posttoday
ศก.โลกผ่อนคันเร่ง มะกัน

ศก.โลกผ่อนคันเร่ง มะกัน

06 กุมภาพันธ์ 2557

พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

หากย้อนเวลากลับไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาหลายคนคงจำได้ดีว่า นักวิเคราะห์หลายสำนักต่างพากันออกมาฟันธงไปในทิศทางเดียวกันว่า ปี 2014 จะเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกกลับมาพุ่งทะยานฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง หลังจากที่ต้องเซื่องซึมไปนานนับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2008 โดยทุกฝ่ายต่างยกเครดิตให้ “สหรัฐ” และ “กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว” จะกลับมาเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนการขยายตัวของจีดีพีโลกในครั้งนี้

ทว่า ผ่านพ้นไปได้เดือนกว่าๆ เท่านั้น สิ่งที่เหล่านักวิเคราะห์เคยวาดหวังเอาไว้ดูเหมือนจะพลิกกลับตาลปัตรไปหมด เนื่องจากในขณะนี้สัญญาณร้ายที่จะเข้ามาเป็นปัจจัยขัดขวางการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกดูเหมือนจะเริ่มปรากฏออกมาให้เห็นมากขึ้นทุกขณะแล้ว

ไม่ว่าจะเป็น 1) การที่ตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งลงอย่างหนัก 2) ความผิดหวังจากตัวเลขดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐกับจีนในเดือน ม.ค. ที่ออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก ไปจนถึง 3) การปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นของกลุ่มชาติเศรษฐกิจเกิดใหม่

ปัจจัยทั้งหมดนี้ต่างกลายมาเป็นเหตุและผลของกันและกัน ทำให้นักวิเคราะห์หลายคนเริ่มมองเห็นแล้วว่า เศรษฐกิจโลกในปีนี้อาจจะไม่สามารถฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง เหมือนเช่นที่เคยคาดการณ์กันไว้ก่อนหน้านี้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัจจัยจากความผันผวนในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ นั้นนับได้ว่าเป็นปัจจัยที่บั่นทอนความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโลกในขณะนี้มากที่สุด

เพราะนับตั้งแต่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มตัดสินใจชะลอการอัดฉีดผ่านทางมาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ลงในช่วง 2 เดือนหลังที่ผ่านมา กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ก็ต้องพบกับภาวะความผันผวนอย่างหนักจากปัญหาเงินทุนไหลออก ขณะที่ค่าเงินก็อ่อนค่าลงอย่างรุนแรง จนส่งผลกระทบต่อปัญหาเงินเฟ้อในประเทศที่สูงอยู่แล้วให้พุ่งสูงมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะกรณีของ อาร์เจนตินาและอินเดีย นั้นดูจะได้รับผลกระทบหนักกว่าใครเพื่อน

แม้ว่าล่าสุดหลายประเทศเลือกหันมางัดมาตรการขึ้นดอกเบี้ยสู้ เช่น ตุรกี ที่ขึ้นดอกเบี้ยจากเดิม 2 เท่าตัวไปอยู่ที่ 10% เพื่อหวังจะประคองสถานการณ์ไม่ให้เลวร้ายไปกว่านี้ แต่ดูเหมือนว่าจะกลายเป็นผลเสียมากกว่าเป็นผลดี

เพราะจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจที่ชะลอตัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ให้ยิ่งเลวร้ายหนักลงไปอีก เนื่องจากจะทำให้ต้นทุนการกู้ยืม การลงทุน และการบริโภคภายในประเทศมีต้นทุนสูงขึ้น

ความผันผวนที่เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่นี้เอง ทำให้เกิดความหวั่นเกรงว่าจะลุกลามกลายเป็นชนวนการก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้น โดยเฉพาะในกรณีของ อาร์เจนตินา นั้นถือว่าเข้าใกล้ความเสี่ยงหนักกว่าใครเพื่อน

เพราะนอกจากค่าเงินเปโซของอาร์เจนตินาจะร่วงลงหนักมากกว่า 19% นับตั้งแต่เดือน ม.ค.แล้ว ปัจจัยพื้นฐานอื่นๆ ทางเศรษฐกิจก็ย่ำแย่ไม่แพ้กัน เช่น ทุนสำรองระหว่างประเทศก็เหลืออยู่ร่อยหรอเต็มที (ต่ำสุดในรอบ 6 ปี) หลังจากการเข้าไปแทรกแซงพยุงค่าเงินมานานหลายปี ขณะที่เงินเฟ้อที่แท้จริงก็สูงถึง 28%

ดังนั้น ในขณะนี้นักวิเคราะห์จึงหวาดวิตกว่า หากวิกฤตในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เกิดขึ้นจริงก็อาจแพร่ขยายวงเข้าสู่ประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งนั่นย่อมส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเข้าอย่างจัง

เนื่องจากปัจจุบันกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจการค้าโลกมากขึ้นแล้ว ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วกลับเริ่มลดบทบาทลง

โดยยืนยันได้จากข้อมูลขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (โออีซีดี) ที่ระบุว่า สัดส่วนต่อผลผลิตจีดีพีโลกของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วลดลงมาเหลืออยู่ที่ 51% ในปี 2010 จากเดิมในปี 2000 ซึ่งอยู่ที่ 60% และคาดว่าจะลดลงเหลือที่ 43% ในปี 2030

หรือกล่าวให้ชัดกว่านั้นคือ หากเกิดปัญหากับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในเวลานี้ ย่อมส่งผลสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลกมากกว่าในอดีตที่ผ่านมาอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ ยิ่งเมื่อนำปัจจัยความผันผวนในตลาดเกิดใหม่ในข้างต้น มาบวกรวมกับความผิดหวังต่อตัวเลขดัชนีภาคการผลิตทั้งของสหรัฐและจีน ในเดือน ม.ค.ที่ออกมา ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก ก็ยิ่งทำให้กระเทือนต่อความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโลกให้ยิ่งลดน้อยถอยลงไปอีก

เนื่องจากทั้งสหรัฐและจีนต่างถือเป็นประเทศมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจเบอร์ 1 และ 2 ของโลกในปัจจุบัน ซ้ำยังมีบทบาทในการขับเคลื่อนทิศทางของการค้าการขายของโลกที่สำคัญอย่างยิ่งยวด

นอกจากนี้ การออกมาเผยถึงตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ทำให้ผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าของสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็น ยอดขายรถ ยอดขายบ้าน ที่ต่ำกว่าที่คาดหวังไว้ ส่งผลให้นักวิเคราะห์หลายสำนักเริ่มสงสัยกันแล้วว่า เศรษฐกิจเมืองลุงแซมอาจจะยังไม่แข็งแกร่งจริงอย่างที่เคยคิดกันเอาไว้ก่อนหน้านี้

“อาจจะเป็นไปได้ที่สหรัฐยังไม่แข็งแกร่งจริงในปีนี้อย่างที่หลายคนคิดไว้ และนั่นอาจหมายถึงมุมมองต่อการคาดการณ์ต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกผิดๆ ตามมา” เคเนทส์ โรโกลฟ นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวพร้อมเสริมว่า ปัจจัยการชะลอตัวของจีนก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้ และคาดว่าจะยิ่งชะลอตัวมากขึ้นอีก

สอดรับกับทรรศนะของ บรูซ แคชแมน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์โลกของเจพีมอร์แกน ที่ระบุว่า มุมมองที่มองไว้ว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวขึ้นอาจเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะขณะนี้เริ่มมีปัจจัยที่เข้ามาบั่นทอนต่อการฟื้นตัวมากขึ้นแล้ว

ดังนั้น การออกมาเผยตัวเลขที่บ่งชี้ถึงการชะลอตัวของสองชาติมหาอำนาจที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน บวกกับความหวั่นเกรงว่าวิกฤตที่เริ่มก่อตัวในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่จะลุกลามออกไป จึงทำให้นักลงทุนทั่วโลกหมดความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง

โดยเห็นได้จากดัชนีตลาดหุ้นเอ็มเอสซีไอที่จับตาดูความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นทั่วโลก เมื่อวันอังคารที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา ลดฮวบดิ่งลงไปอยู่ในจุดต่ำสุดในรอบเกือบ 4 เดือน เช่นเดียวกับตลาดหุ้นนิกเกอิของญี่ปุ่นที่ดิ่งลงไปมากถึง 4.18% ถือเป็นการเทขายวันเดียวที่เลวร้ายสุดนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2013

ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐ เมื่อวันที่ 3 ก.พ. ก็ร่วงลงอย่างหนัก โดยดัชนีตลาดหุ้นดาวโจนส์ร่วงลงมากกว่า 2% เช่นเดียวกับดัชนีตลาดหุ้นแนสแด็กและเอสแอนด์พี 500 ที่เฉลี่ยร่วงลงราว 2% เช่นกัน

แม้ว่าในวันอังคารที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐจะเริ่มฟื้นตัวขึ้น โดยดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวขึ้น 0.47% แต่เมื่อย้อนดูทิศทางในภาพรวมตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาแล้วจะพบว่า ขณะนี้ความเชื่อมั่นของตลาดได้ถูกบ่อนทำลายมากเกินกว่าที่ฟื้นคืนได้ในเร็ววันนี้แล้ว

โดยนับตั้งแต่เริ่มปี 2014 เป็นต้นมา ตลาดหุ้นดาวโจนส์สหรัฐร่วงลงไปแล้ว 7% เช่นเดียวกับตลาดหุ้นนิกเกอิที่ร่วงลงแล้วถึง 14% ในปีนี้ ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นฮั่งเส็งในปีนี้ร่วงลงไปถึง 8% และตลาดหุ้นยุโรป ยูโรสต๊อก 50 อินเด็กซ์ ลดลงไปถึง 5% ไปแล้วในปีนี้

จึงนับเป็นสถานการณ์ที่ทั่วโลกต้องจับตาดูอย่างไม่กะพริบตา เพราะฝันที่เคยวาดหวังไว้กำลังพังทลายไม่เหลือชิ้นดีแล้ว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท