
ตรวจฐานที่มั่นตะวันตกทัพหน้าม็อบชาวนา
ทีมข่าวภูมิภาค
ทีมข่าวภูมิภาค
กลุ่มชาวนาจากจังหวัดต่างๆ ซึ่งยกขบวนมาปักหลักเรียกร้องเงินค่าจำนำข้าวอยู่หน้ากระทรวงพาณิชย์ ฟ้องความล้มเหลวนโยบายจำนำข้าวของรัฐบาล อาจยังไม่คึกคักล้นหลาม ด้วยกำลังที่เข้ามาชุมนุมแบบปักหลักนั้นยังมีจำนวนไม่มากนัก ที่สำคัญมาจากพื้นที่ 20 จังหวัดในเขตภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันตก และภาคตะวันออก ขณะที่ชาวนาภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางนั้น ยังคงเป็นการเคลื่อนไหวชุมนุมเรียกร้องในพื้นที่ตัวเอง ไม่มีท่าทีชัดเจนว่าจะเข้ามาร่วมประท้วงใน กทม.หรือไม่
ประเด็นสำคัญในการเคลื่อนไหวของกลุ่มชาวนาภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้านหนึ่งคือฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย ส่วนภาคกลางนั้นเป็นพื้นที่ของพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งล้วนเป็นพรรครัฐบาล สัดส่วนการจ่ายเงินค่าจำนำข้าวให้กลุ่มชาวนาในพื้นที่เหล่านี้นั้นมากกว่าภาคอื่นๆ
แกนนำชาวนาภาคกลางคนหนึ่ง เปิดเผยว่า เมื่อชาวนารวมตัวกันเรียกร้องทวงถามค่าจำนำข้าวตั้งแต่หลายเดือนก่อน ก็มีกลุ่มการเมืองในพื้นที่มาเจรจาสัญญาว่าจะเร่งโอนเงินมาให้ชาวนา ซึ่งกลายเป็นเงื่อนไขทำให้ชาวนายังไม่กล้าที่จะขยับ หรือตัดสินใจยกระดับการเรียกร้อง เพราะเกรงว่าอาจทำให้ไม่ได้รับเงิน
“ก่อนนี้มีความเคลื่อนไหวผ่านสภาเกษตรจังหวัดต่างๆ ประชุมกันว่าจะนัดรวมตัวแต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะมีนักการเมืองมาเจรจา ขณะที่รัฐบาลก็โอนเงินมาให้ทีละก้อน 100 ล้านบาท 500 ล้านบาท ค่อยๆ จ่ายให้ชาวนา การนัดรวมตัวกันจึงทำได้ยากเพราะกลัวว่าถ้าออกตัวมากไปจะทำให้ไม่ได้รับเงิน”
พรมมา บุญช่วย ประธานสภาเกษตรกร จ.สุพรรณบุรี ยอมรับว่า มีการแทรกแซงจากนักการเมืองไม่ให้เดินทางเข้าไปร่วมปิดถนน โดยขอตั้งเวทีใหญ่ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัด ให้สมาชิกสภาเกษตรกรแต่ละอำเภอได้ขึ้นเวทีชี้แจงชาวนาที่ประสบปัญหาว่าเป็นอย่างไรจึงได้รับเงินช้า
ขณะที่องค์กรที่เคยเป็นตัวแทนปากเสียงเรียกร้องราคาข้าวให้แก่ชาวนาอย่างสมาคมชาวนาไทย ก็เกิดปัญหาแตกแยกภายในโดยแกนนำ 2 กลุ่ม ในช่วง 34 ปีก่อนหน้านี้คือ กลุ่มของ ประสิทธิ์ บุญเฉย อดีตนายกสมาคมที่แยกมาตั้ง สมาคมชาวนาข้าวไทย โดยตัวประสิทธิ์เองก็มีสายสัมพันธ์เคยมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์
ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งนำโดย วิเชียร พวงลำเจียก ซึ่งพยายามรักษาฐานสมาคมชาวนาไทยเอาไว้ โดยปรับปรุงโครงสร้างและตั้งสมาคมใหม่ชื่อ สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย โดยที่ตัวเขามีตำแหน่งเป็นนายกฯ ที่สำคัญ วิเชียรนั้นมีสายสัมพันธ์อันดีกับนักการเมืองพรรคเพื่อไทยในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา จึงไม่แปลกที่ผ่านมาวิเชียรจะให้การสนับสนุนนโยบายจำนำข้าวอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าชาวนานั้นขาดประสบการณ์ในกระบวนการจัดตั้งกลุ่มมวลชน ม็อบชาวนาที่ผุดขึ้นในพื้นที่ต่างๆ จึงมีลักษณะเช้าไปเย็นกลับ ปิดถนนช่วงกลางวัน ตกเย็นก็แยกย้ายกันกลับบ้าน รุ่งเช้าวันต่อมาก็รวมตัวกันใหม่ ซึ่งปัญหาสำคัญคือไม่มีการสนับสนุนในด้านต่างๆ ทั้งอาหารการกิน รวมทั้งอุปกรณ์ขยายเสียง
“พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามก็ไม่อยากเข้ามา ถึงแม้จะเข้ามาช่วยชาวนาก็ไม่เอา แต่ก็มีบ้างที่ช่วยเหลือกันเล็กๆ น้อยๆ เช่น ให้เงินช่วยเหลือ หารถติดเครื่องขยายเสียงมาให้ แต่ก็ไม่ได้เข้ามาจัดตั้งหรือเป็นแกนนำ”
แกนกลางในการประสานชาวนาในพื้นที่ต่างๆ ให้มารวมตัวกัน จึงเป็นในลักษณะความสัมพันธ์ส่วนตัว เช่น กลุ่มชาวนาภาคกลาง ที่เคยรวมตัวปิดถนนสายเอเซียช่วง อ.ไชโย จ.อ่างทอง เมื่อเร็วๆ นี้ ตัว เสมียน หงษ์โต นอกจากมีฐานะเป็นประธานเครือข่ายชาวนาภาคกลาง ซึ่งเคยมีประสบการณ์นำชาวนา 9 จังหวัดภาคกลางบุกกระทรวงพาณิชย์ เรียกร้องการแก้ปัญหาราคาข้าวในช่วงรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ อีกด้านหนึ่งก็มีตำแหน่งเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (สจ.) สุพรรณบุรี มีเครือข่ายกว้างขวางในพื้นที่ อ.บางปลาม้า สองพี่น้อง และอู่ทอง และข้ามไปถึง จ.กาญจนบุรี และนครปฐม ซึ่งเป็นกำลังหลักของกลุ่มชาวนาที่ปักหลักอยู่หน้ากระทรวงพาณิชย์ในขณะนี้
แต่บทบาทการนำม็อบนั้นเป็น ประสิทธิ์ ซึ่งมีฐานอยู่ใน อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี พื้นที่ติดต่อกับสุพรรณบุรี ซึ่งหากบทบาทการนำของทัพหน้าชาวนาครั้งนี้ได้ผล ก็อาจมีทัพหนุนมาจากภาคอื่นๆ







