
ตลาดเกิดใหม่เพร่พิษผลักนักลงทุนผวาหุ้น
นงลักษณ์ อัจนปัญญา
นงลักษณ์ อัจนปัญญา
สถานการณ์ของตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วเริ่มต้นรอบสัปดาห์แบบไม่ค่อยจะราบรื่นสักเท่าไรนัก เมื่อนักลงทุนทั่วโลกยังคงเดินหน้าเทขายหุ้นที่ถือครองอยู่อย่างต่อเนื่อง พร้อมวิ่งเข้าหาแหล่งพักเงินที่ปลอดภัย (เซฟ ฮาเวน) อย่างพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและเงินเยนญี่ปุ่นกันจ้าละหวั่น
ขณะเดียวกัน เหตุการณ์ข้างต้นยังเป็นสถานการณ์เลวร้ายที่ต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว ที่เกิดกระแสทุนไหลทะลักออกจากตลาดกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (อีเมิร์จจิง มาร์เก็ต) ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นและตลาดค่าเงินดิ่งแรงและดิ่งหนัก จนนักวิเคราะห์หลายสำนักหวาดหวั่นไปตามๆ กันว่าจะเกิดวิกฤตตลาดทุนและค่าเงินขึ้นมาอีกระลอก ซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกที่ยังคงบอบช้ำและเพิ่งจะเริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตภาคการเงินการธนาคารในปี 2008 ได้ไม่นาน
ความต่อเนื่องข้างต้นส่งผลให้ผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งอดตั้งข้อสังเกตไม่ได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นตลาดทุนทั่วโลกนี้ อาจเป็นผลกระทบที่ติดต่อมาจากสถานการณ์เลวร้ายในตลาดกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ซึ่งฉุดให้บรรยากาศการซื้อขายภายในตลาดหุ้นหลักๆ ของโลก เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น หรือยุโรป ซบเซาตามไปด้วย
ทั้งนี้ รายงานจากหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานว่า ความปั่นป่วนในตลาดหุ้นของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ได้ส่งผ่านไปยังตลาดของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วเรียบร้อย และทำให้การซื้อขายในตลาดเหล่านั้นทำสถิติต่ำสุดในรอบหลายเดือน เพราะนักลงทุนดาหน้าเทขายหุ้นด้วยแรงผลักดันจากความกลัวเป็นสำคัญ
ตลาดหุ้นที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในรอบสัปดาห์นี้คือ ญี่ปุ่น โดยดัชนีนิกเกอิ 225 ปรับตัวลดลงโดยเฉลี่ยแล้ว 2.6% หลังจากที่เปิดตลาดช่วงเช้าวันอังคารที่ 4 ก.พ. ดัชนีดังกล่าวทำสถิติต่ำสุดในรอบ 4 เดือน ขณะที่นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้ดัชนีนิกเกอิปรับลดลงไปแล้วถึง 12.3% กลายเป็นประเทศที่มีผลประกอบการในตลาดหลักทรัพย์ที่เลวร้ายที่สุดของปีนี้
ด้านดัชนีเอ็มเอสซีไอ ซึ่งวัดความเคลื่อนไหวในตลาดหุ้นหลัก 45 ประเทศทั่วโลก ก็ปรับตัวต่ำสุดในรอบเกือบ 4 เดือน หรือนับตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนีเอ็มเอสซีไอ อีเมิร์จจิง มาร์เก็ต ปรับตัวลดลงอีก 1.4% ส่งผลให้ดัชนีดังกล่าวดิ่งลง 2 เดือนติดต่อกันแล้ว
คิท จุกส์ นักกลยุทธ์จาก โซซิเอเต เจเนรัล แสดงความเห็นว่า สถานการณ์ของตลาดหุ้นในประเทศพัฒนาแล้วเหมือนจะปั่นป่วนตามตลาดหุ้นของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 3 ก.พ. ตลาดหุ้นวอลสตรีทของสหรัฐปรับตัวลดลงค่อนข้างแรงเช่นกัน โดยดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ลดลง 326 จุด หรือเกือบ 2.1% ขณะที่ดัชนีสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ส 500 (เอสแอนด์พี 500) และดัชนีแนสแด็กก็ปรับตัวลดลงมากกว่า 2% เช่นกัน
สำหรับเหตุผลสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปั่นป่วนตามตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่นี้ นักวิเคราะห์เกือบทุกสำนักให้ความเห็นตรงกันว่าเป็นผลสืบเนื่องมาจากความหวาดวิตกและความไม่เชื่อมั่นต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกของนักลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้รับการตอกย้ำจากรายงานที่น่าผิดหวังอย่างดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ของจีน และดัชนีภาคอุตสาหกรรมโรงงาน (ไอเอสเอ็ม) ของสหรัฐ
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ ความอ่อนแอของตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่บวกกับความไม่แน่นอนในการฟื้นตัวของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ทำให้บรรยากาศของตลาดในปัจจุบันไม่น่าเสี่ยงสำหรับนักลงทุน ยิ่งเมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศชัดเจนว่าจะเดินหน้ายุติการใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) แน่นอนแล้ว ก็ยิ่งทำให้นักลงทุนจำต้องคิดหนักหากต้องลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เพราะแหล่งต้นทุนราคาถูกกำลังจะหายไป
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน ระบุชัดว่า ดัชนีพีเอ็มไอในเดือน ม.ค. ลดลง 50.5 จุด จาก 51 จุด ในเดือน ธ.ค. และ 51.4 จุด ในเดือน พ.ย. ขณะที่ดัชนีไอเอสเอ็มของสหรัฐในเดือน ม.ค. หดตัวเหลือ 51.3 จาก 56.5 ในเดือน ธ.ค. ก่อนหน้า และยังถือเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 8 เดือน อีกทั้งดัชนีคำสั่งซื้อใหม่ของภาคอุตสาหกรรมโรงงานในเดือน ม.ค.ของสหรัฐ ยังลดลงเหลือ 51.2 จุด จาก 64.4 จุด ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งนับเป็นการลดลงรายเดือนครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 1980 ทีเดียว
ร็อบ คาร์เนลล์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากไอเอ็นจี ระบุว่า ตัวเลขของดัชนีไอเอสเอ็มในเดือน ม.ค.นี้ค่อนข้างเลวร้าย จนทำให้อดคิดไม่ได้ว่าต้องมีบางสิ่งบางอย่างในเศรษฐกิจที่ี่ผิดปกติ
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาดัชนีการจ้างงานของสหรัฐที่ยังอยู่ในระดับต่ำและภูมิภาคยุโรปที่ยังฟื้นตัวได้เชื่องช้าจนไม่น่าชดเชยเศรษฐกิจที่ชะลอตัวของจีนได้ทัน ตลอดจนปัจจัยเสี่ยงแวดล้อมในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ เช่น ความไม่สงบและความไร้เสถียรภาพทางการเมือง โดยมีหลายประเทศในกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่จะต้องผลัดเปลี่ยนรัฐบาลผู้บริหารปกครองประเทศตามกำหนดวาระในปีนี้ กับโครงสร้างเศรษฐกิจพื้นฐานที่ปราศจากภูมิคุ้มกันแข็งแกร่งหนาแน่นพอต่อกระแสทุนต่างประเทศ ทำให้นักลงทุนทั่วโลกรู้สึกไม่สบายใจนักหากต้องลงทุนในตลาดหุ้นในช่วงเวลานี้
ขณะเดียวกัน ความไม่สบายใจดังกล่าวได้ผลักดันให้นักลงทุนเหล่านี้เริ่มหันหน้าเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัยอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและค่าเงินเยน โดยผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับตัวลดลงแล้ว 9 จุด มาอยู่ที่ 2.58% ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่ต้นเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว ขณะที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐปรับตัวอ่อนค่าลง 1% เมื่อเทียบกับค่าเงินเยน เมื่อวันที่ 4 ก.พ. โดย 1 เหรียญสหรัฐอยู่ที่ 101.20 เยน
ทั้งนี้ แม้ว่านักเศรษฐศาสตร์อีกส่วนหนึ่งจะพยายามแย้งว่า ยังเร็วเกินไปที่จะตื่นตระหนก เนื่องจากดัชนีไอเอสเอ็มเดือน ม.ค. ที่ลดลงน่าจะเป็นผลมาจากปัญหาของสภาพอากาศที่เลวร้ายในสหรัฐ ไม่ใช่เพราะอุตสาหกรรมมีกิจกรรมลดลง เช่นเดียวกับดัชนีพีเอ็มไอของจีนที่ลดลงเพราะอยู่ในช่วงโกลเดนวีก หรือวันหยุดยาวเนื่องในวันตรุษจีนเป็นสำคัญ
กระนั้นก็ไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกันว่าปัจจัยจากนโยบายลดคิวอีของเฟด การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และความอ่อนแอของกลุ่มตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ ได้สร้างบรรยากาศยะเยือกที่จะทำให้นักลงทุนตัดสินใจชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นจนส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกอย่างน้อยที่สุดในช่วงสั้นๆ มีแนวโน้มซบเซาต่อเนื่องสักระยะ







