posttoday
ฤาน้ำผึ้งหยดเดียวจะทำให้เศรษฐกิจไทยพัง

ฤาน้ำผึ้งหยดเดียวจะทำให้เศรษฐกิจไทยพัง

05 กุมภาพันธ์ 2557

เขียนเรื่องความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในโลกไปในฉบับที่แล้ว เนื่องจากกลัวว่าประเทศไทยมัวแต่ยุ่งอยู่กับการเมืองภายในจนตามเก็บผลประโยชน์จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของโลกไม่ทัน แถมรายงานธนาคารโลกยังหยิบยกไทยและอินโดนีเซียอีกว่า เป็นตัวเฉลี่ยให้ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในคาบสมุทรแปซิฟิกน้อยลง โดยเฉพาะมีการระบุด้วยว่ากรณีของประเทศไทยนั้นเป็นเรื่องการเมืองภายในประเทศ คราวนี้ก็ตั้งใจไว้ว่าจะเขียนเกี่ยวกับประเทศกำลังพัฒนา โดยจะนำรายงานของธนาคารโลกมาบอกเล่ากันต่อ แต่ก็ต้องเปลี่ยนใจขอนำเรื่องอื่นมาคั่นไปก่อน ด้วยความสับสนหงุดหงิดของข่าวสารในประเทศเป็นอย่างมาก ดูข่าวฟรีทีวีก็รายงานอย่างหนึ่ง ทั้งนี้ไม่นับช่องของรัฐบาลที่ผู้เขียนเลิกดูมานานแล้ว แต่โดยที่ไม่ชอบดูช่องที่เอียงข้างใดข้างหนึ่งมากไป ก็เลยคิดว่าดูฟรีทีวีซึ่งเป็นการายงานข่าวทั่วๆ ไป น่าจะพอหาความเป็นกลางได้บ้าง แต่ก็ยังอดรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้ เพราะดูจะเป็นข่าวโลกสวย หรือทำให้คนดูข่าวมองว่าไม่มีปัญหาอะไรมากนัก ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การเมือง ส่งออก จำนำข้าว ฯลฯ ทำให้คนดูแล้วก็กลายเป็นพวกโลกสวยไป ซึ่งดูจะตรงข้ามกับข้อเท็จจริงที่กำลังเกิดขึ้น

เขียนเรื่องความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในโลกไปในฉบับที่แล้ว เนื่องจากกลัวว่าประเทศไทยมัวแต่ยุ่งอยู่กับการเมืองภายในจนตามเก็บผลประโยชน์จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของโลกไม่ทัน แถมรายงานธนาคารโลกยังหยิบยกไทยและอินโดนีเซียอีกว่า เป็นตัวเฉลี่ยให้ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในคาบสมุทรแปซิฟิกน้อยลง โดยเฉพาะมีการระบุด้วยว่ากรณีของประเทศไทยนั้นเป็นเรื่องการเมืองภายในประเทศ คราวนี้ก็ตั้งใจไว้ว่าจะเขียนเกี่ยวกับประเทศกำลังพัฒนา โดยจะนำรายงานของธนาคารโลกมาบอกเล่ากันต่อ แต่ก็ต้องเปลี่ยนใจขอนำเรื่องอื่นมาคั่นไปก่อน ด้วยความสับสนหงุดหงิดของข่าวสารในประเทศเป็นอย่างมาก ดูข่าวฟรีทีวีก็รายงานอย่างหนึ่ง ทั้งนี้ไม่นับช่องของรัฐบาลที่ผู้เขียนเลิกดูมานานแล้ว แต่โดยที่ไม่ชอบดูช่องที่เอียงข้างใดข้างหนึ่งมากไป ก็เลยคิดว่าดูฟรีทีวีซึ่งเป็นการายงานข่าวทั่วๆ ไป น่าจะพอหาความเป็นกลางได้บ้าง แต่ก็ยังอดรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้ เพราะดูจะเป็นข่าวโลกสวย หรือทำให้คนดูข่าวมองว่าไม่มีปัญหาอะไรมากนัก ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การเมือง ส่งออก จำนำข้าว ฯลฯ ทำให้คนดูแล้วก็กลายเป็นพวกโลกสวยไป ซึ่งดูจะตรงข้ามกับข้อเท็จจริงที่กำลังเกิดขึ้น และทำท่าจะดำรงอยู่ไปอีกเป็นระยะเวลาพอสมควรทีเดียว

ครั้นจะไปหาความจริงจาก Social Media ก็ต้องตรวจสอบกันแล้วตรวจสอบกันอีกว่าจริงหรือไม่ เวลามีคลิปมาทีก็ต้องถามกันแล้วถามกันอีก ฝ่ายที่ไม่พอใจคลิปหรืออยู่ข้างผู้ถูกกล่าวหาก็จะบอกว่าตัดต่อ ฝ่ายที่พอใจในคลิปหรือเป็นผู้กล่าวหาก็จะบอกว่าเรื่องจริง เรียกว่ามึนงงไปหมด ไม่รู้จะเชื่อใครดี ดูขนาดที่ท่านนายกฯ หย่อนบัตรเลือกตั้งผิดกล่อง และออกมายอมรับเองว่าผิด ก็ยังมีฝ่ายเชียร์นายกฯ บอกว่าตัดต่อ แถมบางคนยังออกมาบอกหน้าตาเฉยว่า “ไม่ได้ผิด ก็แค่ไม่ถูกเท่านั้นเอง” ถ้าจะให้ต่อแบบพวกหาเรื่องก็คงต้องบอกว่า “มีอะไรป่าวเพ่” บ้านนี้เมืองนี้มันเป็นอะไรกันไปหมดแล้ว ปัญหาใหญ่ก็คือ คนที่ออกมาปฏิเสธ หรือบิดเบือนข้อเท็จจริง มักจะเป็นคนจากฟากรัฐบาล และข้อเท็จจริงนั้นมักจะเป็นข้อเท็จจริงที่เห็นกันชัดๆ เหมือนกับเห็นสีดำอยู่ชัดๆ ก็จะบอกว่าไม่ใช่ นั่นมันสีขาว ถ้าเป็นสมัยก่อน คนฟังก็คงเอ๋อ เอ๋อไป และคิดว่ามันคงเป็นสีขาว แล้วตัวคนฟังคงจะตาบอดสีเอง แต่เมื่อเป็นอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นปีๆ คนฟังก็เลยเลิกเอ๋อ แต่กลายเป็นรับไม่ได้ ข่าวสาร ข้อมูล หรือแม้แต่คำพูดจากคนของรัฐบาลจึงไม่ได้รับการเชื่อถือ

ที่สำคัญคือ เมื่อรัฐบาลนำวิธีการนี้มาใช้กับเศรษฐกิจของประเทศ หรือเรื่องที่จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ จึงเป็นเรื่องที่น่าหนักใจมาก พูดมาเช่นนี้ไม่ยกตัวอย่าง ท่านผู้อ่านก็คงยังเดาทางไม่ถูกว่าอะไรกันแน่ ดูเบาๆ ตัวอย่างแรกก็เรื่องความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลนั่งยันนอนยันว่าจะเติบโตถึง 5% ทั้งๆ ที่นักวิชาการแทบทุกสำนักเขาฟันธงกันไปนานแล้วว่า ไปได้แค่ 33.5% เท่านั้น กว่ารัฐบาลจะมายอมรับแบบอ้อมๆ แอ้มๆ ก็เมื่อปลายปีที่แล้วนี้เอง แล้วยังโยนความผิดให้ม็อบ ทั้งๆ ที่ม็อบเพิ่งเกิดขึ้นไม่ถึงเดือน แถมตอนนี้บางธนาคารออกมาประเมินอีกว่าอัตราการเจริญเติบโตของประเทศไทยจะเหลือแค่ 2% แล้วจะทำอย่างไร รัฐบาลก็คงจะออกมายืนยันอีกว่าเป็นไปไม่ได้ ทำให้เกิดความคลางแคลงใจว่า ไอ้ตัวเลขส่งออกที่เพิ่งออกมาแถลงว่าตกลงไปไม่ถึง 1% นั้น (ถ้าผู้เขียนจำไม่ผิดรัฐบาลให้ข่าวว่าลดลงไป 0.3% กว่า) จริงหรือเปล่า

เรื่องที่เป็นนิทานหลอกเด็กอีกเรื่องก็คือ เรื่องการรับจำนำข้าวสูงกว่าราคาตลาดของรัฐบาล โครงการนี้ผิดตั้งแต่คิดแล้ว การรับจำนำข้าวสูงกว่าราคาตลาดทำได้อย่างไร ใครจะมาไถ่ถอนข้าวคืนในเมื่อสามารถซื้อข้าวในราคาตลาดแล้วเอาไปจำนำก็ยังได้กำไร แต่ก็ไม่วายที่พวกคิดอะไรตื้นๆ จะเห็นดีเห็นงามตามรัฐบาลว่าจะได้ช่วยชาวนา โดยไม่คิดแม้สักนิดว่าเมื่อรับจำนำไปเรื่อยๆ รัฐบาลจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายชาวนา จะขายก็ไม่ได้ และก็จะไม่มีชาวนาที่ไหนมาไถ่ถอนคืน นี่ยังไม่นับการโกง การคอร์รัปชั่น ยิ่งเมื่อมีการคอร์รัปชั่นในทุกขั้นตอนเข้าไปอีก รัฐบาลก็แทบจะไม่เหลืออะไรเลย แต่แทนที่จะรีบถอนตัว กลับสร้างภาพเป็นมวยล้มต้มคนดูไปเรื่อยๆ โดยไม่เคยสนใจเลยว่ามีคนในวงการนี้เขารู้เรื่องดี แถมภาพต่างๆ ก็ยังฟ้อง ไม่ว่าจะเป็นข้าวเน่า ข้าวขึ้นรา ข้าวล้นโกดังเนื่องจากขายไม่ออก แล้วก็ยังมีการเวียนใบประทวนบ้าง ไม่มีการซื้อจริงบ้าง การนำข้าวมาจากประเทศเพื่อนบ้าน คุณภาพข้าวที่ตกต่ำลง การขายข้าวระหว่างรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ที่มีการเซ็นสัญญากันให้เห็น แต่พอรูปออกมาคนในวงการเห็นเข้าเขาก็หัวเราะกันเอิ๊กอ๊ากว่านี่หรือผู้แทนรัฐบาลจีน ที่แท้ก็คนกันเองในประเทศไทย สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ อาจเรียกได้ว่ารัฐบาลล้มละลายทางการได้รับความเชื่อถือ แต่ก็ไม่น่ากังวลเท่ากับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจ เมื่อรัฐบาลจ่ายเงินแก่ชาวนาไปจริงๆ น้อยมากเมื่อเทียบกับเป้าที่ประกาศไว้ เพราะผลที่เกิดกับเศรษฐกิจเมื่อเงินนี้ถูกจ่ายออกและหมุนไปเรื่อยๆ จะไม่เกิดขึ้น จึงแทนที่จะไปช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัว ก็กลับเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอยู่แล้วให้กลับชะลอมากขึ้น

ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมถึงดึงดันอยู่ไม่ยอมขายข้าวออกไปจริงๆ เสียที แม้จะขาดทุนก็ควรจะต้องยอม แล้วก็ควรรีบอุดช่องโหว่ไม่ให้เงินไหลลื่นหายไปไหนเสียหมด ดีกว่าให้เศรษฐกิจของประเทศไทยพังไปทั้งหมด จากสิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็นน้ำผึ้งเพียงหยดเดียว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท