
ละครฉากสุดท้าย
หลังการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา หลายคนเป็นกังวลว่าปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองจะบานปลายและยืดเยื้อไปอีกนาน จนเกิดผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจของประเทศและชีวิตความเป็นอยู่ของ ประชาชน
หลังการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา หลายคนเป็นกังวลว่าปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองจะบานปลายและยืดเยื้อไปอีกนาน จนเกิดผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจของประเทศและชีวิตความเป็นอยู่ของ ประชาชน
แต่ผมกลับรู้สึกว่าละครชีวิตเรื่องยาวของรัฐบาลเพื่อไทยโดยนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ใกล้ถึงตอนอวสานแล้ว
มีคำถามว่าจะเป็นไปได้อย่างไร ฉากการต่อสู้ยิ่งดูยิ่งเข้มข้น ยังไม่มีทีท่าว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะหมดแรงหรือยอมแพ้
แต่ละครน้ำเน่าทั้งหลายก็เป็นแบบนี้ ตอนอวสานจะเป็นตอนที่เข้มข้นเชือดเฉือนมากที่สุด แม้เมื่อความจริงถูกเปิดเผยออกมา ก็ยังต้องมีการดิ้นรนเฮือกสุดท้าย
จุดหักเหที่สำคัญที่สุดของเรื่องนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 ม.ค. หรือเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนี้เอง เมื่อมีภาพ 2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคนละมุมโลก แต่มีความเกี่ยวข้องกัน และปรากฏออกมาเกือบจะพร้อมกัน
ภาพแรก เป็นภาพเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทยเข้าเยี่ยมคารวะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในกรุงเทพฯ
ภาพที่สอง เป็นภาพ สว.ไทยท่านหนึ่งถ่ายร่วมกับ สส.พรรคเดโมแครตจากรัฐอิลลินอยส์ พ.ท.หญิง ลัดดา แทมมี ดักเวิร์ธ ในสหรัฐ
สาเหตุที่ทำให้ผมคิดว่าทั้ง 2 ภาพดังกล่าวบ่งชี้ว่ารัฐบาลนี้หมดอนาคตและใกล้ถึงจุดจบเต็มทีแล้ว มีดังนี้
หนึ่ง ปัญหาโครงการรับจำนำข้าวได้สุกงอมจนถึงจุดระเบิดขึ้นมาในช่วงนี้ เริ่มตั้งแต่มีข่าวชาวนาหลายจังหวัดออกมาชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลจ่ายเงินที่ติดค้างมาหลายเดือน ข่าวรัฐบาลขาดสภาพคล่อง หมุนเงินไม่ทัน และไม่สามารถกู้ยืมในระหว่างเป็นรัฐบาลรักษาการ
ข่าวนี้ใหญ่เกินกว่าที่สื่อต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศจะมองข้าม และมีแง่มุมหลากหลาย เช่น ผลกระทบที่เกิดกับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนา ความไม่เท่าเทียมระหว่างชาวนาบางจังหวัดที่ได้เงิน กับอีกหลายจังหวัดที่ไม่ได้ ความผิดพลาดในการบริหารจัดการ การที่ข้าวขายไม่ออกจนเน่าเสียคาโกดัง และอื่นๆ
ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น คือ ข่าวรัฐมนตรีและข้าราชการที่เกี่ยวข้องหลายคนถูกกล่าวโทษ รวมทั้งตัวนายกรัฐมนตรีเองก็อาจจะต้องถูกดำเนินคดีด้วยในฐานะประธานโครงการ และในฐานะที่ต้องรับผิดชอบในภาพรวม
ทุจริตคอร์รัปชั่นที่ถูกเปิดโปงออกมามีหลายรูปแบบ ทั้งการขายแบบจีทูจีโดยไม่มีหลักฐานว่ามีการทำสัญญาซื้อขายกับรัฐบาลต่างประเทศจริง การแอบขายข้าวในราคาต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีการประมูล การเวียนเทียนข้าว ข้าวคุณภาพต่ำกว่าเกณฑ์ สต๊อกลม และการลักลอบขนข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านมาเข้าโครงการ เป็นต้น
ร่องรอยของการทุจริตมีมากมายจนรัฐบาลหมดหนทางปฏิเสธ และสื่อมวลชนทั่วโลกไม่สามารถมองข้าม
สอง รัฐบาลชาติตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลสหรัฐ แต่เดิมให้การสนับสนุนรัฐบาลเพื่อไทย โดยอ้างความชอบธรรมที่มาจากการเลือกตั้ง แต่เมื่อแปดเปื้อนคอร์รัปชั่น และมีหลักฐานปรากฏชัดเจน ก็เป็นเรื่องได้ไม่คุ้มเสียที่จะคงให้การสนับสนุนต่อไป
รัฐบาลสหรัฐไม่ได้โง่ และการข่าวของเขามีขีดความสามารถสูง ใช้เวลาสืบเสาะไม่กี่วันก็คงประเมินสถานการณ์ออกว่า รัฐบาลเพื่อไทยน่าจะไปไม่รอด อีกไม่นานก็คงจะจำนนต่อหลักฐานเรื่องทุจริตจำนำข้าว
สื่อตะวันตกก็จมูกไว เห็นได้ชัดตลอดหลายวันที่ผ่านมาว่า ทิศทางข่าวมีความเป็นกลางหรือเป็นแบบแทงกั๊กมากขึ้น การเขียนข่าวโจมตีการชุมนุมลดความเข้มข้นลงไปมาก การบิดเบือนและตอกย้ำเรื่องสงครามระหว่างชนชั้นแทบจะไม่มีร่องรอยเหลือให้เห็น
บางฉบับเริ่มทำนายจุดจบของรัฐบาลเพื่อไทย
สำหรับรัฐบาลสหรัฐ ผมเชื่อว่าได้ตัดสินใจเลิกสนับสนุนรัฐบาลเพื่อไทยตั้งแต่ก่อนวันที่ 30 ม.ค. แต่ก็คงไม่นาน เพราะก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่วัน เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศในกรุงวอชิงตัน ยังออกมาให้ข่าวสนับสนุนการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.
เป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะมีการส่งสัญญาณให้รัฐบาลรักษาการลาออก แต่เมื่อดื้อดึงไม่ยอมทำตามคำแนะนำ ก็มีการให้บทเรียนโดยการส่งทูตไปผูกสัมพันธ์กับฝ่ายค้าน
ในขณะเดียวกัน ผมก็ไม่แปลกใจที่รัฐบาลจะต้องการรอดูผลการเลือกตั้งเสียก่อน เผื่อฟลุกว่าจะได้คะแนนสนับสนุนมากพอที่จะทำให้เกิดกระแสความชอบธรรม
การเลือกตั้งแม้จะมีสัญญาณที่ดี คือ ไม่มีความรุนแรง แต่ผลลัพธ์ไม่ได้เหนือความคาดหมาย แนวโน้มถ้าไม่เป็นโมฆะก็คงยืดเยื้อ เลือกตั้งกันอีกหลายรอบกว่าจะเปิดประชุมสภาและจัดตั้งรัฐบาลได้
จากนี้ไปเชื่อว่ารัฐบาลจะอยู่ภายใต้แรงกดดันมากขึ้น หากยังดื้อดึงที่จะอยู่ในอำนาจต่อไป และยังปล่อยให้มีความรุนแรงเกิดขึ้น ก็อาจเจอมาตรการตอบโต้ที่หนักหน่วงยิ่งขึ้น เช่น ถูกเปิดโปงเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นมากขึ้น ข้าราชการกระด้างกระเดื่องหนักขึ้น กองทัพออกมาปกป้องผู้ชุมนุมอย่างเปิดเผยมากขึ้น ตลอดจนอาจมีการลาออกของรัฐมนตรีและพรรคร่วมรัฐบาล เป็นต้น
สาม คนส่วนใหญ่คงนึกไม่ถึงเรื่องคุณแทมมี ดักเวิร์ธ ว่าหากมีข้อมูลอยู่ในมือ เธอสามารถเป็นกระบอกเสียงที่ทรงพลังมาก
คุณแทมมี นอกจากจะเป็นทหารผ่านศึกและเป็นวีรสตรีแล้ว เธอยังเป็น สส.จากพรรคเดียวกันและจากรัฐเดียวกันกับประธานาธิบดี บารัก โอบามา เธอเป็นตัวแทนของสตรีและของชนกลุ่มน้อย คือ ชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย
เป็นไปไม่ได้เลยที่ โอบามา จะไม่รู้จักกับเธอเป็นการส่วนตัว
คุณแทมมี แทบจะไม่ต้องทำอะไรมาก เพียงแต่ขอให้ โอบามา ตรวจสอบเรื่องคอร์รัปชั่นให้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเกิดเรื่องฉาวโฉ่เกี่ยวกับการจำนำข้าว ก่อนจะให้การสนับสนุนรัฐบาลเพื่อไทยต่อไป
แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอที่จะทำให้โอกาสที่รัฐบาลเพื่อไทยจะได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐและชาติตะวันตกต่อไปเลือนรางลง และในที่สุดก็จะไปไม่รอด เพราะพอหน้ากากประชาธิปไตยถูกกระชากเปิดออกมา ก็จะเหลือแต่ความโสมมที่ไม่อาจปิดบังซ่อนเร้นไว้ได้อีกต่อไป
ต่อแต่นี้ไป ไม่ว่าจะยอมเสียเงินอีกกี่ร้อยล้านบาทเพื่อจ้างล็อบบี้ยิสต์ให้ช่วยเชียร์ ก็คงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงได้
ผมอยากจะแนะนำอีกครั้ง ทั้งๆ ที่รู้ว่าคงไม่ยอมรับฟัง ให้ยอมลาออกจากการเป็นรัฐบาลรักษาการแต่โดยดี ป่วยการที่จะพยายามยื้อยุดเอาไว้ ควรยอมรับความจริงได้แล้วว่า ไม่ว่าจะดิ้นรนแค่ไหน ก็คงรักษาอำนาจเอาไว้ไม่ได้
การปล่อยให้เกิดความรุนแรง เพื่อป้ายความผิดให้กับกลุ่มผู้ชุมนุม นอกจากจะทำให้มือต้องเปื้อนเลือดมากขึ้นแล้ว ยังไม่ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือแต่ประการใด เพราะไม่มีเหตุผลที่กลุ่มผู้ชุมนุมจะปรารถนาความรุนแรง เท่าที่เห็นมีแต่การบอกต่อๆ กันให้อดทนอดกลั้น จนกว่ารัฐบาลจะแพ้ภัยตัวเอง
ผมแนะนำให้เดินทางออกนอกประเทศ ไปก่อนที่จะถูกคดีความรุมเร้า ไปในขณะที่ยังพอมีศักดิ์ศรีหลงเหลืออยู่บ้าง ไปเสวยสุขในต่างประเทศ ด้วยทรัพย์สมบัติที่ได้ไปจากผืนแผ่นดินไทย ซึ่งก็คงมีมากเกินกว่าที่จะใช้ได้หมดในชาตินี้
ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรู้สึกเคียดแค้น จนถึงขั้นอยากเห็นบ้านเมืองย่อยยับไปต่อหน้าเพื่อความสะใจ







