
"จะไล่ผมไปไหน ที่นี่คือบ้านผม" สาธิต เซกัส ถวายฏีกา-พึ่งบารมีศาล
ทีมข่าวการเมือง
ทีมข่าวการเมือง
ภายหลังศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) ประกาศเดินหน้าเนรเทศ สาธิต เซกัล ประธานกลุ่มนักธุรกิจสีลม “โพสต์ทูเดย์” ได้นัดหมายเปิดใจเจ้าตัวถึงอนาคตหลังจากนี้
“ผมยังไม่รู้ว่าผมทำอะไรผิด ผมไม่รู้จริงๆ แต่หากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองมีคำกล่าวหามาถึงผม ผมก็พร้อมจะไปตอบท่านเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ แต่ถ้าไปชี้แจงแล้วไม่ได้รับความยุติธรรม ผมก็คงต้องพึ่งบารมีศาล แต่ถ้าทุกทางมันมืดมนจริงๆ ถ้ามันไม่มีช่องทางอื่นอีกแล้ว ผมรักประเทศไทย ผมเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมจะไปขอความเป็นธรรมจากพ่อหลวง ผมตั้งใจจะถวายฎีกา” สาธิต กล่าว
วิเคราะห์หรือไม่ว่าเหตุใด ศรส.ถึงพุ่งเป้ามา? สาธิต ตอบว่า “เมื่อ 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้ใหญ่ในรัฐบาลได้โทรศัพท์ไปหาเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย เพื่อขอร้องให้ท่านช่วยมาพูดคุยกับผมให้ยุติบทบาท แต่ในช่วงที่ท่านทูตได้รับการขอร้องนั้นท่านยังอยู่ในต่างประเทศ เมื่อท่านกลับมาท่านก็แจ้งกับผมว่าการขึ้นเวทีทำให้รัฐบาลไม่สบายใจ”
“ขณะนั้นท่านเอกอัครราชทูตย้ายไปต่างประเทศ ผมจึงได้แจ้งไปยังท่านอุปทูตว่าหากรัฐบาลไม่สบายใจผมก็พร้อมที่จะยุติบทบาท แต่บังเอิญตอนนั้นเป็นช่วงคาบเกี่ยวกับการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินพอดี แต่ผมก็ไม่เข้าใจว่าสุดท้ายทำไมเรื่องถึงออกมาเป็นแบบนี้”
สาธิต เล่าอีกว่า จำได้ว่ารัฐบาลได้ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในวันจันทร์ แต่ให้มีผลตามประกาศในวันพุธ โดยกิจกรรมสุดท้ายที่เคลื่อนไหวคือการเดินทางไปยังวิทยุการบินแห่งประเทศไทยในวันจันทร์ ซึ่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินยังไม่ได้บังคับใช้ แต่หลังจากที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมีผลบังคับใช้ ยืนยันได้ว่าไม่ได้เคลื่อนไหวที่ไหนอีก
“กิจกรรมในวันจันทร์นั้น เป็นการเคลื่อนขบวนไปเพื่ออธิบายให้ข้าราชการเข้าใจว่าทำไมทางกลุ่มต้องเดินทางมาเยือน มันไม่ใช่ผมนำมวลชนไป และไม่ใช่ว่าผมไปคนเดียว ที่สำคัญผมไม่เคยไปข่มขู่หรือว่าร้ายใคร ผมไม่ได้ไปปิดวิทยุการบิน ลองไปถามท่านอธิบดีดูก็ได้ว่า ในวงเจรจาที่เรานั่งคุยกันนั้น คำพูดของผมเป็นอย่างไรกันแน่”
สาเหตุประการหนึ่งที่ ศรส.ใช้เนรเทศ “สาธิต” คือการเป็นคน “ต่างด้าว” ซึ่งเขาก็ยอมรับและกล่าวอย่างภูมิใจว่า ได้ใช้สถานะของชาวอินเดียเพื่อประโยชน์ของประเทศไทยมาอย่างมากมาย “ผมมีจิตสำนึกว่าผมเกิดในต่างประเทศ ผมเป็นต่างด้าว ผมจึงยิ่งต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดินและพระมหากษัตริย์ แม้หน้าตาของผมและพาสปอร์ตของผมจะเป็นแขก แต่จิตใจและจิตสำนึกของผมเป็นคนไทย”
สาธิต บอกอีกว่า ตั้งแต่อดีตได้ทำประโยชน์ให้กับประเทศไทยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีมาถึง 6 สมัย สร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยและประเทศอินเดีย มีส่วนช่วยเจรจาเอฟทีเอ หรือแม้แต่การเชิญนักธุรกิจอินเดียมาลงทุนในไทยและการโปรโมทการท่องเที่ยวประเทศไทยในอินเดีย
“ผมเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีทั้งยุคของชวน หลีกภัย ยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือแม้แต่ยุคของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยไม่ได้คิดว่าจะทำเพื่อนายกรัฐมนตรีคนไหน แต่ผมทำเพื่อทีมไทยแลนด์เท่านั้น เรื่องเศรษฐกิจเมื่อก่อนมูลค่าการค้าขายระหว่างสองประเทศอยู่ที่ประมาณ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ปัจจุบันมูลค่าสูงกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ”
“นอกจากนี้ ผมจะได้เชิญชาวอินเดียมาเปิดโรงงานแล้วไม่ต่ำกว่า 10 แห่ง ได้เป็นผู้ริเริ่มเชิญอัครมหาเศรษฐีอินเดียมาจัดงานแต่งงานในไทย ซึ่งแต่ละคนจะมาใช้จ่ายในประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท จนปัจจุบันประเทศไทยกลายเป็นปลายทางอันดับหนึ่งของมหาเศรษฐีชาวอินเดีย”
สาธิต บอกว่า เข้ามาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่อายุ 5 ขวบ แต่เกิดที่ประเทศอินเดียเพราะบิดาได้ไปแต่งงานกับมารดาที่ประเทศอินเดียในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีลูกทั้งหมด 5 คน พี่น้อง 4 คน มีสัญชาติไทยหมด เหลือแต่เขาคนเดียวที่ถือสัญชาติอินเดีย
“ผมเลือกเกิดไม่ได้ และจริงๆ แล้วผมควรได้เปลี่ยนสัญชาติเมื่อ 30 ปีที่แล้ว แต่มีกิจกรรมสังคมสงเคราะห์ให้ทำมากมาย จึงไม่ได้ขอเปลี่ยน”
สาธิต เล่าต่อไปว่า เหตุผลที่ออกมาเคลื่อนไหวร่วมกับ กปปส. ไม่ได้เป็นเพราะ สุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งหากเป็นการต่อสู้ระหว่างประชาธิปัตย์กับเพื่อไทยก็คงไม่ออกมาแน่ แต่ที่มานี่เพราะมองว่าเป็นการต่อสู้ของประชาชน ไม่ได้มีวาระซ่อนเร้นทางการเมืองใดๆ ทุกครั้งที่ขึ้นพูดบนเวทีก็มีเพียงวาระ 2 ประการ คือ 1.ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และ 2.แสดงความจงรักภักดีและความรักต่อประเทศไทย
“ตั้งแต่มีข่าวว่า ศรส.จะเนรเทศ 2-3 วันมานี้ รู้สึกเศร้าและเครียด ถามว่าจะไล่ผมไปไหน ที่นี่คือบ้านผม ผมเกิดที่อินเดียก็จริงแต่อยู่เมืองไทยมาตลอดชีวิต ผมไม่เคยมีคดี ถามว่าพฤติกรรมของผมเป็นผู้ก่อการร้ายหรือ ทำไมต้องเพ่งเล็งมาที่ผม แค่การถือพาสปอร์ตอินเดียคือเหตุผลที่ถูกเนรเทศหรือ การกระทำของรัฐบาลเช่นนี้ ถามว่ารัฐบาลอินเดียจะรู้สึกอย่างไร นั่นเพราะผมถือเป็นผู้นำของชาวอินเดียในประเทศไทย” สาธิต กล่าวทิ้งท้าย







