
วิธีเอาชนะคนหน้าด้าน
ผู้เขียนจำได้ว่าหลายๆ ครั้งที่คุยกันถึงปัญหาต่างๆ กับท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านมักจะกล่าวอ้างถึง “ชัยมงคลคาถา”
“ศาสนาพุทธมีวิธีเอาชนะคนหน้าด้าน”
ผู้เขียนจำได้ว่าหลายๆ ครั้งที่คุยกันถึงปัญหาต่างๆ กับท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านมักจะกล่าวอ้างถึง “ชัยมงคลคาถา” หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “คาถาพาหุง” ที่ขึ้นต้นว่า “พาหุง สะหัส...” และในท่อนท้ายที่จำกันได้ดีว่า “ตันเตชะสา ภะวะตุเต ชะยะมังคะลานิฯ” ว่านี่คือ “สุดยอดคาถา” ในการเอาชนะปัญหาต่างๆ รวมทั้งปัญหา “คนหน้าด้าน” นี้ด้วย
ศาสตราจารย์พิเศษเสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต อธิบายไว้ในวิกิพีเดียกล่าวว่า คาถาพาหุงเรียกเป็นทางการว่า “ชยมังคลอัฏฐคาถา” แปลว่า “คาถาว่าด้วยชัยชนะ 8 ประการอันเป็นมงคลของพระพุทธเจ้า” แต่งขึ้นโดยพระมหาพุทธสิริเถระ เมื่อ พ.ศ. 2006 ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา ในประวัติศาสตร์กล่าวว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงเจริญธรรม (สวดมนต์) ด้วยบทสวดนี้เป็นประจำทั้งในพระบรมมหาราชวังและในยามที่ออกศึก
ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกาศสงครามกับเยอรมนี ออสเตรีย และฮังการี เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ก็ทรงนำกองทัพสวดคาถาพาหุง พร้อมคำแปลที่ทรงพระราชนิพนธ์เป็นวสันตดิลกฉันท์ แล้วร้องด้วยทำนองสรภัญญะ ที่กระทรวงศึกษาธิการเอามาให้นักเรียนท่องจำเป็นสิริมงคล ที่มีบทขึ้นต้นว่า “ปางเมื่อพระองค์ปะระมะพุท ธะวิสุทธศาสดา ตรัสรู้อนุตะระสะมา ธิ ณ โพธิบัลลังก์” และท่อนก่อนสุดท้ายที่เป็นบทอวยพรว่า “ด้วยเดชะสัจจะวะจะนา และนมามิองค์สาม ขอจงนิกรพละสยาม ชนะสิทธิทุกวาร”
สำหรับบทสวดที่เป็นภาษาบาลีจะมีอยู่ 9 บท โดยบทที่ 1 ถึงบทที่ 8 จะกล่าวถึงชัยชนะที่สำคัญของพระพุทธเจ้าจำนวน 8 ครั้ง
ครั้งแรก เอาชนะพญามารที่มีแขนพันแขนที่ขี่ช้างคีรีเมขลังซึ่งกำลังตกมัน พร้อมเสนามารมืดฟ้ามัวดิน แต่ก็ทรงเอาชนะด้วย “ทาน” หรือการให้
ครั้งที่สอง เอาชนะอาฬวกยักษ์ที่ดื้อด้านและดุร้ายที่ท้ารบพระพุทธองค์อยู่ตลอดคืน แต่ก็ทรงเอาชนะด้วย “ขันติ” หรือความอดทน
ครั้งที่สาม เอาชนะพญาช้างชื่อนาฬาคิรี ซึ่งดุร้ายประดุจไฟป่า ก็ทรงเอาชนะด้วย “เมตตา” หรือเอาน้ำเย็นเข้าลูบ
ครั้งที่สี่ เอาชนะองคุลิมาลจอมโจรที่ฆ่าตัดเอานิ้วผู้คน ก็ทรงเอาชนะด้วย “อิทธิ” หรือการดลบันดาลใจให้กลับเนื้อกลับตัว
ครั้งที่ห้า เอาชนะนางจิญจมาณวิกา ซึ่งใส่ร้ายว่าท้องกับพระพุทธเจ้า ก็ทรงเอาชนะด้วย “ทมะ” หรือการข่มใจจนความจริงปรากฏ แล้วธรณีก็สูบผู้ให้ร้ายนั้น
ครั้งที่หก เอาชนะสัจจกนิครนถ์ผู้ถือตัวว่าฉลาดและเก่งเหนือคนอื่น ก็ทรงเอาชนะด้วย “ปัญญา” คือชี้แจงจนรู้แจ้ง
ครั้งที่เจ็ด เอาชนะพญานาคชื่อนันโทปนันทะที่มีฤทธิ์มาก พระพุทธเจ้าทรงมีบัญชาให้พระโมคคัลลานะไปปราบด้วยการแสดงฤทธิ์ที่เหนือกว่า
และครั้งที่แปด เอาชนะพกาพรหมผู้ถือตัวว่ามีความบริสุทธิ์และมีฤทธิ์ ก็ทรงเอาชนะด้วย “ฌาน” คือการรู้แจ้งหยั่งถึงภูมิปัญญาของพกาพรหม
ส่วนบทสวดที่ 9 สุดท้ายนั้นจะเป็นการให้พร ที่แปลเป็นไทยแล้วมีความว่า “คนมีปัญญาสวดพุทธชัยมงคลคาถาทั้ง 8 นี้เป็นประจำโดยไม่เกียจคร้าน พึงขจัดอุปัทวันตรายทั้งหลายได้ บรรลุถึงซึ่งพระนิพพานอันเป็นสุข”
เช่นเดียวกันกับท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ท่านจะสวดคาถาพาหุงนี้อยู่บ่อยๆ อย่างครั้งหนึ่งที่ผู้เขียนแอบได้ยินใน พ.ศ. 2523 ขณะที่กำลังมีการจัดตั้งรัฐบาลเปรม 1 หลังจากที่ต้องต้อนรับขับสู้กับคนที่มาวิ่งเต้นเป็นรัฐมนตรีมาทั้งวัน คืนนั้นท่านก็จับไข้ต้องมีคนไปนอนเฝ้าไข้ ผู้เขียนจึงได้ยินท่านสวดคาถาพาหุงดังกล่าว หรืออีกครั้งหนึ่งใน พ.ศ. 2530 ที่ทหารพรานบุกบ้านพร้อมกับที่ “ลูกพ่อจิ๋ว” มาข่มขู่ให้ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ขอโทษพ่อของเขา พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่ไปบรรยายทางวิชาการว่าแกเป็นคอมมิวนิสต์ คืนนั้นท่านก็สวดพาหุงก่อนนอน
มีเสือใบสุนัขตัวโปรดหมอบฟังสวดอยู่ด้วย
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้เขียนบทความถึง “อานุภาพ” ของคาถาพาหุงไว้บ่อยครั้ง ซึ่งผู้เขียนขอนำมากล่าวโดยย่นย่อว่า หนึ่ง ทำให้จิตใจเราสงบ เพราะต้องทำสมาธิอยู่กับบทสวด ซึ่งถ้าใครเคยบวชเป็นพระก็จะจำได้ไม่ยาก เพราะต้องสวดทุกครั้งในงานมงคลต่างๆ สอง ทำให้จิตใจเราเข้มแข็ง เพราะได้ระลึกถึงพระพุทธคุณที่ทรงเอาชนะภัยต่างๆ มาได้หลายครั้ง เป็นขวัญและกำลังใจให้เรามีความรู้สึกดีในยามที่เผชิญอันตรายหรือทุกข์โศกต่างๆ และสาม ทำให้เรามีจิตใจมุ่งมั่นต่อสู้ เพราะศัตรูทั้งหลายย่อมมีจุดอ่อน อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงชี้แนะถึงเทคนิควิธีในการที่จะเอาชนะความชั่วร้ายทั้งแปดนั้นด้วยรูปแบบและวิธีการต่างๆ
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้ใช้วิธีการในคาถาพาหุงนี้แก้ไขปัญหา หรือ “ปราบ” สิ่งต่างๆ เสมอๆ เอาที่ง่ายๆ และมีคนทำกับท่านบ่อยๆ คือการขอเงิน ถ้าเป็นเล็กๆ น้อยๆ เป็นค่าข้าว ค่ารถ ท่านก็ให้ “ทาน” อยู่เป็นประจำ และหลายครั้งมาขอเงินจากท่านเป็นแสนเป็นล้าน ท่านก็บอกว่าท่านไม่เคยเห็นเงินขนาดนั้น ท่านก็จะให้ไปวาดรูปมาให้ท่านดู (ผู้เขียนต้องรีบไปหากระดาษและปากกามาให้ “ขอทาน” คนนั้นในทันที) หรือที่มีมากอีกพวกหนึ่งก็คือคนบ้าและคนเมา ท่านก็จะแสดง “อิทธิฤทธิ์” ด้วยการแสดงความบ้าหรือความเมาให้ยิ่งกว่าเพื่อ “ปราบ” คนเหล่านั้น
ส่วน “คนหน้าด้าน” ก็มีมาให้ท่านปราบบ่อยๆ นอกจากพวกคนขี้ขอทั้งเงินและตำแหน่งต่างๆ แล้ว ก็คือพวกที่มาตื๊อให้ท่านไปพูด ไปเปิดงาน ที่ก็ต้องมีความขัดข้องเป็นธรรมดาถ้าเกิดมีธุระอื่นที่จะต้องทำ ท่านจึงต้องปฏิเสธไปบ่อยๆ แต่มีหลายครั้งที่บรรดา “เจ้าภาพ” เหล่านี้ “ตื๊อดื้อด้าน” ไม่ยอมลดรา จะเอาท่านไปให้ได้ ท่านจึงต้องแสดง “อิทธิฤทธิ์” ที่เป็นทั้ง “อารยะ” และ “อนาอารยะ” ขัดขืนอยู่หลายครั้ง เช่น นอนหน้าลิฟต์เพราะคนเชิญตามตื๊อจะขึ้นไปเชิญท่านที่บนห้องโรงแรม (เวลาไปต่างจังหวัด) ยกเท้าให้คนเชิญในขณะที่ท่านกำลังทานอาหาร แม้กระทั่งให้คน (อย่างผู้เขียนที่เป็นเลขานุการ) เอาเชือกมามัดท่านติดกับเก้าอี้เพื่อให้คนที่ตื๊อนั้นอาย
ถ้าท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ยังมีชีวิตอยู่มาเจอความ “หน้าด้านหน้าทน” ของนายกฯ และรัฐบาลนี้ ก็คงจะมีวิธีแก้ปัญหาได้ ถ้าจะให้เดาท่านน่าจะทำเหมือนกับที่คนทั้งหลายกำลังทำอยู่
เอาความดีชนะความชั่ว ไล่ให้ไปอยู่ที่ต่างประเทศทั้งโคตร!







