posttoday
รัฐบาลต้องกู้มาชาวนาถึงได้เงิน

รัฐบาลต้องกู้มาชาวนาถึงได้เงิน

06 กุมภาพันธ์ 2557

จตุพล สันตะกิจ

จตุพล สันตะกิจ

ถือเป็นครั้งแรกที่ประวัติศาสตร์จะต้องบันทึกในปูมตำราเศรษฐศาสตร์ว่า รัฐบาลติดค้างหนี้ชาวนา ซ้ำยังเป็นกลุ่มชาวนาที่โอบอุ้มพรรคเพื่อไทยให้ชนะการเลือกตั้งปี 2554 และจัดตั้งรัฐบาลที่มี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี

“รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่มาจากชาวนา จึงเป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลนี้จะไปเบี้ยวเงินชาวนา” ยรรยง พวงราช รมช.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ย้ำว่ารัฐบาลไม่มีทางเบี้ยวเงินชาวนา แต่ที่การจ่ายเงินล่าช้า เพราะเหตุการณ์ทางการเมือง

แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นวันนี้ ชาวนาที่นำข้าวเปลือกเข้าโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2556/2557 กว่า 1112 ล้านตันข้าวเปลือก มูลค่า 1.81.9 แสนล้านบาท พบว่ามีชาวนาบางส่วนที่ได้เงินกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะชาวนาในพื้นที่ฐานเสียงหลักของพรรคเพื่อไทย

ขณะที่ชาวนาที่มีอำนาจต่อรองน้อยกว่า 1.5 ล้านครัวเรือน ที่รัฐบาลค้างหนี้อยู่ไม่น้อยกว่า 1.2 แสนล้านบาท ต้องรอเงินค่าข้าวมานานกว่า 3 เดือนเต็ม ที่ไม่มีเงินใช้จ่ายก็ต้องกู้หนี้นอกระบบมาใช้จ่ายหรือลงทุนปลูกข้าวใหม่ แบกดอกเบี้ยกันอาน โดยที่รัฐบาลไม่เหลียวแล

เมื่อทบทวนไปเมื่อครั้งคิกออฟโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดก่อนถอยร่นมาจำกัดปริมาณเหลือไม่เกิน 3.5 แสนบาทต่อครัวเรือน ล้วนแล้วแต่มาจากตรรกะวิธีคิดของ “รัฐบาลทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” ที่หวังจะเข้าผูกขาดตลาดค้าข้าวโลก เพื่อยกระดับราคาข้าวไทยให้สูงขึ้น

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งคุ้นเคยกับการผูกขาดในธุรกิจโทรคมนาคม และพันศักดิ์ วิญญรัตน์ อดีตทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก ตลอดจนทีมวิชาการตึกทิปโก้ที่มีโอฬาร ไชยประวัติ กูรูเศรษฐศาสตร์ชื่อดังเป็นโลโก้ ปลุกฝันว่าไทยจะผูกขาดตลาดค้าข้าว ทั้งๆ ที่ผลผลิตข้าวทั่วโลกอยู่ที่ 440460ล้านตัน แต่มีปริมาณการค้าข้าวเพียง 78% ของผลผลิตทั้งโลก

“รัฐบาลไทยรับซื้อข้าวจากชาวนาในราคาสูงกว่าตลาด จะเกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากกว่าต้นทุนของโครงการราว 3 เท่า ถ้าเราจัดการกระบวนการนี้ ใน 23 ปี ทุกอย่างจะเดินไปตามวิถีของมัน และราคาข้าวในตลาดโลกกำลังสูงขึ้น” พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวบลูมเบิร์กปลายเดือน ก.ย. 2555

พ.ต.ท.ทักษิณ ย้ำว่า “เราไม่ได้โยนเงินทิ้งเปล่าๆ โครงการดังกล่าวจะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายข้าวในสต๊อก”

อย่างไรก็ดี เมื่อมีการดำเนินการโครงการรับจำนำข้าวเปลือกผ่านไป 5 ฤดูกาล 3 ปีการผลิต ส่งผลให้รัฐบาลต้องใช้เงินเข้าซื้อข้าวเปลือกแล้ว 66 ล้านตัน หรือ 34 ล้านตันข้าวสาร และมีภาระเงินกู้และค่าบริหารจัดการแล้ว 9.59.7 แสนล้านบาท (รวมเงินกู้ใหม่ 1.3 แสนล้านบาท)

แม้ว่ารัฐบาลจะใช้เงินไปมาก แต่ผ่านไปแล้วเกือบ 3 ปี สิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ประเมินไว้ไม่เป็นดังหวัง กระทรวงเกษตรสหรัฐ (ยูเอสดีเอ) รายงานว่า ก่อนปี 2554 ข้าวขาว 100% ของไทยราคาอยู่ที่ 540550 เหรียญสหรัฐต่อตัน เมื่อรัฐบาลเพื่อไทยเข้าไปซื้อข้าวเข้าโกดังราคาข้าวพุ่งขึ้นสูงสุดที่ 629 เหรียญสหรัฐต่อตัน ก่อนลดลงต่อเนื่องและปัจจุบันราคาอยู่ที่ 414 เหรียญสหรัฐต่อตัน ขณะที่ข้าวสาร 5% ของเวียดนามราคาอยู่ที่ 410 เหรียญสหรัฐต่อตัน

ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนถึงความล้มเหลวของนโยบายได้เป็นอย่างดี อีกทั้งการทุ่มเงินลงไปเป็นจำนวนมากไม่ได้ทำให้ชาวนามีความเข้มแข็งขึ้น

ขณะเดียวกัน การที่รัฐบาลรับซื้อข้าวเปลือกและขายข้าวสารเปิดช่องให้มีการทุจริต และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้รัฐบาลไม่มีเงินหมุนเวียนมาจ่ายเงินค่าข้าวเปลือกให้ชาวนา

หากจำกันได้ เมื่อเริ่มโครงการรับจำนำข้าวใหม่ๆ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ในสมัยนั้น ได้เข้าเจรจากับเอกชนและสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยเพื่อขอให้เอกชนรับซื้อข้าวจากรัฐบาลในราคาสูง แต่พ่อค้าส่งออกปฏิเสธว่าทำไม่ได้ เพราะไม่เช่นนั้น ผู้ซื้อข้าวจะเบนเข็มไปซื้อข้าวจากตลาดคู่แข่งที่ราคาถูกกว่า

ทันทีที่รัฐบาลผลักไสพ่อค้าข้าวในประเทศไปเป็นฝ่ายตรงข้าม รัฐบาลก็ต้องเรียกใช้บริการเครือข่ายค้าข้าวของ “เสี่ยเปี๋ยง” อภิชาติ จันทร์สกุลพร แห่งเพรสซิเดนท์อะกริฯ บริษัทที่ประมูลข้าวได้มากที่สุดในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ และแปลงร่างเป็นบริษัท สยามอินดิก้า ที่รับมอบอำนาจส่งออกข้าวแบบจีทูจีแทนรัฐวิสาหกิจจีนในขณะนี้ แต่สุดท้ายคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จับได้ว่าเป็นจีทูจีเก๊ เพราะสัญญาซื้อขายข้าวจีทูจีกัน 4.8 แสนตัน แต่มีการส่งออกจริงเพียง 3.75 แสนตัน

ขณะที่การขายข้าวแบบจีทูจีที่ไม่เปิดเผยราคา ตลอดจนการเปิดประมูลข้าวเป็นการทั่วไป และการประมูลซื้อขายข้าวผ่านตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าฯ ส่งผล ณ วันที่ 25 ธ.ค. 2556 ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้เงินคืนค่าขายข้าวในโครงการรับจำนำข้าวตั้งแต่ปีการผลิต 2554/2555 ถึงปัจจุบันเป็นเงิน 1.48 แสนล้านบาท จากการขายข้าว 14 ล้านตัน

แม้ข้อมูลปริมาณการขายข้าวจะแตกต่างกับข้อมูลที่ตอบกระทู้สดของยรรยง เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2556 ระบุว่า ไทยขายข้าวแล้ว 11.85 ล้านตัน 1.6 แสนล้านบาท ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ส่งให้ ธ.ก.ส.ไปแล้ว และในส่วนนี้เป็นการขายข้าวแบบจีทูจี 10.39 ล้านตัน 1.37 แสนล้านบาท

แต่ปรากฏว่ากระทรวงพาณิชย์ขายข้าวขาว ข้าวหอมมะลิ และข้าวเหนียวได้เฉลี่ย 1.11.2 หมื่นบาทต่อตัน จากต้นทุนข้าวสารเฉลี่ย 2.8 หมื่นบาทต่อตัน ก็เท่ากับว่าเงินที่จ่ายไปในโครงการ 100 บาท จะขาดทุนทันที 60 บาท

เมื่อเงินขายข้าวได้น้อยกว่าเงินที่ไหลออกไปจ่ายค่าข้าวเปลือกให้ชาวนา ส่งผลให้โครงการรับจำนำข้าวอยู่ในภาวะเงินขาดมือต้องกู้เงินเพิ่มขึ้นซ้ำซาก จนถูกประชาชนผู้เสียภาษีต่อต้าน

ขณะที่กระทรวงพาณิชย์เองก็เผชิญในการระบายข้าว เพราะหากรีบขายข้าวหรือเปิดประมูลก็จะถูกพ่อค้ากดราคา และหากเลือกขายจีทูจีแบบลับๆ ก็เกรงว่า ป.ป.ช.จะกล่าวโทษเอาผิดได้ ส่งผลให้ในระยะ 34 เดือนหลัง นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ที่เข้ามารับเผือกร้อนในการระบายสต๊อกข้าวในโครงการ ส่งเงินคืนได้ไม่ถึง1 หมื่นล้านบาทต่อเดือนเท่านั้น

ฉะนั้น หากรัฐบาลจะหาเงินมาจ่ายหนี้ค่าข้าวเปลือกให้ชาวนาโดยการขายข้าวก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวนารอไม่ได้ ทางออกทางเดียวที่รัฐบาลมีอยู่ก็คือ การกู้เงินมาจ่ายให้ชาวนาเท่านั้น ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม

ทั้งต้องยินยอมเสี่ยงที่จะติดคุกติดตะรางอีกด้วย

จะว่าไปแล้ว การประสบปัญหาเงินหมุนเวียนโครงการรับจำนำข้าวขาดมือไม่ใช่เพิ่งเกิด เพราะโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 ธ.ก.ส.เคยประสบปัญหาไม่มีเงินมาจ่ายให้ชาวนา 5.5 ล้านตัน และต้องใช้เงินกู้เพิ่มอีก 8 หมื่นล้านบาท ที่สุดแล้ว ธ.ก.ส.ต้องดึงสภาพคล่องมาจ่ายก่อน

แม้ว่าสภาพคล่องที่ ธ.ก.ส.นำมาจ่ายหนี้ข้าว จะเลี่ยงบาลีว่าเป็น “เงินสำรองจ่าย” จาก ธ.ก.ส. ไม่ใช่เงินกู้ และไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็ต้องเสียดอกเบี้ยให้ ธ.ก.ส.อยู่ในอัตรา FDR+1.5%

ก่อนมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 2 ต.ค. 2555 และ 10 มิ.ย. 2556 ล็อกเงินกู้จำนำข้าว และเงินทุน ธ.ก.ส.ที่จะใช้ในโครงการรับจำนำข้าวจะต้องไม่เกิน 5 แสนล้านบาทยิ่งมีความเห็นกระทรวงการคลังวันที่ 3 ก.ย. 2556 ที่ตอกย้ำว่า เงินกู้ในโครงการรับจำนำข้าวจะต้องไม่เกิน 5 แสนล้านบาท ก็ยิ่งทำให้รัฐบาลเข้ามุมอับ

เมื่อรัฐบาลจวนตัว เกิดม็อบชาวนาขึ้นทุกหัวระแหง รัฐบาลก็กลืนน้ำลายตัวเอง เร่หาเงินกู้จากสถาบันการเงิน แต่งานนี้เหมือนแบงก์พาณิชย์ไม่เล่นด้วย เพราะเสี่ยงสูง แม้แต่แบงก์รัฐที่เป็นที่หมายตาจากฝ่ายการเมืองว่าจะมีการล้วงเงินมาใช้ก่อน ก็ตั้งการ์ดสูง ผู้บริหารจับมือกับสหภาพรัฐวิสาหกิจของแบงก์มาตีกันไม่ให้รัฐบาลกู้

ในท้ายที่สุดหนีไม่พ้นที่รัฐบาลและกระทรวงการคลังจะต้องไปทุบกระปุกออมสินเด็ก บีบให้ธนาคารออมสินปล่อยกู้ในโครงการรับจำนำข้าวให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม เพราะเป็นที่พึ่งแหล่งสุดท้ายแล้วที่จะกู้ชื่อเสียงของรัฐบาลเพื่อไทย ทั้งมีการส่งสัญญาณสั่งตรงไปยังผู้บริหารธนาคารออมสินให้ปล่อยกู้ในโครงการรับจำนำข้าวแล้ว

งานนี้คนที่น่าเห็นใจที่สุด เห็นจะเป็นผู้บริหารธนาคารออมสินและข้าราชกากระทรวงการคลังที่ต้องคิดหนัก เนื้อไม่ได้กินหนังไม่ได้รองนั่ง ดันเอากระดูกมาแขวนคอ...

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท