
พาณิชย์หืดจับเร่งระบายข้าว
นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ แถลงกรณีการระบายข้าวในโครงการรับจำนำข้าว ว่า ในช่วงเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ระบายข้าวไปแล้วประมาณ 1 ล้านตัน ซึ่งแบ่งเป็นภาคเอกชนที่มีสัญญาส่งข้าวไปต่างประเทศ 8.6 แสนตัน ตลาดล่วงหน้าอีก 1.1แสนตัน รวมประมาณ 9.7 แสนตัน โดยสัปดาห์นี้จะระบายข้าวเพิ่มเติม เนื่องจากนี้มีข้อแนะนำจากนักวิชาการ นักการเมืองว่าควรจะระบายข้าวเพิ่มขึ้นและถ้าระบายได้หมดก็จะเป็นผลดี ทางกระทรวงพาณิชย์ก็ต้องดำเนินการเป็นขั้นตอน ซึ่งครั้งนี้จะระบายประมาณ 4 แสนตัน เดิมเคยทำไว้แค่ 2 แสนตัน ถ้ามีผู้สนใจอีก ก็สามารถระบายข้าวได้เพิ่มอีก ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการอย่างเต็มที่
นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ แถลงกรณีการระบายข้าวในโครงการรับจำนำข้าว ว่า ในช่วงเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ระบายข้าวไปแล้วประมาณ 1 ล้านตัน ซึ่งแบ่งเป็นภาคเอกชนที่มีสัญญาส่งข้าวไปต่างประเทศ 8.6 แสนตัน ตลาดล่วงหน้าอีก 1.1แสนตัน รวมประมาณ 9.7 แสนตัน โดยสัปดาห์นี้จะระบายข้าวเพิ่มเติม เนื่องจากนี้มีข้อแนะนำจากนักวิชาการ นักการเมืองว่าควรจะระบายข้าวเพิ่มขึ้นและถ้าระบายได้หมดก็จะเป็นผลดี ทางกระทรวงพาณิชย์ก็ต้องดำเนินการเป็นขั้นตอน ซึ่งครั้งนี้จะระบายประมาณ 4 แสนตัน เดิมเคยทำไว้แค่ 2 แสนตัน ถ้ามีผู้สนใจอีก ก็สามารถระบายข้าวได้เพิ่มอีก ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการอย่างเต็มที่
ทั้งนี้จะประกาศทีโออาร์ให้ผู้ค้าข้าวทุกรายในวันที่ 6 ก.พ.นี้ เพื่อให้ผู้สนใจดูรายละเอียดและเสนอราคา ซึ่งรัฐบาลจะมีราคากลางในการเริ่มประมูลที่เป็นไปตามตลาดโลก โดยจะมีการระบายทั้งหมด 4 แสนตัน แบ่งเป็น ข้าวขาว 5% จำนวน 1 แสนตัน ข้าวหอมมะลิ จำนวน 1 แสนตัน ข้าวหอมจังหวัด 5.5 หมื่นตัน ข้าวเหนียวขาว 4 หมื่นตัน ข้าวปทุม 2 หมื่นตัน และให้ยื่นซองในวันที่ 12 ก.พ.จากนั้นจะเปิดซองต่อรองราคาในวันที่ 13 ก.พ. และจะได้ทราบผลในวันที่ 14 ก.พ.
ถ้าได้รับการตอบรับที่ดี จนสามารถระบายข้าวได้ทั้งหมดก็จะดำเนินการต่อไปทันที แต่ถ้าการตอบรับไม่ดีนักก็ต้องกำหนดท่าทีอีกครั้งหนึ่ง จึงขอเชิญชวนมาช่วยกันซื้อข้าวเพื่อนำเงินไปจ่ายชาวนาตามคำแนะนำของผู้รู้ นักการเมืองควบคู่กับการหาเงินกู้โดยกระทรวงการคลังที่ทำงานคู่ขนานกันอย่างเต็มที่ทั้งในส่วนกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงคลังเพื่อแก้ไขปัญหา
นิวัฒน์ธำรง กล่าวว่า การระบายข้าวก็เป็นไปตามราคาที่ปะปนกัน ถ้าระบายได้ 1 ล้านตัน ก็จะเป็นเงินประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ยืนยันว่าข้าวสต๊อกมีพร้อมที่จะระบาย ขออย่างเดียวขอให้มีคนมาซื้อ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ช่วยแนะนำให้มาซื้อด้วย เพราะยิ่งระบายหมดเร็วเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น
“เราทำสองทางพร้อมกัน ทั้งในด้านการระบายข้าวและการกู้เงิน เราพยายามอย่างยิ่งให้ได้เงินมาให้ชาวนาโดยเร็วที่สุด เพราะการจ่ายให้กับชาวนามากที่สุดต่อวันจากสาขาจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศ ได้เพียงวันละ 4,000 ล้านบาท จึงต้องใช้เวลา ถ้ารัฐบาลมีเงิน 1 หมื่นล้านบาท ก็ได้หลายวัน และจะจ่ายให้กับประชาชนมากมาย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องทยอยจ่ายอยู่แล้ว ตามความสามารถของสาขาธนาคาร ซึ่งในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ เขาก็จะทำงาน เนื่องจากทุกฝ่ายต้องช่วยกันอย่างเต็มที่” นิวัฒน์ธำรง กล่าว
สหรบสำหรับกรณีข้าวหายจากโกดังจาก จ.อุดรธานี กว่า 3.4 ล้านกิโลกรัมนั้น นิวัฒน์ธำรง กล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงาน หากมีข้อมูลจะนำมาชี้แจงทันที
เมื่อถามถึงกรณีที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ทำหนังสือถึงรัฐบาลให้ยกเลิกโครงการรับจำนำข้าว นิวัฒน์ธำรง กล่าวว่าเท่าที่ดูคร่าวๆ จากข่าวก็เห็นว่าเป็นเรื่องเก่าๆ ซึ่งเนื้อความส่วนใหญ่เคยส่งมาทั้งหมดแล้วและมีการโต้ตอบการทั้งนี้เมื่อได้เห็นจดหมายตัวจริงก็พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อถามว่าโครงการรับจำนำข้าวเป็นปัญหาต่อรัฐบาลมาก หากได้กลับมาเป็นรัฐบาลจะดำเนินการต่อหรือไม่ นิวัฒน์ธำรง กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นโครงการของรัฐบาลนี้ แต่ว่าขณะนี้เราเป็นรัฐบาลรักษาการ จะไปทำอะไรของใหม่หรือทำอะไรที่เป็นผลผูกพันรัฐบาลใหม่ไม่ได้ ขณะเดียวกันโครงการที่ทำมาแล้วและจะจบในเดือน ก.พ.ก็หยุดไม่ได้เหมือนกัน ซึ่งหลังจากนี้คงจะทำอะไรไม่ได้ เพราะอยู่ในรัฐบาลรักษาการเท่านั้น อย่างไรก็ตามคงจะพูดอะไรไม่ได้ เพราะการเลือกตั้งยังไม่เรียบร้อยดี
ขณะที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รายงานผลการชำระหนี้ค่าข้าวของกระทรวงพาณิชย์ในช่วงปี 2555-2557 พบว่า มีการส่งเงินคืนค่าขายข้าว ตั้งแต่ปีการผลิต 2554/2555 จนถึงปัจจุบัน เป็นเงิน 1.48 แสนล้านบาท โดยในปี 2556 ตั้งแต่เดือน ม.ค.-ธ.ค. พบว่าการส่งเงินคืนค่าข้าว 1.07 แสนล้านบาท หรือส่งเงินคืนเฉลี่ยไม่ถึงเดือนละ 1 หมื่นล้านบาท ดังนั้นหากรัฐบาลขายข้าวได้เดือนละ 1 หมื่นล้านบาท จะต้องใช้เวลาคืนหนี้ที่ค้างอยู่กับชาวนาเป็นเงิน 1.2-1.3 แสนล้านบาท เป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี
นอกจากนี้ หากรัฐบาลเร่งขายข้าวสารในสต๊อกออกมาเพื่อจ่ายค่าข้าว จะต้องขายข้าวสารให้ได้ไม่น้อยกว่า 10 ล้านตัน เพราะที่ผ่านมารัฐบาลขายข้าวได้ในราคา 1 หมื่นล้านบาทต่อ 1 ล้านตันเท่านั้น ขณะที่ในปี 2556 รัฐบาลไทยและเอกชนส่งออกข้าวได้ 7 ล้านตัน ส่วนการบริโภคข้าวสารในประเทศอยู่ที่ 8-10 ล้านตัน
นิพนธ์ วงษ์ตระหง่าน นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า หากรัฐบาลต้องการได้เงินจากการขายข้าวเร็ว ควรระบายเป็นข้าวเปลือก เพราะขายได้เร็วที่สุด เนื่องจากไม่ต้องสีแปรและส่งเข้าโกดัง หากขายข้าวเปลือก 5 ล้านตันได้ในราคา 8,500 บาทต่อตัน ก็จะมีเงินเข้ามา 4.2 หมื่นล้านบาท ขายข้าวหอมมะลิ 1 ล้านตันก็ได้เงินเข้ามาอีก 2 หมื่นล้านบาท และที่เหลือขายข้าวขาวในสต๊อก 56 ล้านตัน ก็จะได้เงินเป็นแสนล้านบาทมาจ่ายให้ชาวนาได้
ทั้งนี้ นิพนธ์ ไม่เห็นด้วยกับการขายข้าวแบบจีทูจี เพราะเปิดช่องให้มีการทุจริตและรัฐบาลขายข้าวได้ในราคาถูก และรัฐบาลไม่ควรเปิดประมูลข้าวเป็นการทั่วไป เพราะทันทีที่ประกาศเปิดประมูล พ่อค้าก็จะกดราคาซื้อทันที แต่ควรตั้งคณะกรรมการกลางที่มีทุกหน่วยงานเข้าร่วม เช่น กรมบัญชีกลาง กำหนดราคากลางข้าวสาร หากเอกชนมาขอซื้อก็ต้องไม่ต่ำกว่าราคากลางที่กำหนดไว้ ซึ่งวิธีการนี้จะลดผลขาดทุนของรัฐบาลได้มาก







