posttoday
"เลือกตั้งโมฆะ"ศึกใหม่ หลัง 2 ก.พ.

"เลือกตั้งโมฆะ"ศึกใหม่ หลัง 2 ก.พ.

03 กุมภาพันธ์ 2557

ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

แม้การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. จะผ่านไปเรียบร้อยและไม่ได้มีเหตุการณ์รุนแรงซ้ำรอยเหมือนกับการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 26 ม.ค. แต่ปัญหายังคงดำรงต่อไปแบบไม่มีกำหนด

ปัญหาใหญ่ที่สุดคือ การไม่ได้ สส.ไม่ถึง 475 คน จากทั้งหมด 500 คนส่งผลให้ไม่สามารถเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกประธานสภาและนายกรัฐมนตรี ซึ่งเท่ากับว่าประเทศไทยจะยังไม่มีรัฐบาลชุดใหม่เพื่อมาบริหารประเทศ

แต่ปัญหาเฉพาะหน้าที่เวลากำลังเป็นปัญหาใหญ่ไม่แพ้กันอยู่ที่การจัดการเลือกตั้งได้ไม่ครบทุกหน่วยเลือกตั้ง โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รายงานว่าสามารถจัดให้มีการลงคะแนนได้ 83,813 หน่วยเลือกตั้ง จากทั้งหมด 93,952 หน่วยทั่วประเทศคิดเป็น 89.2%

ถึงตัวเลขของการจัดการเลือกตั้งไม่ได้จะมีจำนวนไม่มาก แต่เพียงพอที่จะทำให้ผลการเลือกตั้งที่ออกมาไม่สามารถทำให้ประเทศเดินหน้าไปได้ เนื่องจาก “ศุภชัย สมเจริญ” ประธาน กกต. ยอมรับว่า การจะประกาศคะแนนอย่างเป็นทางการจะสามารถดำเนินการได้ต่อเมื่อ กกต.ได้คะแนนเลือกตั้งครบ 3 ส่วน ประกอบด้วย1.ผลการนับคะแนนเลือกตั้งของหน่วยเลือกตั้ง 2.ผลการนับคะแนนเลือกตั้งของที่เลือกตั้งกลางในเขตเลือกตั้ง และ 3.ผลการนับคะแนนเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ใช้สิทธิเลือกตั้งนอกเขตจังหวัดและนอกราชอาณาจักร

หากขาดคะแนนส่วนใดส่วนหนึ่งไปจะทำให้ กกต.ไม่สามารถประกาศผลการเลือกตั้งเพื่อรับรองให้ผู้สมัครที่ชนะการเลือกตั้งเป็น สส.ได้

ทางออกที่ กกต.วางไว้สำหรับแก้ปัญหานี้คือ การจัดให้มีการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงใหม่ในวันที่ 23 ก.พ. และจัดให้มีการลงคะแนนเลือกตั้งในช่วงเดือน มี.ค. สำหรับกรณีที่บางพื้นที่ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ได้

อย่างไรก็ตาม ต่อให้ กกต.จัดการเลือกตั้งวันที่ 23 ก.พ. และในเดือน มี.ค. ได้ราบรื่นจริง แต่ด้วยปัญหาที่มีเขตเลือกตั้งอีก 28 เขต ที่ไม่มีผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. ก็ยังมีผลให้ไม่สามารถจะเปิดประชุมสภาเพื่อเริ่มกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลได้อยู่ดี

ภาพรวมของสถานการณ์ในการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นเริ่มใกล้เคียงกับการเลือกตั้งเมื่อปี 2549 เข้าไปทุกขณะ เพราะการเลือกตั้งในครั้งนั้นแม้พรรคไทยรักจะชนะด้วยคะแนนที่ท่วมท้น 16,246,368 เสียง กวาด สส.เข้าสภา 460 คน จากทั้งหมด 500 คน แต่ไม่อาจช่วยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกฯ ครั้งที่ 3 ได้

เหนืออื่นใดการพยายามให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นเมื่อปี 2549 ท่ามกลางความขัดแย้งและความผิดพลาดทางกฎหมาย เป็นผลให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยล้มผลการเลือกตั้งในที่สุด

เหตุการณ์ที่ว่านั้นผ่านมาแล้ว 8 ปี แต่กงล้อประวัติศาสตร์กำลังมีแนวโน้มว่าจะกลับมาอีกรอบ เพราะการต่อสู้ในทางการเมืองหลังการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. ได้มุ่งไปสู่บริบทของการต่อสู้ว่าการเลือกตั้งจะเป็นโมฆะหรือไม่อีกครั้ง

โดยในเรื่องนี้ “วิรัตน์ กัลยาศิริ” หัวหน้าทีมกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์ได้ไปยื่นเรื่องให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายหรือไม่แล้ว

เหตุผลที่พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าการเลือกตั้งต้องเป็นโมฆะมีด้วยกัน 5 ประการ ได้แก่ 1.กกต.ไม่ได้จัดให้มีการเลือกตั้งภายในวันเดียวทั่วราชอาณาจักร 2.ขัดต่อหลักความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญมาตรา 30 3.เกิดจากการกระทำที่ทำให้เกิดการเลือกตั้งที่ไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม 4.ผลการเลือกตั้งอาจจะไม่สะท้อนความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง และ 5.คณะกรรมการ กกต.ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

จากข้อกล่าวหาทั้ง 5 ข้อ พรรคประชาธิปัตย์ได้ให้น้ำหนักกับข้อที่ 2 และ 3 มากที่สุด โดยอ้างถึงการประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ในระหว่างมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาและเลือกตั้งของรัฐบาล

พรรคประชาธิปัตย์ตีความในประเด็นนี้ว่า การใช้ พ.ร.ก.ดังกล่าวเข้าข่ายการใช้ทรัพยากรของรัฐผ่านการจัดตั้งศูนย์รักษาความสงบ(ศรส.) เนื่องจากรัฐบาลเองมีสถานะเป็นผู้สมัครเลือกตั้ง จึงเข้าข่ายเป็นผู้มีส่วนได้เสียกับการเลือกตั้ง ซึ่งขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 181(4) อันเป็นประเด็นที่ กกต.เคยได้แสดงข้อท้วงติงเอาไว้ก่อนหน้านี้

นอกเหนือไปจากประเด็นนี้ยังมีอีกประเด็นที่พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่ามีน้ำหนักไม่แพ้กันคือ การเตรียมจัดให้มีการเลือกตั้งเฉพาะ 28 เขตเลือกตั้งที่ยังไม่มีผู้สมัครรับเลือกตั้งในช่วงเดือน มี.ค. ซึ่งมองได้ในมุมหนึ่งว่า กกต.กำลังจัดวันเลือกตั้งขึ้นมาใหม่อีกหนึ่งวัน เข้าข่ายขัดกับรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้การเลือกตั้งสามารถมีได้แค่วันเดียว

พรรคประชาธิปัตย์พยายามโต้แย้งว่า แม้ กกต.จะใช้อำนาจตามมาตรา 78 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว. เพื่อจัดการเลือกตั้งใน 28 เขตเลือกตั้ง แต่มาตรานี้จะบังคับใช้ได้เฉพาะในกรณีที่เขตเลือกตั้งที่มีผู้สมัคร แต่ไม่สามารถจัดให้มีการลงคะแนนได้เท่านั้น จะมาใช้กับกรณีที่ยังไม่มีผู้สมัครหรือยังไม่เริ่มกระบวนการสมัครได้

ดังนั้น ถ้า กกต.ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งใน 28 เขตนี้ เท่ากับว่า กกต.ได้กำหนดวันเลือกตั้งใหญ่เพิ่มขึ้นมาอีก 1 วัน

ทั้งนี้ ขั้นตอนและระยะเวลาในการพิจารณาคดีในลักษณะนี้ของทั้งผู้ตรวจการแผ่นดินและศาลรัฐธรรมนูญเมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อปี 2549 มีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่จะใช้เวลาไม่นานมากนัก โดยครั้งนั้นหลังจากเสร็จสิ้นการเลือกตั้งวันที่ 2 เม.ย. ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 28เม.ย.และถัดมาอีก 11 วัน ศาลได้มีคำวินิจฉัยในวันที่ 8 พ.ค.ออกมา

ถึงที่สุดแล้วไม่ว่าผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาเป็นอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่ได้เห็นกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วคือ ปัญหาทางการเมืองไม่อาจแก้ไขด้วยการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท