
ตื่นตัวต้านโกง
แม้ว่าโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะก่อปัญหามากมาย จนกลายเป็นปมที่รัดคอรัฐบาลชุดนี้อยู่ในขณะนี้
แม้ว่าโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะก่อปัญหามากมาย จนกลายเป็นปมที่รัดคอรัฐบาลชุดนี้อยู่ในขณะนี้
แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นตามา คือ การสร้างความตื่นตัวในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น
เห็นได้จากธนาคารกรุงไทย ที่นอกเหนือจากปัญหาความไม่ชัดเจนด้านข้อกฎหมายเกี่ยวกับการปล่อยกู้โครงการรับจำนำข้าวแล้ว นายวรภัค ธันยาวงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ยังระบุด้วยว่า หากยังมีประเด็นการทุจริต ก็ยืนยันว่าธนาคารจะไม่ปล่อยกู้โครงการนี้แน่นอน
เพราะนี่คือหลักธรรมาภิบาลที่สำคัญของบริษัทมหาชน และบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
นอกจากนี้ ยังมีพนักงานธนาคารและประชาชนผู้ฝากเงินจำนวนมาก ที่ต่อต้านการปล่อยกู้โครงการรับจำนำข้าวครั้งนี้ จากภาพลักษณ์การทุจริตคอร์รัปชั่น ถึงขั้นผู้ฝากเงินบางรายจะถอนเงินจากธนาคารที่ให้กู้โครงการนี้
เป็นที่รู้กันดีอยู่ว่า โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แม้จะประสบความสำเร็จในการกวาดคะแนนเสียงจนได้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก
แต่หลังจากนั้นกระแสข่าวการทุจริตในโครงการก็ปรากฏออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในขั้นตอนการระบายข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาลที่ได้จากโครงการรับจำนำ โดยเฉพาะการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) และกรณีข้าวถุง จนมีการยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบสวน
จนในที่สุดคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเป็นเอกฉันท์ว่าให้แจ้งข้อกล่าวหากับนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ และพวก เนื่องจากไต่สวนพบว่าการทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบจีทูจีกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจจากจีนนั้น ไม่มีอยู่จริง รวมทั้งไม่พบว่ามีการส่งออกข้าวจริง
ยังไม่นับกรณีที่นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รมว.พาณิชย์ เพิ่งออกมายอมรับว่าได้เลิกข้อตกลงขายข้าวจีทูจีกับบริษัท เป่ยต้าหวง โดยอ้างว่าเป็นวิสาหกิจระดับมณฑล ไม่ใช่ของรัฐบาลกลาง ทั้งที่ถูกตั้งคำถามมาตลอดว่า มีบริษัทดังกล่าวอยู่จริงหรือ
หรือกรณีที่อยู่ๆ ข้าวในโกดังโรงสีข้าวอุดรประเสริฐผลถึง 3,000 ตัน ตั้งแต่กลางปี 2556 แต่ อคส.เพิ่งจะไปแจ้งความ โดยอ้างว่าเกรงว่าจะเกิดการทุจริตขึ้น
เรียกได้ว่าตลอดเส้นทางโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลชุดนี้ เต็มไปด้วยปมปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นมากมายมหาศาล
และสร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างมากมายในการกระตุ้นให้มวลมหาประชาชนตื่นตัวขึ้นมาต่อต้านการทุจริตในรูปแบบต่างๆ ที่ไม่ใช่เฉพาะครั้งนี้เท่านั้น
แต่จะส่งผลให้มีการต่อต้านทุจริตอย่างเข้มแข็งต่อไปในอนาคตอีกด้วย







