
ทิศทางเศรษฐกิจไทยในปีม้าพยศ
ในวันนี้หลายฝ่ายกำลังให้ความสนใจกับแนวโน้มเศรษฐกิจปีม้าลำพองนี้ ซึ่งโดยส่วนตัวผมประเมินว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2557 เศรษฐกิจไทยเรายังจะต้องเผชิญความท้าทายอยู่มาก
ในวันนี้หลายฝ่ายกำลังให้ความสนใจกับแนวโน้มเศรษฐกิจปีม้าลำพองนี้ ซึ่งโดยส่วนตัวผมประเมินว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2557 เศรษฐกิจไทยเรายังจะต้องเผชิญความท้าทายอยู่มาก
ผมขอขยายความเกี่ยวกับความเสี่ยงเศรษฐกิจที่เราต้องเผชิญ เริ่มจากเศรษฐกิจโลก ที่ขณะนี้นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักมองแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกไปในทิศทางเดียวกันว่า เศรษฐกิจโลกในปีนี้จะขยายตัวดีกว่าปีที่แล้ว ตัวอย่างเช่น รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก คาดว่าเศรษฐกิจโลกในปีนี้จะขยายตัว 3.7% สูงกว่าปีที่แล้วที่ขยายตัว 3% การฟื้นตัวดังกล่าวจะเป็นปัจจัยบวกให้กับการส่งออกของไทยอย่างค่อนข้างแน่นอน
อย่างไรก็ดี หากพิจารณาในรายละเอียดจะเห็นว่าเศรษฐกิจที่กำลังปรับตัวดีขึ้นคือกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหลัก นำโดยสหรัฐซึ่งเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับหนึ่งของโลก ล่าสุดตัวเลขโดยรวมสะท้อนพื้นฐานที่แข็งแกร่งขึ้น ทั้งด้านการจ้างงาน ภาคที่อยู่อาศัย กำลังซื้อ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
ขณะที่การตัดรายจ่ายทางการคลัง สามารถแก้ไขลุล่วงไปได้บางส่วน ทำให้ผลถ่วงเศรษฐกิจจากมาตรการลดรายจ่ายทางการคลังของสหรัฐมีน้อยลงและจะไม่กระทบความต่อเนื่องของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมากนัก ซึ่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐนี้คาดว่าจะส่งต่อมายังประเทศอื่นๆ ให้ขยายตัวดีขึ้นเป็นทอดๆ
เศรษฐกิจสหรัฐที่ดีขึ้นทำให้ความจำเป็นต้องพึ่งพามาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณเงิน หรือคิวอี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมีน้อยลง จึงเป็นจังหวะที่ธนาคารกลางสหรัฐเริ่มทยอยลดปริมาณการเข้าซื้อพันธบัตร แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ หรือที่เราเรียกกันว่า Emerging Market Economies ขยายตัวอยู่ก็จริง แต่มุมมองของตลาดไม่ได้มั่นใจเท่ากับในอดีต บางประเทศถึงกับถูกเพ่งเล็งว่ามีความเปราะบางเพิ่มขึ้นในช่วงที่ธนาคารกลางสหรัฐทยอยลดวงเงินการเข้าซื้อพันธบัตร ซึ่งได้ส่งผลให้เงินลงทุนระหว่างประเทศไหลออกจากประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่กลับเข้าสู่สหรัฐ โดยเห็นการไหลออกมากเป็นพิเศษจากประเทศที่ถูกจับตามอง ได้แก่ ประเทศที่มีนโยบายบิดเบือนกลไกตลาดเงินเฟ้อสูง มีการขาดดุลเรื้อรังทั้งดุลการคลังและดุลบัญชีเดินสะพัด พร้อมกับมีทางเลือกด้านนโยบายจำกัด อาทิ จากระดับทุนสำรองทางการที่ต่ำ เป็นต้น
นอกจากนี้ เมื่อมีข่าวว่าจีนอาจจะเติบโตไม่มากเท่าที่คาดการณ์จากตัวเลขเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และการดำเนินนโยบายของทางการจีนเพื่อรักษาสมดุลด้านการเงิน ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมขยายตัวต่ำกว่าในอดีต ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่พึ่งพาการค้าขายกับจีนยิ่งดูมีความเสี่ยงและถูกกดดัน เห็นได้จากความผันผวนของเงินบางสกุลในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาสำหรับการรับมือกับสถานการณ์เศรษฐกิจนี้
ผมคิดว่าสำหรับประเทศไทยของเรา นอกจากต้องเผชิญกับภาวะแวดล้อมต่างประเทศที่ยังมีความท้าทายแล้วนั้น เรายังมีปัญหาสุญญากาศทางการเมืองที่อาจจะยืดเยื้อและทำให้บทบาทของภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้ไม่เต็มที่ในปีนี้ เพราะแม้งบประมาณปี 2557 จะสามารถใช้ได้ค่อนข้างเป็นปกติ แต่กระบวนการงบประมาณในปี 2558 มีแนวโน้มจะล่าช้าออกไป และการลงทุนในโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานบางโครงการคงต้องเลื่อนออกไปเช่นกัน ส่งผลให้การลงทุนของภาคเอกชนในโครงการที่เกี่ยวข้องจะถูกเลื่อนออกไปด้วยแม้แรงส่งของการเติบโตทางเศรษฐกิจจะดูไม่สดใส
แต่ผมก็ยังมั่นใจว่าปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยตอนนี้ยังอยู่ในระดับที่สามารถรับมือกับสถานการณ์ทางการเมืองและความผันผวนของตลาดการเงินโลกได้ต่อไปอีกระยะหนึ่ง ยืนยันได้จากการที่ไทยยังมีความน่าเชื่อถือในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ โดยในช่วงเดือนที่ผ่านมาสถาบันจัดอันดับเครดิต Moody’s และ S&P ได้คงแนวโน้มและอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้แม้จะมีสถานการณ์ทางการเมือง เนื่องจากเห็นว่าพื้นฐานเศรษฐกิจยังไม่ได้รับผลกระทบ
นอกจากนี้ แม้ในช่วงที่ค่าเงินของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่บางประเทศอ่อนค่าลงมาก นักลงทุนต่างชาติไม่ได้มีความตื่นตระหนกที่จะรีบเร่งถอนเงินลงทุนออกไป ตัวอย่างเช่นในสัปดาห์นี้ ตลาดเงินไทยยังไม่ได้มีความผันผวนแม้จะมีการลดการลงทุน Emerging Market sell off แต่ค่าเงินบาทยังมีเสถียรภาพ สาเหตุที่ไทยยังรักษาเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือในสายตาของนักลงทุนต่างชาติได้ก็เพราะเรามีภูมิคุ้มกันที่ดี โดยเฉพาะการที่เราไม่มีปัญหาเรื้อรัง เช่น ปัญหาเงินเฟ้อสูง หรือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เรามีทุนสำรองทางการอยู่ในระดับสูงไม่ว่าจะวัดตามมาตรฐานสากลใด และหากเทียบเป็นสัดส่วนกับ GDP ก็อยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก
สุดท้ายคือ ภาคธุรกิจเอกชนโดยรวมมีฐานะมั่นคง ระบบสถาบันการเงินค่อนข้างเข้มแข็ง รวมทั้งมีการดูแลเงินกองทุนของสถาบันการเงินที่เพียงพอ เผื่อช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวไว้แล้ว ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าระบบสถาบันการเงินจะทำหน้าที่หล่อลื่นระบบเศรษฐกิจได้เป็นปกติ
อย่างไรก็ดี ผมได้แต่เป็นห่วงในระยะต่อจากนี้ไปว่า ภูมิคุ้มกันที่กล่าวนี้อาจอ่อนแอลงหากปัญหาต่างๆ มีความยืดเยื้อ โดยเฉพาะสถานการณ์การเมืองในประเทศที่ขณะนี้ยังไม่มีทางออกที่ชัดเจน ซึ่งผลเสียจะมาในรูปของต้นทุนการทำกิจกรรมต่างๆ ที่สูงขึ้น เช่น ค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ ต้นทุนกู้ยืมที่ต้องจ่ายแพงขึ้นเพื่อชดเชยกับที่เจ้าหนี้มองว่าประเทศของเรามีความเสี่ยงสูงขึ้น และที่จะน่าห่วงมากคือการเสียจังหวะที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและศักยภาพของประเทศ เพื่อให้เรามีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น
ในห้วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนนี้ ผมคิดว่าประเทศไทยต้องการความร่วมมือเพื่อเดินไปข้างหน้า ซึ่งภาคเอกชนเป็นภาคที่เข้มแข็งมีบทบาทเป็นผู้นำ และสามารถช่วยหยิบยกประเด็นสำคัญที่รัฐบาลใหม่จะต้องให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เติบโตไปพร้อมกันครับ







