
ปฏิรูปพลังงานไทย
ยุคนี้เป็นยุคปฏิรูป อะไรๆ ก็ต้องปฏิรูป วันก่อนเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย ก็ได้ยื่นข้อเรียกร้องให้กระทรวงพลังงานลดราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ลงลิตรละ 5 บาท (วันแรกๆ ข่าวออกมาว่าลิตรละ 50 สต. ซึ่งผมยังสงสัยอยู่ว่าทำไมเรียกร้องให้ลดน้อยจัง) และให้ชะลอการขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ภาคครัวเรือนออกไปก่อน
ยุคนี้เป็นยุคปฏิรูป อะไรๆ ก็ต้องปฏิรูป วันก่อนเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย ก็ได้ยื่นข้อเรียกร้องให้กระทรวงพลังงานลดราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ลงลิตรละ 5 บาท (วันแรกๆ ข่าวออกมาว่าลิตรละ 50 สต. ซึ่งผมยังสงสัยอยู่ว่าทำไมเรียกร้องให้ลดน้อยจัง) และให้ชะลอการขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ภาคครัวเรือนออกไปก่อน
ซึ่งเรื่องนี้ท่านปลัดกระทรวงพลังงาน คุณสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ได้ชี้แจงว่า กระทรวงพลังงานไม่สามารถปฏิบัติตามข้อเรียกร้องได้ เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องนโยบาย การดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวกับนโยบาย จะต้องได้รับการเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ก่อน และขณะนี้รัฐบาลเป็นเพียงรัฐบาลรักษาการเท่านั้น ไม่สามารถเรียกประชุม กพช.ที่เป็นระดับนโยบาย จึงไม่สามารถตัดสินใจในเชิงนโยบายได้
เรื่องของการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปพลังงานไทยนั้น มีการเรียกร้องกันมาอย่างยาวนาน และมีผู้ออกมาร่วมเรียกร้องมากขึ้นเรื่อยๆ จนอาจกล่าวได้ว่ากลายเป็นประเด็นฮิตติดอันดับในเวทีการชุมนุมหรือเวทีคัดค้านรัฐบาลในเกือบทุกเวที และเนื้อหาที่มีการเรียกร้องก็จะคล้ายคลึงกันทุกครั้ง คือ ให้ลดการผูกขาดของ ปตท. เลิกให้สัมปทานปิโตรเลียมแก่บริษัทต่างชาติที่ให้ส่วนแบ่งผลประโยชน์ที่ไม่เป็นธรรม ลดราคาก๊าซและน้ำมัน และลดผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างผู้กำกับดูแลกับหน่วยงานด้านปฏิบัติการ เป็นต้น
เนื้อหาที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูปนั้น ต้องยอมรับว่ามีเหตุผลน่ารับฟัง ถึงแม้ว่าในแง่ของข้อมูลที่นำมาอ้างอิง หรือกล่าวอ้างเพื่อชักจูงใจประชาชนบางอย่าง อาจจะคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่ภาครัฐก็ควรรับไปพิจารณาดำเนินการในบางเรื่องที่สามารถจะทำได้
แต่สิ่งที่ผมอยากจะหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในวันนี้ และคิดว่าน่าจะเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปพลังงานไทยก็คือ การปฏิรูปโครงสร้างองค์ประกอบของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ
คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. ตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มีจำนวนทั้งสิ้น 19 คน โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รองนายกฯ ที่นายกฯ มอบหมายเป็นรองประธานฯ นอกจากนั้นก็ประกอบไปด้วย รมว.ประจำสำนักนายกฯ และ รมว.กระทรวงอื่นๆ อีก 11 คน เป็นกรรมการ มีข้าราชการประจำ 5 คน เป็นกรรมการ โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน เป็นกรรมการและเลขานุการ
จะเห็นได้ว่าองค์ประกอบของคณะกรรมการชุดนึ้ ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่จะกำหนดนโยบายพลังงานแห่งชาติ และกำหนดทิศทางตลอดจนยุทธศาสตร์ทางด้านพลังงานของประเทศ มีสัดส่วนของนักการเมืองสูงมาก (13 ใน 19 คน หรือ 68%)
ดังนั้น การดำเนินนโยบายทางด้านพลังงานของไทย จึงตกอยู่ภายใต้การชี้นำ การบริหารและการแทรกแซงจากนักการเมืองอยู่ตลอดเวลา เพราะข้าราชการประจำที่มีอยู่เพียง 5 คน หรือ 32% ก็คงไม่สามารถทัดทานอะไรนักการเมืองได้ (ถึงมีสัดส่วนมากกว่านี้ ก็คงไม่กล้าทัดทานอะไรมากนัก) มีผลทำให้นโยบายทางด้านพลังงานหลายเรื่องต้องถูกบิดเบือนไป เพื่อสนองตอบต่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง และนโยบายประชานิยมเฉพาะหน้า จนทำให้มีปัญหาในระยะยาว อย่างเช่นการอุดหนุนราคาก๊าซแอลพีจีอย่างยาวนานมาเป็น 10 ปี หรือการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท มาเป็นเวลาเกือบ 3 ปีแล้ว ดังนี้เป็นต้น
หรือแม้แต่การปฏิรูปต่างๆ ที่เรียกร้องกันก็ได้รับการตอบสนองจาก กพช.ช้ามาก ดังนั้นถ้าเราจะเริ่มการปฏิรูปพลังงานไทยกันอย่างจริงจัง ผมก็อยากเสนอให้เราเริ่มกันที่การปฏิรูปโครงสร้างองค์ประกอบของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติก่อน
โดยเสนอให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ให้ กพช.มีองค์ประกอบที่หลากหลายมากขึ้น โดยลดสัดส่วนของนักการเมืองลงให้เหลือเฉพาะนายกรัฐมนตรี รองนายกฯ และ รมว.กระทรวงสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องจริงๆ ไม่เกิน 56 กระทรวง คงสัดส่วนของข้าราชการประจำเอาไว้เหมือนเดิม แล้วไปเพิ่มสัดส่วนกรรมการในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ องค์กรเอกขน สื่อมวลชน ตัวแทนผู้บริโภค และตัวแทนฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อให้ได้ความคิดเห็นที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้ทุกฝ่ายได้เข้ามาร่วมรับรู้ปัญหาทางด้านพลังงานของประเทศอย่างแท้จริง แทนที่จะไปรับฟังข้อมูลจากแหล่งที่ไม่ได้ทำงานคลุกคลีกับปัญหาอย่างแท้จริง
ข้อสำคัญ แนวทางนี้นอกจากจะทำให้ทุกภาคส่วนมีโอกาสได้รับรู้ปัญหาร่วมกันแล้ว ยังทำให้มีโอกาสเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาแบบมีส่วนร่วม ตั้งแต่ระดับกำหนดนโยบายเลยทีเดียว ซึ่งจะทำให้เกิดการยอมรับในนโยบายพลังงานของภาครัฐจากภาคประชาสังคมได้มากขึ้น ช่วยให้การกำหนดนโยบายมีความโปร่งใส และลดการแทรกแซงจากภาคการเมืองลงได้อีกด้วย
ผมคิดว่านี่เป็นแนวทางหนึ่งในการปฏิรูปพลังงานในบ้านเราครับ โดยเริ่มต้นปฏิรูปโครงสร้างการกำหนดนโยบายพลังงานเป็นอันดับแรก ให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมมากขึ้น ดีกว่าไปเรียกร้องเรื่องลดราคาพลังงาน ซึ่งเป็นเรื่องปลายเหตุครับ!!!







