
อำนาจเนรเทศในมือปู
กลายเป็นที่น่าสนใจขึ้นมาทันทีสำหรับการพยายามของศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) ในการเนรเทศ “สาธิต เซกัล” ประธานกลุ่มนักธุรกิจสีลม หนึ่งในแกนนำกลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)
กลายเป็นที่น่าสนใจขึ้นมาทันทีสำหรับการพยายามของศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) ในการเนรเทศ “สาธิต เซกัล” ประธานกลุ่มนักธุรกิจสีลม หนึ่งในแกนนำกลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)
ล่าสุด สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองยืนยันว่ามีข้อมูลเพียงพอที่จะดำเนินการกับแกนนำ กปปส.รายนี้ได้ และเตรียมส่งให้คณะกรรมการพิจารณาคนเข้าเมืองพิจารณาโดยเร็วที่สุด ซึ่งคาดว่ากระบวนการเหล่านี้จะเดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรมในวันที่ 7 ก.พ.
ทั้งนี้ การดำเนินการของ ศรส. เป็นการพยายามภายใต้อำนาจตามมาตรา 11 ของ พ.ร.ก.การบริหารราชการสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ที่ระบุ ว่า “นายกรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งการ ให้คนต่างด้าวออกไปนอกราชอาณาจักร ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเป็นผู้สนับสนุนการกระทำให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งนี้ โดยให้นำกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองมาใช้บังคับโดยอนุโลม”
อย่างไรก็ตาม การจะให้สาธิตออกนอกราชอาณาจักรนั้นถือว่ามีขั้นตอนอยู่พอสมควร เพราะต้องผ่าน “คณะกรรมการพิจารณาคนเข้าเมือง” ที่มีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานโดยตำแหน่ง และเมื่อคณะกรรมการเห็นว่าบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทยคนใดสมควรออกนอกราชอาณาจักรแล้วจะต้อง ทำความเห็นส่งเรื่องให้ รมว.มหาดไทย เพื่อเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ใน ราชอาณาจักรต่อไปตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522
ถึงกระนั้น พ.ร.บ.การเนรเทศ พ.ศ. 2499 มาตรา 8 ได้มีบทกำหนด เกี่ยวกับการต่อสู้ของผู้ที่จะถูกเนรเทศให้ออกนอกราชอาณาจักรเอาไว้ว่า “ผู้ถูกสั่งเนรเทศมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อนายกรัฐมนตรี ขอให้เพิกถอนคำสั่งเนรเทศ หรือขอมิให้ส่งตัวออกไปนอกราชอาณาจักรได้ แต่ต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน 7 วันนับแต่วันทราบคำสั่งเนรเทศ และให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งเพิกถอนคำสั่งเนรเทศ สั่งผ่อนผันโดยประการอื่นใด หรือสั่งให้ส่งไปประกอบอาชีพ ณ ที่แห่งใด แทนการเนรเทศตามที่เห็นสมควรได้ ทั้งนี้โดยจะให้ทำทัณฑ์บนไว้ก็ได้”
ทั้งหมดจะเห็น ได้ว่า ผู้ที่ชี้ขาดสุดท้าย คือ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ซึ่งจากนี้ไปต้องจับตาดูว่านายกฯ จะตัดสินใจอย่างไรระหว่างภายใต้หลักรัฐศาสตร์หรือนิติศาสตร์







