
เอกชนมั่นใจส่งออกโต5%
ไตรมาสแรกขยายตัวได้การเมืองไม่ระคายเตือนไทยเจอความเสี่ยงรุมเร้าหนัก3เด้ง
ไตรมาสแรกขยายตัวได้การเมืองไม่ระคายเตือนไทยเจอความเสี่ยงรุมเร้าหนัก3เด้ง
ส่งออกไตรมาสแรกยังไม่ถูกการเมืองกระทบขยายตัวได้ 12% มั่นใจทั้งปี 5% ไทยเจอเสี่ยงรุม 3 ด้าน
นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สทร.) เปิดเผยว่า สทร. มั่นใจว่าการส่งออกในปีนี้จะขยายตัวได้ 5% หลังจากเห็นตัวเลขการส่งออกในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมาที่ยังขยายตัวได้ดี ทำให้เชื่อว่าไตรมาสแรกนี้จะยังไม่ถูกกระทบจากปัญหาทางการเมือง เพราะคู่ค้าได้มีคำสั่งซื้อเข้ามาล่วงหน้าแล้ว
อย่างไรก็ตาม ยังมีสิ่งที่ต้องกังวลคือตอนนี้เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความเสี่ยง 3 ด้านพร้อมกัน คือ ความสามารถการแข่งขันที่ลดลงจากปัญหาและนโยบายภาครัฐในช่วงเวลาที่ผ่านมาและไม่ได้รับการแก้ไข ทั้งด้านต้นทุนค่าแรงเพิ่มขึ้น ขาดแคลนแรงงาน และการใช้นโยบายรัฐเข้ามาแทรกแซงกลไกตลาดในสินค้าเกษตร
2.ปัญหาการเมืองที่จะทำให้เกิดสุญญากาศของภาครัฐอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งจะส่งผลต่อการลงทุน โดยเฉพาะตอนนี้ที่ไม่มีคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) อนุมัติการลงทุน ซึ่งถ้ายาวไปจะทำให้ไทยขาดการลงทุนที่เป็นเทคโนโลยีนวัตกรรม ที่ยิ่งจะทำให้ไทยไม่มีการพัฒนากลายเป็นประเทศซันเซตมีความเสี่ยงสุด
ประการสุดท้ายคือ ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่แม้ยุโรป สหรัฐ จะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ก็ยังมีบางฝ่ายที่มองว่ายังมีความไม่แน่นอน วิกฤตค่าเงินในอาร์เจนตินา และยังมีความเสี่ยงจากโรคติดต่อและภัยธรรมชาติ ที่คาดว่าจะสูงขึ้นในปีนี้ เห็นจากภายพิบัติสหรัฐที่ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและเศรษฐกิจอย่างมาก
ด้าน นายวัลลภ วิตนากร รองประธาน สทร. กล่าวว่า ตอนนี้การเมืองกระทบกับทั้งการท่องเที่ยว การบริโภค การลงทุน และการกระตุ้นจากภาครัฐ เหลือเพียงการส่งออกที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่จะทำให้เศรษฐกิจในครึ่งปีแรกขยายตัวได้ไตรมาสละ 12% และในครึ่งหลังจะขยายตัวได้ 57% เฉลี่ยทั้งปี 5% ขณะที่ผลิตภัณฑ์ภาคและจังหวัด (จีพีพี) จะขยายตัว 3% แต่การส่งออกยังเสี่ยงถ้าการเมืองยืดเยื้อและมีความรุนแรง
“ตอนนี้มีบางอุตสาหกรรมที่คู่ค้าต้องตรวจสอบคุณภาพสินค้า หรือมางานแสดงสินค้าตอนนี้งดการเข้ามาหมด ซึ่งแนะนำว่าผู้ส่งออกต้องปรับตัวเช่นไปเจรจาหรือแสดงสินค้าประเทศอื่นที่คู่ค้าสบายใจที่จะไปแทน เช่น สิงคโปร์” นายวัลลภ กล่าว
รองประธาน สทร. กล่าวว่า แต่ผลกระทบจากสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นแล้วคือต้นทุนของส่งทางอากาศที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากเที่ยวบินระหว่างประเทศที่ลดลงค่าความเสี่ยงในการขนส่งปรับตัวเพิ่มขึ้นมานับแต่รัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน จึงเห็นว่ารัฐบาลควรเร่งยกเลิกกฎหมายนี้ เพื่อลดผลกระทบต่อทั้งการท่องเที่ยวและการขนส่ง
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ตอนนี้ที่น่าห่วงที่สุดคือเอสเอ็มอีที่เจอปัญหาสภาพคล่อง ที่แม้ตอนนี้สมาคมธนาคารจะรับไปแล้วว่าจะช่วยพิจารณาดูให้เป็นรายๆ แต่ธนาคารก็ดูที่งบการเงินของลูกค้าเป็นหลักซึ่งในที่สุดก็ยังมีปัญหาเหมือนเดิม ดังนั้นที่เอกชนต้องเร่งเดินหน้าตอนนี้คือรายใหญ่ต้องช่วยเหลือรายเล็กและทำพร้อมกันทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมโดยไม่รอพึ่งการช่วยเหลือจากภาครัฐ
“แต่ละองค์กรเอกชนจะต้องคุยและช่วยเหลือกันอย่าหวังพึ่งพาภาครัฐอีกเลยอีก 1 ปีไม่มีทาง เอกชนไม่มั่นใจภาครัฐแล้วเพราะดูจากงบประมาณแล้วไม่คิดว่าทางการจะช่วยอะไรได้ ขนาดที่ทำงานยังต้องย้ายไปย้ายมาเลย” นายวัลลภ กล่าว นายวัลลภ กล่าวว่า ความยืดเยื้อของปัญหาการเมืองตอนนี้ยังสร้างความกังวลต่อการเจรจาการค้าเสรี(เอฟทีเอ)ไทยอียู ที่จะล่าช้าออกไป ซึ่งแม้การเจรจารอบเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ยังไม่ยกเลิกแต่ก็คาดว่าเป็นการพบกันเพียงเรื่องหาข้อมูลเพิ่มไม่มีผลต่อการตัดสินใจใด ซึ่งตอนนี้เอกชนพยายามจะเข้าไปคุยกับทูตอียูแต่ละประเทศว่าขอให้การเจรจายังดำเนินอยู่ เมื่อมีรัฐบาลใหม่เข้ามาค่อยนำสิ่งที่เจรจาไว้ขึ้นมาทบทวนดีกว่าจะปล่อยทิ้งไป
“การเจรจาเอฟทีเอไทยอียูเป็นมีความจำเป็นมากเพื่อเข้ามาทดแทนสิทธิพิเศษทางศุลกากร(จีเอสพี) ที่ปีนี้ยุโรปเริ่มตัดจีเอสพีสินค้าไทยแล้ว 50 รายการ และเริ่มตั้งแต่ 1 มกราคม 2558 จะตัดทั้งหมด 723 รายการ ซึ่งถ้าไม่ทำอะไรเลยประเด็นนี้จะส่งผลต่อการส่งออกไปยุโรปในปี 2558 อย่างชัดเจน และความสามารถไทยจะลดลงเมื่อเทียบกับคู่แข่งทั้งมาเลเซีย อินโดฯ เวียดนามที่ตอนนี้เร่งเจรจาเอฟทีเอกับอียูซึ่งคาดว่าจะเสร็จเร็วก่อนไทยเป็นปี” นายวัลลภ กล่าว
นายรติดนัย หุ่นสวัสดิ์ หัวหน้าโครงการดัชนีการส่งออก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การตัดสิทธิจีเอสพี 50 รายการในปีนี้จะส่งผลต่อการส่งออกไทยไปอียูประมาณ 78 ล้านเหรียญ หรือ 0.35% ของการส่งออกทั้งหมดที่ไปยุโรปประมาณ 2.2 หมื่นล้านเหรียญ หรือ 9.5%ของการส่งออกไทยทั้งหมด โดยคาดว่าปีนี้การส่งอออกไปยุโรปปีนี้จะยังขยายตัว 2.15% แต่คาดว่าผลกระทบจะมากขึ้นต่อการส่งออกในปี 2558 ที่อียูจะตัดสิทธิจีเอสพีในสินค้าทุกรายการ







