบคุมเพื่อจำกัดความเสียหายไม่ให้เพิ่มมากกว่าที่เป็นอยู่
ขณะนี้ประเด็นเรื่องการหาเงินมาจ่ายชาวนา 1.3 แสนล้านบาท ในโครงการจำนำข้าว อ่อนไหวอย่างที่สุด มีข่าวลือเพียงนิดเดียวอาจจะทำให้เกิดการแห่ถอนเงิน และจะทำให้สถาบันการเงินอื่นมีปัญหาตามมาเป็นโดมิโน
ตัวอย่างการถอนเงินของประชาชนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นแล้วว่าการนำเอาการเมืองไปพัวพันกับธนาคารเป็นเรื่องที่อันตรายและรัฐบาลควรเลี่ยง เพราะจะได้ไม่คุ้มเสียจริงๆ







