
หนี้รัฐท้องถิ่นพุ่งกระฉูดมะเร็งร้ายปลิดชีพ ศก.มังกร
พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
นอกเหนือจากประเด็นเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนแล้ว อีกหนึ่งประเด็นความเคลื่อนไหวที่ต้องจับตามองอย่างไม่อาจคลาดสายตาได้เลย นั่นคือ “ระดับหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่น” ในแดนมังกร ที่เพิ่มขึ้นอย่างน่ากลัวตลอดช่วง 45 ปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นหนึ่ง ในความเสี่ยงสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจจีนอาจต้องล้มฟุบอย่างแรงเลยทีเดียว
จากการเปิดเผยข้อมูลของฝ่ายตรวจสอบบัญชีของรัฐบาลจีน ระบุว่า ระดับหนี้ท้องถิ่นแดนมังกรช่วงกลางปี 2013 มีปริมาณสูงถึง 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 99 ล้านบาท) ซึ่งปริมาณหนี้ดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นจากเมื่อ 3 ปีก่อนหน้านั้นถึง 70% เลยทีเดียว หรือคิดเป็นสัดส่วน 31% ต่อจีดีพีประเทศ
โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเร่งออกพันธบัตรและออกตราสารการเงินเพื่อกู้ยืมเงินมาลงทุนในโครงการก่อสร้างและการลงทุนต่างๆ ของรัฐบาลท้องถิ่น ผ่านกลไก “แอลจีเอฟวี” ซึ่งมีจุดประสงค์หลักคือ การกระตุ้นการขยายตัวเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอตัว ตามวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2008
แม้ว่าการโหมกู้เงินของรัฐบาลท้องถิ่นเพื่อนำมาลงทุนในโครงการต่างๆ ตามกลไกดังกล่าว จะช่วยค้ำยันไม่ให้พญามังกรต้องตกอยู่ในภาวะหดตัว หรือชะลอตัวเหมือนสหรัฐ ยุโรป และเอเชียในบางประเทศ
แต่ระบบการกู้ยืมเงินที่ยากแก่การตรวจสอบและดูแลความเสี่ยงโดยรัฐบาลกลาง ก็ต้องแลกมาด้วยปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัวของรัฐบาลท้องถิ่นที่เกิดจากการลุยกระตุ้นอย่างไม่ลืมหูลืมตา
เนื่องจากโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่หลายโครงการที่ลงทุนสร้างไป เช่น ระบบกำจัดของเสีย หรือโครงการระบบรางต่างๆ กลับกลายเป็นการลงทุนที่ศูนย์เปล่า ไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจ
จึงทำให้โครงการเหล่านี้ประสบภาวะขาดทุน และรัฐบาลท้องถิ่นก็ต้องแบกรับเป็นหนี้ก้อนใหญ่นี้ไปเต็มๆ โดยเมืองที่มีหนี้สินสะสมอยู่ในปริมาณมากได้แก่ มณฑลเจียงซู กวางตุ้ง และเสฉวน แต่ว่าหากนับเป็นอัตราส่วนหนี้ต่อจีดีพีแล้ว เมืองที่มีหนี้สูงจนน่ากลัวคือ มณฑลฉงชิ่ง ที่ 93% กุ้ยโจว ที่ 92% และกรุงปักกิ่งที่ 100%
แม้ว่าในปัจจุบันรัฐบาลท้องถิ่นส่วนใหญ่จะยังคงสามารถจ่ายหนี้คืนแก่เจ้าหนี้ได้อยู่ แต่ก็เริ่มมีปัญหาขึ้นแล้ว เนื่องจากบางเมืองบนแผ่นดินจีน โดยเฉพาะเมืองเล็กที่อยู่ในพื้นที่ตอนในของประเทศ เช่น มองโกเลียใน เริ่มจะผิดนัดชำระหนี้ขึ้นแล้ว ซึ่งปัจจุบันเมืองดังกล่าวมีหนี้ที่ยังไม่จ่ายคืนมากถึง 28% ของเงินกู้ทั้งหมดที่กู้ยืมมา
ขณะที่มณฑลกานซู ชานตง ซานสี่ และเจียงซี ต่างก็เริ่มมีสัญญาณที่ไม่ดีนัก หลังจากที่เมืองเหล่านี้เริ่มไม่สามารถหาเงินมาจ่ายชำระคืนหนี้สินที่กู้ยืมมาได้ ประมาณ 810% ของหนี้ที่มีอยู่ทั้งหมดแล้ว
ทำให้นักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่า ในปีนี้จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญอย่างมากที่จะต้องจับตามองดู “ปัญหาหนี้ท้องถิ่นจีน” เพราะในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2014 นี้จะเป็นช่วงที่หนี้สินที่รัฐบาลท้องถิ่นเคยกู้ยืมมาจะครบกำหนดชำระคืน ซึ่ง สตีเฟน กรีน นักเศรษฐศาสตร์จาก สแตนดาร์ด ชาเตอร์ ถึงกับฟันธงเลยว่ามีโอกาสมากกว่า 50% ที่รัฐบาลท้องถิ่นจะผิดนัดชำระหนี้
อย่างไรก็ดี แม้ว่าขณะนี้ยากที่จะรู้ถึง ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากเกิดการผิดนัดชำระหนี้ขึ้นมาจริงๆ แต่คาดว่าในเบื้องต้นจะส่งผล ต่อต้นทุนการกู้ยืมเงินของรัฐบาลท้องถิ่นอื่นๆ ในแผ่นดินจีนให้พุ่งสูงขึ้นตามมา และนั่นอาจลุกลามกลายเป็นปัญหาสภาพคล่องการเงินในประเทศ จนเข้ากระหน่ำซ้ำเติมกับภาวะเศรษฐกิจประเทศที่ชะลอตัวอยู่แล้วให้ยิ่งเลวร้ายหนักลงไปกว่าเดิมอีก
เนื่องจากกระบวนการปฏิรูปเศรษฐกิจที่หันมาเน้นการบริโภคจากตลาดภายใน และให้ตลาดเข้ามามีบทบาทในการจัดสรรทรัพยากร เพื่อลดการพึ่งพาภาคการส่งออกและการลงทุนจากส่วนกลางนั้น จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาอีกพักใหญ่ถึงจะเห็นผล
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันสัดส่วนการบริโภคของคนในประเทศยังอยู่ที่ 35% ต่อจีดีพีเท่านั้น ต่ำกว่ามาตรฐานของเพื่อนบ้านอย่าง อินเดีย ซึ่งอยู่ที่ 60%
นอกจากนั้นแล้ว ปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่นแดนมังกร ถือเป็นสิ่งที่น่าหวาดหวั่นใจของนักวิเคราะห์หลายสำนัก
เนื่องจากหลายฝ่ายไม่เชื่อมั่นว่าตัวเลขข้อมูลที่รัฐบาลเสนอออกมาล่าสุดของสำนักตรวจสอบบัญชีว่า จีนมีหนี้รัฐบาลท้องถิ่นอยู่ราว 31% ของจีดีพี หรือที่ 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 99 ล้านบาท) จะเป็นตัวเลขที่สะท้อนความจริงทั้งหมด
เพราะในความเป็นจริงแล้ว ปัจจุบันรัฐบาลท้องถิ่นไม่ได้พึ่งพาเงินกู้จากระบบธนาคารและสถาบันการเงินตามระบบปกติที่มีการดูแลและจัดการความเสี่ยงที่เป็นระบบทั้งหมดอย่างเดียว
หากแต่ยังพึ่งพาแหล่งเงินกู้ที่หยิบยืมมาจากระบบการเงินนอกภาคธนาคาร (ชาโดว์แบงก์) ที่ไม่มีระบบควบคุมความเสี่ยงอย่างเป็นระบบเหมือนธนาคารและสถาบันการเงินในระบบปกติอีกด้วย จึงทำให้เงินกู้ยืมดังกล่าวไม่ได้ถูกนับรวมว่าเป็นหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่นจีน มิหนำซ้ำต้นทุนการกู้ยืมจากนอกภาคธนาคาร ก็มีต้นทุนกู้ยืมสูงกว่าธนาคารทั่วไปมาก
ทั้งนี้ จากการคาดการณ์ในปัจจุบันระบุว่า รัฐบาลท้องถิ่นพึ่งพาเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินนอกภาคธนาคารถึง 11% ของหนี้สินใหม่ ทั้งหมด
ดังนั้น นักวิเคราะห์บางส่วนจึงหวั่นเกรงว่าหนี้สินของรัฐบาลท้องถิ่นที่แท้จริงนั้นอาจสูงกว่าที่รัฐบาลประกาศออกมาอีกหลายสิบเท่าตัว และหากเป็นเช่นนั้นจริงก็เสี่ยงที่จะทำให้ระบบการเงินและเศรษฐกิจของประเทศจีน ซึ่งมีมูลค่าจีดีพีรวมกันประมาณ 9.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (310 ล้านล้านบาท) เจ็บตัวอย่างหนักเลยทีเดียว
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากว่าหนี้สินของภาครัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งพึ่งพิงอยู่กับเงินกู้นอกภาคธนาคาร เกิดปัญหาหรือผิดนัดชำระหนี้ขึ้นมา ก็จะทำให้ระบบการเงินของจีนเข้าสู่ภาวะช็อกอย่างแรง เนื่องจากระบบการปล่อยกู้เงินของสถาบันการเงินนอกภาคธนาคารไม่ได้เข้มงวดกวดขันและดูแลจัดการความเสี่ยงที่ดีเหมือนกับภาคธนาคารและสถาบันการเงินในระบบ
ทั้งนี้ ในช่วงปีที่แล้ว แม้รัฐบาลจีนจะเริ่มออกมาส่งสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงของปัญหาหนี้รัฐบาลท้องถิ่น แต่รัฐบาลท้องถิ่นหลายแห่งยังคงเดินหน้าออกเร่ประมูลขายพันธบัตรอยู่เช่นเดิม
โดยเมื่อเดือน มิ.ย.ปีที่แล้ว สัดส่วนการออกประมูลขายพันธบัตรรัฐบาลท้องถิ่นพุ่งขึ้นไปที่ 10.3% ของภาระหนี้ที่รัฐบาลท้องถิ่นที่ต้อง จ่ายคืน ขณะที่ตัวเลขในปี 2010 อยู่ที่ 7.1% เท่านั้น
ขณะที่หนี้สินของรัฐบาลท้องถิ่นก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปีที่แล้วอยู่ที่ 31% ต่อจีดีพี ขณะที่ปี 2010 อยู่ที่ 26.6% เท่านั้น ปริมาณหนี้สินรัฐบาลท้องถิ่นจีนในปี 2013 ถือว่าสูงกว่ารัฐบาลท้องถิ่นสหรัฐ ซึ่งมีหนี้เฉลี่ยเพียง 18% เท่านั้น
ทำให้ปัจจุบันรัฐบาลแดนมังกรมีหนี้สาธารณะสะสมอยู่ที่ 58% ต่อจีดีพี แต่หากนับรวมหนี้สินทุกอย่าง ทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เข้าไว้ด้วยกัน จีนจะมีหนี้มากถึง 216% ต่อจีดีพี จากเดิมอยู่ที่ 128% ต่อจีดีพีในปี 2008 และนั่นอาจขยายตัวมากไปถึง 271% ต่อจีดีพีในปี 2017
หากทุกอย่างเป็นไปตามคาดการณ์ไว้ข้างต้น นักเศรษฐศาสตร์จาก ฟิทช์ เรตติ้งส์ บริษัท จัดอันดับเครดิตชื่อดัง เตือนว่า อาจนำไปสู่ภาวะตึงตัวของระบบเครดิตทางการเงินในจีน ได้ เหมือนเช่นที่เคยเกิดกับ เอเชีย ยุโรป และละตินอเมริกา มาแล้ว
เช่นเดียวกับรายงานของสำนักข่าวเอพี ที่อ้างความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์หลายสำนัก ระบุตรงกันว่า การเพิ่มขึ้นของระดับหนี้ของจีนถือเป็นสัญญาณเตือนถึงวิกฤตที่จะเกิดขึ้นกับจีน โดยเฉพาะเงินกู้ในภาคธนาคารจีน ซึ่งปัจจุบันขยายตัวพอกพูนขึ้นถึง 70% ของจีดีพี ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากแม้แต่ประเทศที่เคยมีระดับหนี้สินและการกู้ยืมในอัตราต่ำอย่างไทย ที่ 30% ก็ยังเคยประสบกับวิกฤตการเงินในปี 1997-1998 มาแล้ว
ฉะนั้น ปัญหาหนี้ท้องถิ่นของจีนหนนี้จึง นับเป็นสัญญาณเตือนอันตรายต่อระบบการเงินแดนมังกรอย่างมาก







