posttoday
สื่อนอกซัด เลือกตั้งไม่แก้ปัญหหารัฐอัมพาตความขัดแย้งคงอยู่

สื่อนอกซัด เลือกตั้งไม่แก้ปัญหหารัฐอัมพาตความขัดแย้งคงอยู่

03 กุมภาพันธ์ 2557

ก้องภพ เทอดสุวรรณ

ก้องภพ เทอดสุวรรณ

รัฐบาลรักษาการชุดปัจจุบันยังคงเดินหน้าเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมาจนแล้วเสร็จ ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีเสียงทัดทานจากหลายภาคส่วนในสังคมและเกิดความรุนแรงจากกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งหลายครั้ง

นับตั้งแต่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2556 ที่ผ่านมา เพื่อเปิดทางไปสู่กระบวนการเลือกตั้ง โดยหวังจะใช้เป็นเครื่องมือในการยุติความขัดแย้ง ทว่าสิ่งที่ปรากฏในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมากลับเป็นความรุนแรงที่ยกระดับขึ้น โดยมีการชุมนุมประท้วงเพื่อขัดขวางการรับสมัครเลือกตั้งที่สนามกีฬาไทยญี่ปุ่น กระทั่งมีผู้เสียชีวิตทั้งสองฝ่าย

จนล่าสุด ความรุนแรงได้เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งเพียง 1 วันเท่านั้น โดยเหตุการณ์การปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ที่คัดค้านการเลือกตั้งกับกลุ่มผู้ต้องการสนับสนุนการเลือกตั้งบริเวณเขตหลักสี่จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา น่าจะเป็นเหตุการณ์ที่ชี้ชัดแล้วว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงอย่างที่ฝ่ายรัฐบาลรักษาการหวังเอาไว้

สื่อต่างชาติหลายสำนักเริ่มตั้งข้อสงสัยแล้วว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการแก้ปัญหาสภาพการเมืองที่วุ่นวายอย่างที่รัฐบาลอ้างจริงๆ หรือ?

แลร์รี จาแกน นักข่าวและนักวิเคราะห์อิสระได้แสดงทัศนะผ่านสำนักข่าวอัลจาร์ซีร่า เกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า ถึงแม้รัฐบาลจะสามารถจัดการเลือกตั้งได้ แต่หลังจากนี้การเมืองไทยจะยังคงอยู่ในภาวะสุญญากาศ เนื่องจากการเปิดรัฐสภาและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่อาจกินเวลานานหลายเดือนและมีความเสี่ยงว่าการเลือกตั้งครั้งนี้อาจถูกตัดสินให้เป็นโมฆะอีกด้วย

ทั้งนี้ ในหลายเขตจำเป็นต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไป เนื่องจากไม่สามารถจัดการเลือกได้ โดยขณะนี้มีเขตเลือกตั้งในภาคใต้ถึง 28 เขตที่ไม่สามารถทำการเลือกตั้งได้ ขณะที่กว่าอีก 16 เขตปรากฏผู้สมัครรับเลือกตั้งเพียงคนเดียว ซึ่งตามกฎหมายไทยระบุว่า ผู้สมัครต้องได้รับเลือกเกิน 20% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตนั้น ซึ่งนับเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง

ที่กล่าวมาทั้งหมดจึงเป็นเหตุผลว่าเพราะเหตุใดการเลือกตั้งครั้งนี้อาจจะกินเวลานานหลายเดือนกว่าจะเปิดสภาได้ ที่แย่ไปกว่านั้นคือ การเลือกตั้งครั้งนี้อาจถูกตัดสินให้เป็นโมฆะได้ เนื่องจาก สส.ต้องได้รับการรับรองเกิน 95% และต้องจัดการให้เสร็จภายใน 30 วัน หลังจากการเลือกตั้ง

จาแกน ได้สรุปไว้ว่า ถึงแม้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ. จะสำคัญสำหรับอนาคตของการเมืองไทย แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ก็ไม่ใช่ยารักษาโรคการเมืองไทยได้เช่นกัน และการตั้งสภาไม่ได้ก็จะส่งผลให้การเมืองไทยต้องอยู่ในภาวะสุญญากาศอีกนาน

สอดรับกับรายงานของ มาร์ติน เพ็ตตี นักข่าวจากสำนักข่าวรอยเตอร์ส ที่ระบุว่า ถึงแม้การเลือกตั้งจะผ่านไปอย่างสงบ ทว่าการเมืองไทยยังคงอยู่ในภาวะเป็นอัมพาตและอาจส่งผลให้สังคมไทยแตกแยกอย่างหยั่งรากลึกมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ

ความวุ่นวายทางการเมืองจะยังคงดำเนินต่อไป และผู้ชนะการเลือกตั้งจะต้องเผชิญกับภาวะอัมพาตจากในการจัดตั้งรัฐบาล จากการประท้วงของมวลชน ความเสี่ยงที่ศาลจะตัดสินให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ และจำนวน สส.ที่น้อยเกินกว่าจะเปิดสภา

รอยเตอร์ส รายงานต่อไปว่า ถึงแม้ว่าโดยปกติการนับคะแนนจะทำภายในวันเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้ง 2 ก.พ.นี้ จำเป็นต้องเลื่อนการนับผลการเลือกตั้งออกไปจนถึงวันที่ 23 ก.พ. เนื่องจากจำเป็นต้องเลื่อนการเลือกตั้งล่วงหน้าในหลายเขตโดยเฉพาะในเขตภาคใต้ของประเทศไทย

นอกจากนี้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่อาจจะเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้ อาจจะต้องฉลองชัยชนะอย่างเงียบๆ จากการที่ สส.ไม่ครบตามจำนวนที่สภากำหนด นอกจากนี้ ยิ่งลักษณ์ จะพบว่าสถานะของตนไม่มั่นคงอย่างที่เคยเป็น จากการถูกโจมตีทางกฎหมาย และไม่สามารถที่จะออกกฎหมายและผ่านงบประมาณเพื่อฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจที่กำลังย่ำแย่ในขณะนี้ได้

สื่อต่างชาติอีกหลายสำนักยังวิเคราะห์ตรงกันว่า แนวโน้มของการทำรัฐประหารยังคงมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการรัฐประหารโดยกองทัพ เช่นซีเอ็นเอ็นรายงานอ้างความเห็นของ ศ.ดันแคน แมคคาร์โก จากมหาวิทยาลัยลีดส์ในอังกฤษ ระบุว่า ยังมีโอกาสที่จะเกิดรัฐประหารในประเทศไทย และยังเสริมต่อไปว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความแน่ชัดด้านเจตนาทางการเมืองของกลุ่มผู้ประท้วง นอกจากนำประเทศไทยกลับไปสู่ช่วง “ก่อนยุคทักษิณ” และในระยะสั้นกลุ่มผู้ชุมนุมกำลังพยายามกระตุ้นให้กองทัพออกมาทำการรัฐประหาร

สื่อนอกยังตั้งข้อสังเกตต่อเหตุการณ์การขัดขวางการเลือกตั้งที่มักเกิดขึ้นในภาคใต้และในเขตกรุงเทพฯ ขณะที่การเลือกตั้งในเขตภาคเหนือและอีสานกลับดำเนินไปอย่างราบรื่นนั้น เป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกทางสังคมและช่องว่างทางความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจระหว่างประชาชนได้อย่างชัดเจนขึ้น

นอกจากนั้น ทางด้านบทวิเคราะห์ของเว็บไซต์ดิ อีโคโนมิสต์ ได้ตั้งข้อสังเกตต่อทิศทางของอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจที่สวนทางกัน โดยอ้างอิงข้อมูลว่า การเลือกตั้งเมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา มีผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยถึง 48% แต่ทว่าประชาชนกลุ่มนี้มีส่วนในการสร้างจีดีพีเพียง 38% ของประเทศเท่านั้น

ขณะที่ผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์มีเพียง 35% แต่กลับสร้างจีดีพีให้กับประเทศได้ถึง 62%

อย่างไรก็ตาม ยิ่งการตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้าเท่าไร ความเสียหายทางเศรษฐกิจยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น เนื่องจากระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยจะขาดการกระตุ้นจากการใช้จ่ายของภาครัฐ ที่ถือว่าเป็น 1 ใน 4 กลไกในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ความล่าช้าในการก่อตั้งรัฐบาลยังส่งผลกระทบต่อความล่าช้าในการพัฒนาระบบคมนาคมของประเทศเพื่อรองรับการเป็นตัวกลางในการเป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างจีนและชาติอาเซียนอื่นๆ ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย

จึงนับเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่งที่การเลือกตั้งที่น่าจะเป็นทางออกสำหรับความแตกแยกทางการเมืองไทยในขณะนี้ ไม่สามารถทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากภาวะชะงักงันทางการเมืองได้

เป็นบทเรียนของภาครัฐที่ต้องเรียนรู้ว่าชัยชนะทางการเลือกตั้งไม่ได้นำมาซึ่งอำนาจอย่างสมบูรณ์แบบ หรือใบเบิกทางให้รัฐบาล “ตามใจตัวเอง” ได้อีกต่อไป

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง