posttoday
28เขตภาคใต้จุดเสี่ยงเลือกตั้งโมฆะ

28เขตภาคใต้จุดเสี่ยงเลือกตั้งโมฆะ

09 กุมภาพันธ์ 2557

ถ้ารัฐบาลและ กกต.ร่วมกันออกพระราชกฤษฎีกาใหม่ย่อมถูกตีความได้ว่าเป็นการยุบสภารอบที่สอง และได้กำหนดวันเลือกตั้งใหม่ขึ้นมาอีกวัน

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

สถานการณ์ทางการเมืองหลังจากผ่านการเลือกตั้งใหญ่เมื่อวันที่ 2 ก.พ. มาเกือบหนึ่งสัปดาห์ ดูเหมือนว่าการเลือกตั้งที่รัฐบาลและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ตั้งความหวังไว้ว่าจะเป็นหนทางในการแก้ไขปัญหา ความจริงกลับเป็นตรงกันข้าม

แม้การเลือกตั้งที่ผ่านมา กกต.จะอุ่นใจว่ามีผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งท่ามกลางบรรยากาศความขัดแย้งถึง 20,530,359 คน คิดเป็น 47.72% แต่ก็ไม่อาจเป็นเสียงสวรรค์และแสงสว่างที่ส่องหาทางออกให้กับการเมืองได้

สำหรับปัญหาเรื้อรังเกี่ยวกับการจัดเลือกตั้งที่ กกต.กำลังปวดหัวอย่างหนักในเวลานี้ มีอยู่ด้วยกัน 3 ปัญหาใหญ่ ซึ่งทุกปัญหาถ้า กกต.และรัฐบาลตัดสินใจผิดพลาด ย่อมหมายถึงการถูกดำเนินคดีจากฝ่ายตรงข้าม

1.การกำหนดวันเลือกตั้งทดแทนการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 26 ม.ค. และการเลือกตั้งใหญ่เมื่อวันที่ 2 ก.พ.

เดิมที กกต.คาดว่าจะสามารถจัดให้มีการลงคะแนนใหม่เฉพาะกรณีการเลือกตั้งล่วงหน้าได้ในวันที่ 23 ก.พ. เพราะเป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต.โดยตรงตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2550 ที่บัญญัติให้ กกต.มีอำนาจกำหนดวันลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ได้ อย่างน้อยเพื่อเป็นการช่วยแก้ไขปัญหาไปทีละเปลาะก่อน จากนั้นถ้าบรรยากาศราบรื่นเมื่อไหร่จะเร่งดำเนินการหาวันเลือกตั้งทดแทนวันที่ 2 ก.พ.ต่อไป แต่ทว่าที่ประชุม กกต.เมื่อวานนี้ กลับมีบทสรุปแบบไร้ข้อสรุปว่าจะนัดประชุมพิเศษอีกครั้งในวันที่ 7 ก.พ.

โดยเวลานี้ กกต.ทำได้ดีที่สุดเพียงแค่การมีคำสั่งให้อธิบดีกรมการปกครองในฐานะผู้อำนวยการทะเบียนกลางไปอำนวยความสะดวกให้ผู้ที่ไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ประมาณ 10 ล้านคน ไม่เป็นผู้เสียสิทธิในการลงคะแนนเลือกตั้งครั้งต่อไป

2.การไม่มีผู้สมัคร สส.ในพื้นที่ภาคใต้จำนวน 28 เขตเลือกตั้ง

ปัญหานี้ในมุมมองของ กกต.นับว่าเป็นเรื่องใหญ่และสุ่มเสี่ยงต่อการมีผลให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะมากที่สุด หาก กกต.ตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งไป กล่าวคือ 28 เขตเลือกตั้งดังกล่าวไม่ได้เป็นเขตเลือกตั้งที่มีผู้สมัคร สส.ระบบแบ่งเขตตั้งแต่ต้น ซึ่งต่างกับปัญหาของเขตเลือกตั้งอื่นที่เป็นปัญหาในลักษณะที่ว่ามีผู้สมัคร สส. แต่ไม่สามารถจัดให้มีการลงคะแนนตามกำหนดได้

ทั้งนี้ กกต.กำลังลังเลว่าการแก้ปัญหา 28 เขตเลือกตั้งจะใช้อำนาจใดในการดำเนินการระหว่างออกเป็นประกาศโดยใช้มติ กกต. หรือให้รัฐบาลออก พ.ร.ฎ.ขึ้นมาอีกหนึ่งฉบับ เพื่อเปิดทางให้ กกต.สามารถประกาศจัดให้มีการเปิดรับสมัคร สส.ใหม่ได้

ความลังเลของ กกต.ส่วนหนึ่งมาจากในอดีตไม่เคยเกิดปัญหาลักษณะนี้ขึ้นมา ทำให้ไม่มีแนวทางว่าหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้แล้ว กกต.จะต้องแก้ไขอย่างไร เป็นเหตุให้ทั้งสองแนวทางที่ว่านั้น กกต.จึงไม่มีความมั่นใจว่าจะทำได้จริงโดยไม่ขัดต่อกฎหมายหรือไม่

หาก กกต.ใช้วิธีการออกประกาศก็หมิ่นเหม่ต่อการเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายเสียเอง เนื่องจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ฯ มาตรา 7 (1) (2) บัญญัติว่าการรับสมัคร สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อ ต้องการดำเนินภายใน 20 วัน นับตั้งแต่มี พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง แต่ในความเป็นจริงปรากฏว่ากรอบระยะเวลาได้ล่วงเลยมาแล้ว ส่งผลให้การออกประกาศของ กกต.เพื่อกำหนดวันรับสมัครใหม่สุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฎหมาย

ครั้นจะไปให้รัฐบาลออกพระราชกฤษฎีกาขึ้นมาใหม่เพื่อเปิดช่องให้เกิดการรับสมัคร สส. ก็ใช่ว่าจะทำได้โดยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยในมาตรา 108 กำหนดว่า “วันเลือกตั้งต้องกำหนดเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร การยุบสภาผู้แทนราษฎรจะกระทำได้เพียงครั้งเดียวในเหตุการณ์เดียวกัน”

ถ้ารัฐบาลและ กกต.ร่วมกันออกพระราชกฤษฎีกาใหม่ย่อมถูกตีความได้ว่าเป็นการยุบสภารอบที่สอง และได้กำหนดวันเลือกตั้งใหม่ขึ้นมาอีกวัน ซึ่งเข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 108 และนำไปสู่การฟ้องร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะในที่สุด

3.การประกาศผลการเลือกตั้ง สส.ทั้งระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อ

เมื่อการจัดการเลือกตั้งไม่สามารถดำเนินการได้โดยสมบูรณ์ทุกเขตเลือกตั้ง ทั้งการเลือกตั้งทดแทนการเลือกตั้งล่วงหน้า และทดแทนการเลือกตั้งใหม่ ย่อมมีผลให้ กกต.ทำได้แค่การนับคะแนนเฉพาะหน่วยเลือกตั้งที่จัดให้ลงคะแนนได้เท่านั้น แต่ไม่อาจประกาศรับรอง สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อได้

อย่างที่ทราบกันดีว่าปัญหาการไม่มี สส.อย่างเป็นทางการเบื้องต้น 475 คน จากทั้งหมด 500 คน นำมาซึ่งภาวะสุญญากาศทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ ผ่านการไม่สามารถเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกประธานสภาและนายกรัฐมนตรีได้ เท่ากับว่าประเทศไทยต้องมีรัฐบาลรักษาการต่อไปเรื่อยๆ แบบไม่มีกำหนด ในระยะยาวย่อมไม่เป็นผลดีต่อประเทศอย่างแน่นอนโดยเฉพาะผลกระทบด้านเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน นอกเหนือไปจากปัญหาด้านเทคนิคทางกฎหมายแล้ว เหตุผลอีกประการหนึ่งที่เป็นปัจจัยให้ กกต. ยังไม่ตัดสินใจดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดกับการเลือกตั้ง คือ ปัญหาความรุนแรง

แน่นอนว่าทันทีที่ กกต.ประกาศวันเลือกตั้งชดเชยเมื่อไหร่ ย่อมต้องเจอกับกระแสต่อต้าน โดยเฉพาะใน 28 เขตเลือกตั้งของภาคใต้ ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นแล้วจากการปิดล้มสถานที่ขนส่งบัตรเลือกตั้ง

ต่อให้รัฐบาลจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจรวมไปถึงทหารลงไปควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่เพื่อให้เปิดการลงคะแนนได้ แต่มีคำถามว่าการทำเช่นนี้จะหลีกเลี่ยงการปะทะได้หรือไม่ ที่สุดแล้ว กกต.ในพื้นที่ก็ต้องปิดหน่วยเลือกตั้งเพื่อลดผลกระทบอยู่ดี อันเป็นการทำให้ปัญหาไม่มีข้อยุติ

ปัญหาทั้งหลายทั้งมวลเหล่านี้รัฐบาลและ กกต. หรือแม้แต่ กปปส.คงต้องถามใจตัวเองว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าไปได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท