posttoday
หลังจากการเลือกตั้ง

หลังจากการเลือกตั้ง

08 กุมภาพันธ์ 2557

เราท่านคงจะเห็นตัวเลขจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา แม้จะเป็นตัวเลขไม่เป็นทางการ แต่สามารถนำมาใช้อธิบายปรากฏการณ์อะไรหลายๆ อย่างได้ เช่น จำนวนผู้ที่มาใช้สิทธิ ซึ่งเป็นร้อยละที่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หรือประมาณร้อยละ 46 แต่จำนวนผู้ที่มาใช้สิทธินั้นก็ใช้สิทธิเลือกไปกว่าร้อยละ 70 ของผู้ที่มาใช้สิทธิ แม้จะมีผู้ที่ไม่ประสงค์จะเลือกใครประมาณร้อยละ 16 และบัตรเสียถึงร้อยละ 15 ก็ตาม

เราท่านคงจะเห็นตัวเลขจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา แม้จะเป็นตัวเลขไม่เป็นทางการ แต่สามารถนำมาใช้อธิบายปรากฏการณ์อะไรหลายๆ อย่างได้ เช่น จำนวนผู้ที่มาใช้สิทธิ ซึ่งเป็นร้อยละที่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หรือประมาณร้อยละ 46 แต่จำนวนผู้ที่มาใช้สิทธินั้นก็ใช้สิทธิเลือกไปกว่าร้อยละ 70 ของผู้ที่มาใช้สิทธิ แม้จะมีผู้ที่ไม่ประสงค์จะเลือกใครประมาณร้อยละ 16 และบัตรเสียถึงร้อยละ 15 ก็ตาม

ตัวเลขที่น่าสนใจตัวหนึ่ง คือ ผู้ไม่มาใช้สิทธิเลือกตั้งซึ่งกว่ากึ่งหนึ่งของผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้ง หรือประมาณร้อยละ 54 ซึ่งตัวเลขนี้เมื่อเทียบกับตัวเลขของผู้ที่มาใช้สิทธิแล้วจะแสดงออกถึงอะไรหลายๆ อย่าง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งไม่เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธินั้น ในทางพฤตินัย (de facto) หรือตามความเป็นจริง แม้จะอธิบายด้วยประชาธิปไตยแบบผิดๆ นั่นคือ การอธิบายว่าประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง และการเลือกตั้งคือเสียงข้างมาก ก็ยังไม่สามารถอธิบายให้เป็นคุณกับผู้ที่ประสงค์จะนำเอาผลของการเลือกตั้งด้วยตัวเลขอื่นๆ ไปใช้เป็นประโยชน์ได้เลย เพราะเมื่ออ้างเสียงข้างมาก แต่ไม่ได้ผู้มาใช้สิทธิอันเป็นเสียงข้างมากจริงๆ ย่อมไม่ถือว่าเป็นเสียงข้างมากได้

อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องพิจารณาคือ ที่อ้างว่าประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณร้อยละ 20 กว่า ถึงร้อยละ 30 หรือบางทีก็เกินกว่านั้น เป็นผู้นอนหลับทับสิทธิ ดังนั้นการที่เราจะละเลยและเอาตัวเลขนี้ทิ้งเลยก็ไม่ได้ เพราะเป็นผู้ไม่เคยเห็นด้วย หรือไม่เคยเห็นความสำคัญของการเลือกตั้งอยู่แล้ว มองอีกนัยหนึ่งคือ ผู้ที่คัดค้านการเลือกตั้งเป็นนิตย์ เมื่อผนวกกับผู้ที่คัดค้านการเลือกตั้งด้วยการไม่ไปใช้สิทธิในคราววันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา จึงต้องถือว่าท่านเหล่านี้รวมกันเป็นผู้ไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม จะมีผู้อธิบายว่าตัวเลขนี้ไม่นับ แม้กระทั่งตัวเลขไม่เลือกใคร หรือไม่ประสงค์จะลงคะแนนก็นับไม่ได้หมด เพราะกฎหมายให้นับได้เพียงในเขตที่มีผู้สมัครเพียงรายเดียว ซึ่งเป็นการพิจารณาตามตัวบทกฎหมาย (de jure) ซึ่งจะว่าผิดก็ไม่ผิดนัก แต่ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาตามข้อเท็จจริง

สิ่งที่น่าเสียดายและเป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องปฏิรูปก็คือ หากว่ากฎหมายเลือกตั้งของเราบัญญัติให้เอาตัวเลขผู้ไม่ประสงค์จะลงคะแนนมานับเทียบกับผู้ที่ได้รับเลือกในทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นในเขตที่มีผู้สมัครรายเดียว หลายราย หรือในบัญชีรายชื่อ การแสดงการคัดค้านการเลือกตั้งไม่จำเป็นที่จะต้องเกิดมีขึ้นในลักษณะของการไม่ไปใช้สิทธิ หากแต่สามารถทำได้ด้วยการไปใช้สิทธิ แต่ไม่ประสงค์จะเลือกผู้ใด

ยิ่งหากเลือกแล้วไม่ได้ ห้ามลงอีกในคราวนั้น ลองคิดดูพลังของประชาชนจากการเลือกตั้งจะสูงขนาดไหน

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง