
ปรากฏภากรณ์ "อีสานกลับใจ"
ศึกเก่ายังไม่ทันสิ้นไป ศึกใหม่เข้ามารุมเร้า สำหรับสภาวะเป้านิ่งของรัฐบาลที่กำลังถูกแรงโจมตีทุกทิศทางจากสถานการณ์ชุมนุมยืดเยื้อ
โดย...ชุษณ์วัฏ ตันวานิช
ศึกเก่ายังไม่ทันสิ้นไป ศึกใหม่เข้ามารุมเร้า สำหรับสภาวะเป้านิ่งของรัฐบาลที่กำลังถูกแรงโจมตีทุกทิศทางจากสถานการณ์ชุมนุมยืดเยื้อของกลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ต่อด้วยการลุกฮือของเกษตรกรชาวนาทวงเงินจากโครงการรับจำนำข้าว
จากภาพลักษณ์พรรคที่มีจุดแข็งด้านนโยบายสุดแกร่ง แต่เวลานี้แบรนด์เพื่อไทยเริ่มเสื่อมมนต์ขลังลงอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่เพียงสร้างวีรกรรมดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ปลุกม็อบกลุ่มคนชั้นกลาง ขณะเดียวกันโครงการจำนำข้าวที่เป็นนโยบายสร้างแผลร้าวให้กับรัฐบาลมานานกลับมาเพิ่มเชื้อไฟจุดม็อบกลุ่มฐานเสียงของเพื่อไทยให้มาร่วมขับไล่รัฐบาลอีกแรง
อิสสระ สมชัย แกนนำเลือดอีสานหนึ่งเดียวใน กปปส. ให้สัมภาษณ์ “โพสต์ทูเดย์” สะท้อนปรากฏการณ์ชุมนุมของกลุ่มมวลมหาประชาชนจวบจนถึงม็อบชาวนาล่าสุด ผ่านมุมที่เขามองว่าวันนี้กลุ่มฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว!
“การเลือกตั้งที่ผ่านมาชัดเจน พรรคเพื่อไทยอาจยังได้คะแนนนำอยู่ แต่หลายแห่งแพ้ และหลายแห่งทิ้งคู่ต่อสู้ไม่มาก ส่วนคะแนนโหวตโนมากขึ้นเป็นหลายสิบเปอร์เซ็นต์ ผมอยู่กับคนอีสานมา มันเป็นตัวชี้วัดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เหมือนการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ ที่ผ่านมาบรรดาแรงงาน คนงานอีสานใน กทม.เยอะ มาก เขาจะโทรไปบอกพ่อแม่ที่บ้านให้ไปเลือกพรรคเพื่อไทย เพราะอยากได้ค่าแรง 300 บาท เงินเดือน 1.5 หมื่นบาทปริญญาตรี ก็เลยโทรไปบอก แต่เลือกตั้งครั้งนี้เปลี่ยนไป เขาโทรไปบอกว่าครอบครัวเขาอย่าเลือกพรรคเพื่อไทย
...เพราะคนที่มาชุมนุมกับมวลมหาประชาชนใน กทม.ครั้งนี้มีทั้งคนหนุ่มคนสาวที่มีความคิดทางการเมือง เย็นๆ เลิกงานไปฟังปราศรัยกับเพื่อน พอเขาฟังบ่อยเข้า เขาก็เห็นว่าคนที่มาฟังมีทั้งระดับเขา มีระดับเศรษฐีมีเงินก็มี ระดับต่ำกว่าเขาก็มี เขาจึงเกิดคำถามว่าคนพวกนี้มาเพื่ออะไร เขานั่งฟังไปปัญหามันก็ตรงกับที่ตัวเขาเจอในชีวิต ทั้งสินค้าราคาแพง จำนำข้าว ค่าแรงที่บอกว่า 300 บาทมันก็ไม่ได้ การเลือกตั้งครั้งนี้จึงมีคนอีสานจำนวนมากโทรไปบอกพ่อแม่ที่บ้านว่าอย่าไปเลือกพรรคเพื่อไทย”
อดีต สส.อุบลราชธานี 7 สมัยผู้นี้บอกว่า กระแสคนอีสานหนุนพรรคเพื่อไทยเริ่มแผ่วลง ไม่ได้เพิ่งปรากฏเมื่อครั้งเลือกตั้ง 2 ก.พ. แต่ส่งสัญญาณมาตั้งแต่เมื่อครั้งกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นัดระดมพลที่ราชมังคลากีฬาสถานช่วงปลายเดือน พ.ย.
“การระดมแดงอีสานไม่เหมือนเดิมแล้ว สมัยก่อนถ้ารวบรวมแดงอีสานจะมาเป็นกองทัพเลย แต่ตอนนี้เห็นไหม ไม่ว่าราชมังคลาฯ หรือที่ไหนๆ จตุพร พรหมพันธุ์ ก็ดี ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ก็ดี ประกาศจะเอาคนมาเป็นแสนๆ แต่ไม่ถึงเป้า มาแล้วก็รีบกลับด้วย ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนเสื้อแดงเองก็ได้รับผลกระทบจากการบริหารงานของรัฐบาลชุดนี้ ความคิดทางการเมืองพวกเขาไม่ถึงกับต้องเปลี่ยน แต่เรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง ความเป็นอยู่ มันกระทบกับเขาโดยตรง ขายข้าวไม่ได้ จำนำไม่ได้เงิน เขาก็เริ่มคิดแล้วว่ากูจะตัดสินใจเดินร่วมไปกับพรรคเพื่อไทยต่อไปอีกหรือไม่
...แล้วเรื่องจำนำข้าวนี่ หลอกแล้วหลอกอีก ผิดกับนโยบายที่บอกเขาว่าจำนำข้าวทุกเม็ด 7 วันได้รับเงิน แต่นี่มันสี่ห้าเดือนไปแล้ว เงินก็ไม่ได้ ชาวนาภาคอีสานส่วนหนึ่งต้องเอาใบประทวนไปจำนำกิน กลายเป็นจำนำสองรอบ รอบแรกเอาข้าวจำนำได้ใบประทวนมา รอบสองเอาใบประทวนไปจำนำ ถ้าขายขาดเลยก็อาจจะได้สูงไปนิด แต่ถ้าจำนำก็จะมีความคาดหวังว่าจะได้เงิน หลังๆ คนอีสานฆ่าตัวตายเพราะเป็นหนี้เยอะ เงินรับจำนำไม่ได้แล้วหนี้ยังมาเร่งรัดอีก มันสะท้อนว่าปัญหาทางเศรษฐกิจทำให้ความคิดเขาเปลี่ยนแปลงไป ทำให้เขาไม่เหมือนเดิมแล้ว”
อิสสระ ย้ำว่า ไม่เพียงฝ่ายบริหารที่ล้มเหลวด้านการขับเคลื่อนนโยบาย แต่ซ้ำร้าย “ผู้แทนราษฎร” พรรคเพื่อไทยของคนอีสาน ก็บกพร่องในการทำหน้าที่เป็นปากเสียงให้คนในพื้นที่ตัวเอง
“ผมก็มีเพื่อนนักการเมืองอยู่ในซีกพรรคเพื่อไทยแท้ๆ ผมพยายามถามว่าประเทศชาติมันถูกเอารัดเอาเปรียบโดยคนตระกูลเดียวและพรรคคุณทั้งนั้น ทั้งกฎหมายนิรโทษกรรม จำนำข้าวไม่ได้เงิน แผนกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ที่กู้โดยไม่ผ่านวิธีการงบประมาณ ที่สำคัญหนี้ส่วนนี้มันผูกพันคนทั้งประเทศ 50 ปี รวมทั้งคนอีสานทำไร่ไถนาต้องมาผูกพันหนี้ด้วย
ผมก็ถามว่า แล้วทำไมคุณไม่คัดค้านแนวทางอะไรในพรรคเลย เขาบอกว่า ก็อยากคัดค้าน แต่ทำไม่ได้ เพราะกลัวเขาจะไม่ส่งลงสมัครสมัยหน้า ก็แสดงว่า สส.กลุ่มนี้เขาเล่นการเมืองเพื่อคนกลุ่มเดียว คิดอย่างเดียวว่าจะทำอย่างไรที่เขาจะได้กลับมาเป็นผู้แทนฯ อีก เขาคิดอยู่แค่นั้น แล้วถามว่าใครจะมาทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน”
ด้วยเหตุนี้ อิสสระ มองว่า ความไม่พอใจรัฐบาลพรรคเพื่อไทยของคนอีสานเริ่มก่อตัวเป็นเอกภาพมากขึ้น ทำให้จำนวนไม่น้อยตัดสินใจเข้าร่วมกับ กปปส.ขับไล่รัฐบาล
“อาจจะไม่ถึงกับว่าพลิกฝ่ามือ แต่ผมว่ามันเริ่มเปลี่ยน ตอนนี้ทุกจังหวัดก็ว่าได้ ที่มีการสร้างแนวร่วมให้เรา สร้าง กปปส.ระดับจังหวัด กปปส.ระดับอำเภอ ซึ่งไม่ได้ผูกพันกับพรรคประชาธิปัตย์ เเละผมไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่เขาสร้างมาเอง แล้วก็เป็นเรื่องแปลก เมื่อก่อนคนอีสานมาร่วมชุมนุมทางการเมือง หนึ่ง คุณต้องหารถให้ สอง คุณต้องจ่ายรายวัน สาม คุณต้องหาข้าวให้กิน แต่ปรากฏการณ์คนอีสานที่มานี้ไม่มีใครเรียกร้องเลย เขาตั้งกลุ่มลงขันเรี่ยไรเงินมากันเอง เอาคนมาตั้งครัว ปักหลักชุมนุม พอเงินหรือเสบียงหมด เขาบอกว่าขอกลับบ้านก่อนนะ ไปรวบรวมทุนใหม่ มันกลายเป็นปรากฏการณ์แบบนี้
แม้จะไม่เปลี่ยนเป็นภาพวงกว้างมาก แต่ถือเป็นจุดสำคัญในการเริ่มจุดประกายความคิดคน 3 เดือนที่ผ่านมา เขาเข้าใจเพิ่มมากขึ้น ประชาชนอีสานคิดว่าเขามีภารกิจในการต่อต้านรัฐบาลอยู่ 2 อย่าง อย่างแรกคือ เรื่องการปฏิรูป สองคือ เรื่องปากเรื่องท้อง การรับจำนำข้าวที่เขาไม่ได้เงิน เพราะเป็นเรื่องปากเรื่องท้องเขาโดยตรง”
ในฐานะลูกอีสาน รู้หัวอกหัวใจคนอีสานลึกซึ้ง อิสสระ จึงถูกมอบหมายภารกิจจาก สุเทพ เทือกสุบรรณ หัวขบวน กปปส. ให้เป็นขุนพลอีสานคุมทัพมวลชนเวทีลาดพร้าวที่ล้วนแล้วแต่เป็นคนบ้านเดียวกับเขาเสียส่วนใหญ่ มาร่วมขบวนการต่อสู้บนสมรภูมิห้าแยกลาดพร้าวที่ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์เสี่ยงต่ออันตรายเป็นอย่างยิ่ง
“เฉพาะเวทีลาดพร้าวมีคนอีสานไม่ต่ำกว่าพัน เป็นกำลังหลักอยู่เลย ร่วมเป็นร่วมตายกันมา เพราะจุดที่ผมอยู่เป็นจุดที่เสี่ยงที่สุด ด้วยสภาพภูมิประเทศ คือ หนึ่ง มีทางด่วนโทลล์เวย์คร่อมทางแยกทั้งหมด 5 เส้นทาง สอง ตึกสูงที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ ฝั่งธนาคารทหารไทย เสี่ยงต่อการลอบทำร้ายเหมือนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 สาม ฝั่งสวนจตุจักร สวนรถไฟ ที่เป็นแนวราบ สวนสาธารณะ คนเข้าออกง่าย โจมตีโดยใช้มอเตอร์ไซค์ มาปุ๊ป โยนอะไรใส่แล้วขับหนีได้เลย สะดวกมาก ดังนั้นต้องวางการ์ดเฉพาะฝั่งนี้คืนละนับร้อยคน
...ตลอดการชุมนุมเวทีนี้จะมีระเบิดปิงปอง เสียงปืนยิงตลอดเวลา บางครั้งมีชิ้นส่วนระเบิดกระเด็นมาด้วย ที่ร้ายแรงที่สุดคือการยิงเอ็ม 79 จากบนโทลล์เวย์ดอนเมือง ดินแดง แต่โชคดีไม่โดนคนมาชุมนุม เพราะตกเลยไปจากที่คนนอนอยู่ 15 เมตรไปกระแทกอาคารระบายอากาศของรถไฟฟ้าใต้ดินเสียก่อน จนชิ้นส่วนแตกกระจาย มีคนซึ่งนอนห่างจากจุดนั้นประมาณ 15 เมตร บาดเจ็บไม่มาก นับว่าโชคดี เพราะถ้ามันตกก่อนสัก 15 เมตร คนจะตายกันเป็นสิบเลย
แล้วคนพวกนี้ที่ออกมาเขาไม่กลัวความเสี่ยงเลยนะ เสียงปืนดังตู้มต้าม ระเบิดเอ็ม 79 ลง พวกเขาจะเฉย นอนอยู่ในเต็นท์เฉยเลย ตื่นเช้ามาก็มาถามเท่านั้นเอง แต่ที่มีผลต่อจิตใจของพวกเขามากกว่า คือ การย้ายเวทีจากลาดพร้าวยุบรวมสวนลุมพินี เพราะเขารู้สึกว่าลาดพร้าวมันคือถิ่นอีสาน เพราะเวทีมันใกล้กับสถานีขนส่งหมอชิต เส้นทางไปอีสานมันอยู่ตรงนั้น การหนีไกลจากหมอชิตมันทำให้เขารู้สึกว่าเหมือนหนีไกลอีสาน หนีไกลเหนือไปด้วย เขาจะรู้สึกว่ามาไกลแล้ว มันไม่ใช่บ้านเราแล้ว คือ ถ้าให้เขาโหวตกันตอนนี้ว่าย้ายเวทีกลับลาดพร้าวไหม เขาตัดสินใจกลับล้านเปอร์เซ็นต์”
ในฐานะหัวเรือ กปปส.ปีกอีสาน อิสสระ บอกไปยังมวลชนว่า มั่นใจว่าวันนี้ยังไงก็ต้องชนะ เพียงแต่ขอให้มวลชนอย่าถอดใจ เพราะนี่ถือเป็นจังหวะเดียวที่สามารถเอาชนะรัฐบาลเพื่อไทยได้
“นี่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับบ้านเมืองเวลานี้ที่ กปปส.สามารถทำงานแล้วหยิบยื่นโอกาสให้แก่ประเทศชาติและพี่น้องประชาชนได้ วันนี้คนอีสานเริ่มเห็นแล้วออกมาช่วยเยอะ แต่ถามว่าพอไหม เราต้องการจะให้มาช่วยมากกว่านี้ อยากจะฝากไปยัง พี่น้องว่าเราเคยเลือกพรรคการเมืองที่มีแต่ให้ประชานิยม แต่ประชานิยมที่เลือกไปมันย้อนกลับมากินเราแล้วในเวลานี้ ถ้าเรายังไม่รู้สึกตื่นตัว เราก็จะเจอปัญหาอย่างเรื่องจำนำข้าวที่ทำให้เราไม่มีอันจะกินอยู่ตอนนี้
...เเล้วเราก็เห็นแล้วว่าผู้แทนฯ หวังเพียงอย่างเดียวว่าจะได้รับการเลือกจากพรรคให้ส่งเลือกตั้งครั้งต่อไป ซึ่งคนพวกนี้ควรจะตัดสินใจได้แล้วว่าต้องเล่นการเมืองเพื่อประชาชนและประเทศชาติ ไม่ใช่กลายเป็นว่าไม่ช่วยประชาชนแล้วกลัวพรรคจะไม่ส่งลง ถ้าเป็นแบบนี้คุณไม่ได้เล่นการเมืองเพื่อประชาชน แต่คุณเล่นการเมืองเพื่อตัวเอง เพื่อพรรค ถามว่าแล้วประชาชนจะได้อะไร ดังนั้นผมอยากจะบอกประชาชนภาคอีสานว่า อยากให้ออกมา เพราะโอกาสอย่างนี้เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่จะปฏิรูปประเทศไทย”







