
เอกชนชะลอตั้งโรงงานมวลชนปิดส่วนราชการ
ยอดตั้งโรงงานร่วง 23.26% เงินลงทุนลดฮวบ 28.82% ผลจากปิดกระทรวงขออนุญาตลำบาก
ยอดตั้งโรงงานร่วง 23.26% เงินลงทุนลดฮวบ 28.82% ผลจากปิดกระทรวงขออนุญาตลำบาก
นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ยอดตั้งโรงงานในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมาลดลงเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกันจากเดือน ธ.ค. 2556 โดยยอดการตั้งโรงงานใหม่มีแค่ 254 แห่ง ลดลงจาก 331 แห่ง ในช่วงเดียวกันปีก่อน หรือ 23.26% มูลค่าลงทุนแค่ 8,547 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อน 1.2 หมื่นล้านบาท 28.82%
อธิบดีกรมโรงงาน ชี้แจงว่า การลดลงของยอดตั้งโรงงานใหม่มาลดลงทั้งโรงงานขนาดใหญ่และเอสเอ็มอีทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพราะผู้ประกอบการไม่สามารถเข้ามาติดต่อขออนุญาตได้ เนื่องจากมวลชนปิดกระทรวงอุตสาหกรรมจนกรมโรงงานฯ ต้องย้ายไปอยู่ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
ขณะที่ผู้ประกอบการในต่างจังหวัดก็ชะลอการลงทุนเพื่อรอดูความชัดเจนทางการเมือง เชื่อว่าระยะต่อไปกลุ่มที่จะชะลอการขยายโรงงานจะกลุ่มที่ขายในประเทศ
นายณัฐพล กล่าวว่า จากโรงงานที่ตั้งใหม่ 254 แห่ง ทำให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 5,905 คน ด้านยอดการเลิกกิจการอยู่ที่ 54 แห่ง ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เลิกกิจการ 120 แห่ง หรือ 55% เลิกจ้างงาน 1,167 คน ลดลงจาก 6,349 คน หรือลดลง 81.62%
นายณัฐพล กล่าวว่า หากพิจารณารายภาคพบว่า ภาพรวมของการตั้งโรงงานใหม่และการขยายการลงทุนนั้น ภาคกลางไม่รวมกรุงเทพฯ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังคงเป็นภาคที่มีการลงทุนมากที่สุด เนื่องจากเป็นพื้นที่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ใกล้สนามบิน ท่าเรือ
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ กรอ. อยู่ระหว่างติดตามผลกระทบจากเหตุการณ์ทางการเมืองโดยเฉพาะกิจการของเอสเอ็มอี โดยมีการเปิดช่องทางรับข้อมูลปัญหาของผู้ประกอบการเพื่อพิจารณาช่วยเหลือ สำหรับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการชุมนุมของ กปปส. เนื่องจากส่วนใหญ่กลุ่มขนาดใหญ่เป็นการผลิตเพื่อส่งออก และฐานผลิตก็อยู่นอกกรุงเทพฯ ที่เป็นพื้นที่ชุมนุม แต่อย่างไรก็ต้องติดตามหากการบริโภคในประเทศลดลงมากๆ อาจจะกระทบต่อการขายและผลิตตลอดจนการขยายการลงทุนของบางอุตสาหกรรมได้
สำหรับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ.จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นด้านการลงทุนให้กลับมาหรือไม่นั้น มองว่าหลักๆ อยู่ที่ว่าการเคลื่อนไหวของกปปส.ว่าจะยุติเมื่อไร และปัญหาความขัดแย้งจะจบลงเมื่อไรมากกว่า เพราะหากเลือกตั้งแต่ความขัดแย้งยังอยู่ก็คงไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ซึ่งตอนนี้หากเป็นการลงทุนมูลค่าสูงตั้งแต่100-1,000 ล้านบาท นักลงทุนจะพิจารณาอย่างรอบคอบ แม้ต้องดูสถานการณ์ไป 23เดือนก็สามารถรอได้







