
บทเรียนเลือกตั้ง
ผลการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2557 ไม่ได้มีความหมายใดๆ ต่อการเมืองการปกครองของประเทศ เพราะการใช้สิทธิครั้งนี้ไม่ได้เป็นคำตอบให้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองคลี่คลายลง
ผลการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2557 ไม่ได้มีความหมายใดๆ ต่อการเมืองการปกครองของประเทศ เพราะการใช้สิทธิครั้งนี้ไม่ได้เป็นคำตอบให้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองคลี่คลายลง
จึงเป็นอุทาหรณ์และบทเรียนครั้งสำคัญต่อความพยายามในการจัดการเลือกตั้ง เนื่องจากมีแนวโน้มสูงที่ผู้มาใช้สิทธิจะน้อยลง เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งปี 2554
ดังนั้น รัฐบาลและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คงต้องนำไปขบคิดใคร่ครวญว่าการดื้อด้านดึงดันจัดการเลือกตั้งท่ามกลางหลากหลายปัจจัยที่ไม่เอื้ออำนวย คำตอบที่ได้ออกมาเป็นเช่นไร
การรณรงค์ให้ประชาชนไปใช้สิทธิเลือกตั้งโดยที่ไร้บรรยากาศการรณรงค์หาเสียง ไม่มีการตั้งเวทีปราศรัย ไม่มีการแข่งขันนโยบายของพรรคการเมืองที่จับต้องได้ จึงเป็นการเลือกตั้งที่ผลาญงบประมาณโดยใช่เหตุ
อาจกล่าวได้ว่า การเลือกตั้งเที่ยวนี้ได้มาเพียงความสะใจหรือจะอ้างว่าเป็นการทำหน้าที่และรักษาสิทธิของประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ก็เรียกได้ว่าเป็นสิทธิที่ไร้ประโยชน์ เพราะไม่ได้เอื้อให้คนในชาติมีความสมัครสมานสามัคคีกันมากกว่าที่เป็นอยู่
ตัวเลขที่ได้มาจากมายาคติรักษาประชาธิปไตยข้างๆ คูๆ กลับสร้างสุญญากาศทางการเมืองที่ยืดเยื้อออกไป ซึ่งทุกคนในประเทศนี้จะได้รับผลกระทบและต้องเผชิญวิบากกรรมการแช่แข็งประเทศไทยกันไปอีกนาน
ดังนั้น การแสดงถึงการรักษาสิทธิ 1 คน 1 เสียง หรือการรณรงค์จุดเทียนกันมาเป็นระยะก็ถ่องแท้แล้วว่าไม่เป็นคุณต่อสถานการณ์ที่เป็นอยู่
อย่างดีที่สุดก็รอ กกต.จัดการเลือกตั้งต่อไปตามกรอบเวลาที่กำหนดภายใน 180 วัน ก่อนจะมีการประกาศผลอย่างเป็นทางการหรือไม่ก็อาจจะมีการเลือกตั้งกันอีกหลายรอบจนกว่าจะเปิดสภาผู้แทนราษฎรได้
ขณะที่ฝ่าย กปปส. ซึ่งยืนหยัดคัดค้านการเลือกตั้งเพื่อให้มีการปฏิรูปประเทศก่อนก็คงจะปักหลักชุมนุมเรียกร้องต่อไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย ซึ่งก็อีกยาวนานเช่นกัน
ดังนั้น การเลือกตั้งในครั้งนี้จึงควรถอดบทเรียนเพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ความหมายของประชาธิปไตยให้ถ่องแท้มากขึ้น ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่ฝ่ายตัวเองได้ประโยชน์ข้างเดียว
นอกจากนี้ ยังจำเป็นจะต้องช่วยกันลดการใช้ความรุนแรงเข้าห้ำหั่นเพื่อเอาชนะกันอย่างเดียวด้วย เพื่อไม่ให้คนไทยด้วยกันแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแตกแยกบานปลายกันไปมากกว่านี้
ไม่เช่นนั้นก็คงจะไม่เกิดประโยชน์อันใดที่การร้องหาประชาธิปไตยผ่านพิธีกรรมการเลือกตั้งต้องแลกด้วยเลือดเนื้อประชาชนกันทุกครั้ง ซึ่งไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย







