posttoday
"จะไล่ผมไปไหน ที่นี่คือบ้านผม" สาธิต เซกัส ถวายฏีกา-พึ่งบารมีศาล

"จะไล่ผมไปไหน ที่นี่คือบ้านผม" สาธิต เซกัส ถวายฏีกา-พึ่งบารมีศาล

06 กุมภาพันธ์ 2557

ทีมข่าวการเมือง

ทีมข่าวการเมือง

ภายหลังศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) ประกาศเดินหน้าเนรเทศ สาธิต เซกัล ประธานกลุ่มนักธุรกิจสีลม “โพสต์ทูเดย์” ได้นัดหมายเปิดใจเจ้าตัวถึงอนาคตหลังจากนี้

“ผมยังไม่รู้ว่าผมทำอะไรผิด ผมไม่รู้จริงๆ แต่หากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองมีคำกล่าวหามาถึงผม ผมก็พร้อมจะไปตอบท่านเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ แต่ถ้าไปชี้แจงแล้วไม่ได้รับความยุติธรรม ผมก็คงต้องพึ่งบารมีศาล แต่ถ้าทุกทางมันมืดมนจริงๆ ถ้ามันไม่มีช่องทางอื่นอีกแล้ว ผมรักประเทศไทย ผมเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมจะไปขอความเป็นธรรมจากพ่อหลวง ผมตั้งใจจะถวายฎีกา” สาธิต กล่าว

วิเคราะห์หรือไม่ว่าเหตุใด ศรส.ถึงพุ่งเป้ามา? สาธิต ตอบว่า “เมื่อ 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้ใหญ่ในรัฐบาลได้โทรศัพท์ไปหาเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย เพื่อขอร้องให้ท่านช่วยมาพูดคุยกับผมให้ยุติบทบาท แต่ในช่วงที่ท่านทูตได้รับการขอร้องนั้นท่านยังอยู่ในต่างประเทศ เมื่อท่านกลับมาท่านก็แจ้งกับผมว่าการขึ้นเวทีทำให้รัฐบาลไม่สบายใจ”

“ขณะนั้นท่านเอกอัครราชทูตย้ายไปต่างประเทศ ผมจึงได้แจ้งไปยังท่านอุปทูตว่าหากรัฐบาลไม่สบายใจผมก็พร้อมที่จะยุติบทบาท แต่บังเอิญตอนนั้นเป็นช่วงคาบเกี่ยวกับการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินพอดี แต่ผมก็ไม่เข้าใจว่าสุดท้ายทำไมเรื่องถึงออกมาเป็นแบบนี้”

สาธิต เล่าอีกว่า จำได้ว่ารัฐบาลได้ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในวันจันทร์ แต่ให้มีผลตามประกาศในวันพุธ โดยกิจกรรมสุดท้ายที่เคลื่อนไหวคือการเดินทางไปยังวิทยุการบินแห่งประเทศไทยในวันจันทร์ ซึ่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินยังไม่ได้บังคับใช้ แต่หลังจากที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมีผลบังคับใช้ ยืนยันได้ว่าไม่ได้เคลื่อนไหวที่ไหนอีก

“กิจกรรมในวันจันทร์นั้น เป็นการเคลื่อนขบวนไปเพื่ออธิบายให้ข้าราชการเข้าใจว่าทำไมทางกลุ่มต้องเดินทางมาเยือน มันไม่ใช่ผมนำมวลชนไป และไม่ใช่ว่าผมไปคนเดียว ที่สำคัญผมไม่เคยไปข่มขู่หรือว่าร้ายใคร ผมไม่ได้ไปปิดวิทยุการบิน ลองไปถามท่านอธิบดีดูก็ได้ว่า ในวงเจรจาที่เรานั่งคุยกันนั้น คำพูดของผมเป็นอย่างไรกันแน่”

สาเหตุประการหนึ่งที่ ศรส.ใช้เนรเทศ “สาธิต” คือการเป็นคน “ต่างด้าว” ซึ่งเขาก็ยอมรับและกล่าวอย่างภูมิใจว่า ได้ใช้สถานะของชาวอินเดียเพื่อประโยชน์ของประเทศไทยมาอย่างมากมาย “ผมมีจิตสำนึกว่าผมเกิดในต่างประเทศ ผมเป็นต่างด้าว ผมจึงยิ่งต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดินและพระมหากษัตริย์ แม้หน้าตาของผมและพาสปอร์ตของผมจะเป็นแขก แต่จิตใจและจิตสำนึกของผมเป็นคนไทย”

สาธิต บอกอีกว่า ตั้งแต่อดีตได้ทำประโยชน์ให้กับประเทศไทยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีมาถึง 6 สมัย สร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยและประเทศอินเดีย มีส่วนช่วยเจรจาเอฟทีเอ หรือแม้แต่การเชิญนักธุรกิจอินเดียมาลงทุนในไทยและการโปรโมทการท่องเที่ยวประเทศไทยในอินเดีย

“ผมเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีทั้งยุคของชวน หลีกภัย ยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือแม้แต่ยุคของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยไม่ได้คิดว่าจะทำเพื่อนายกรัฐมนตรีคนไหน แต่ผมทำเพื่อทีมไทยแลนด์เท่านั้น เรื่องเศรษฐกิจเมื่อก่อนมูลค่าการค้าขายระหว่างสองประเทศอยู่ที่ประมาณ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ปัจจุบันมูลค่าสูงกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ”

“นอกจากนี้ ผมจะได้เชิญชาวอินเดียมาเปิดโรงงานแล้วไม่ต่ำกว่า 10 แห่ง ได้เป็นผู้ริเริ่มเชิญอัครมหาเศรษฐีอินเดียมาจัดงานแต่งงานในไทย ซึ่งแต่ละคนจะมาใช้จ่ายในประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท จนปัจจุบันประเทศไทยกลายเป็นปลายทางอันดับหนึ่งของมหาเศรษฐีชาวอินเดีย”

สาธิต บอกว่า เข้ามาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่อายุ 5 ขวบ แต่เกิดที่ประเทศอินเดียเพราะบิดาได้ไปแต่งงานกับมารดาที่ประเทศอินเดียในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีลูกทั้งหมด 5 คน พี่น้อง 4 คน มีสัญชาติไทยหมด เหลือแต่เขาคนเดียวที่ถือสัญชาติอินเดีย

“ผมเลือกเกิดไม่ได้ และจริงๆ แล้วผมควรได้เปลี่ยนสัญชาติเมื่อ 30 ปีที่แล้ว แต่มีกิจกรรมสังคมสงเคราะห์ให้ทำมากมาย จึงไม่ได้ขอเปลี่ยน”

สาธิต เล่าต่อไปว่า เหตุผลที่ออกมาเคลื่อนไหวร่วมกับ กปปส. ไม่ได้เป็นเพราะ สุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งหากเป็นการต่อสู้ระหว่างประชาธิปัตย์กับเพื่อไทยก็คงไม่ออกมาแน่ แต่ที่มานี่เพราะมองว่าเป็นการต่อสู้ของประชาชน ไม่ได้มีวาระซ่อนเร้นทางการเมืองใดๆ ทุกครั้งที่ขึ้นพูดบนเวทีก็มีเพียงวาระ 2 ประการ คือ 1.ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และ 2.แสดงความจงรักภักดีและความรักต่อประเทศไทย

“ตั้งแต่มีข่าวว่า ศรส.จะเนรเทศ 2-3 วันมานี้ รู้สึกเศร้าและเครียด ถามว่าจะไล่ผมไปไหน ที่นี่คือบ้านผม ผมเกิดที่อินเดียก็จริงแต่อยู่เมืองไทยมาตลอดชีวิต ผมไม่เคยมีคดี ถามว่าพฤติกรรมของผมเป็นผู้ก่อการร้ายหรือ ทำไมต้องเพ่งเล็งมาที่ผม แค่การถือพาสปอร์ตอินเดียคือเหตุผลที่ถูกเนรเทศหรือ การกระทำของรัฐบาลเช่นนี้ ถามว่ารัฐบาลอินเดียจะรู้สึกอย่างไร นั่นเพราะผมถือเป็นผู้นำของชาวอินเดียในประเทศไทย” สาธิต กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท