
แนะ"พท.-ปชป"ผลักดันตั้งรัฐบาลแห่งชาติ
การเลือกตั้ง 2 ก.พ. ผ่านไปได้แบบกระท่อนกระแท่นเต็มที หลายเขตไม่สามารถลงคะแนนได้ หลายเขตไม่มีผู้สมัคร ไม่สามารถประกาศผลคะแนนได้ สถานการณ์ทางการเมืองยังคงอยู่ในภาวะชะงักงัน คู่ขัดแย้งยังต้องต่อสู้กันอีกหลายยกต่อไป
การเลือกตั้ง 2 ก.พ. ผ่านไปได้แบบกระท่อนกระแท่นเต็มที หลายเขตไม่สามารถลงคะแนนได้ หลายเขตไม่มีผู้สมัคร ไม่สามารถประกาศผลคะแนนได้ สถานการณ์ทางการเมืองยังคงอยู่ในภาวะชะงักงัน คู่ขัดแย้งยังต้องต่อสู้กันอีกหลายยกต่อไป
ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า รัฐบาลถือว่าได้เดินหน้าทางกฎหมาย ได้ขยับเข้าใกล้อำนาจอีกเล็กน้อย ได้ความชอบธรรมในระดับหนึ่ง แต่จะอ้างความชอบธรรมได้มากน้อยระดับไหนต้องรอคะแนนเลือกตั้งอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ในทางการเมืองถือว่ารัฐบาลเดินถอยหลัง เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้เป็นไปอย่างเรียบร้อยโปร่งใส สะท้อนว่ารัฐบาลตัดสินใจเผชิญหน้าทางการเมืองและถอยออกมาจากจุดที่เจรจากันได้
นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องเจอกับปัญหาความชอบธรรมในการบริหาร เพราะเมื่อเดินหน้าอย่างเดียวแล้วผลการเลือกตั้งออกมาลักษณะนี้จะบริหารได้อย่างไร
ขณะที่ กปปส.เอง ยิ่งไกลออกไปจากจุดเจรจาเรื่อยๆ เช่นกัน และเชื่อว่าคงต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์ในการชุมนุมกดดันให้มีเป้าหมายชัดเจนมากขึ้น ไม่ใช่เป้าหมายกว้างๆ แบบการชัตดาวน์กรุงเทพฯ
“เราคงต้องอยู่กับการเมืองแบบมวลชนเผชิญหน้ากันไปอีกพักหนึ่ง รัฐบาลก็ถือว่าตัวเองมีมวลชน กปปส.ก็ถือว่ามีมวลชนมากกว่าที่ประชาธิปัตย์มีเสียอีก ทีนี้พอมันเผชิญหน้า ก็สุ่มเสี่ยงต่อการตัดสินใจผิดพลาด สุ่มเสี่ยงกับภาวะชะงักงัน อาจเกิดการแทรกแซง อาจจะมาจากกองทัพหรือกลุ่มพลังอื่นๆ ที่เข้ามาบีบให้ต้องเจรจากัน ซึ่งถ้าเป็นแบบหลังก็ดีไป” ปณิธาน กล่าว
ด้าน เจษฎ์ โทณะวณิก คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย สาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม วิเคราะห์ว่า การเลือกตั้ง 2 ก.พ.ที่ผ่านมา สะท้อนว่าบ้านเมืองยังไม่มีความพร้อมที่จะจัดให้มีการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสภาวะจิตใจของคน สภาพความพร้อมของสังคม ระบบต่างๆ ที่เข้ามารองรับการเลือกตั้ง และทิศทางที่จะเกิดขึ้นภายหลังจัดการเลือกตั้งคือการบริหารประเทศได้อย่างสงบสุขและเดินไปข้างหน้า
เจษฎ์ กล่าวว่า หลายจังหวัดที่จัดการเลือกตั้งไม่ได้สะท้อนว่าประชาชนไม่พร้อม และมุมกลับที่เกิดขึ้นคือคนที่เดินไปใช้สิทธินั้นไม่ได้ต้องการไปเลือกผู้แทนราษฎร แต่กลับเป็นการต่อสู้กันระหว่างกลุ่มคนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย และกลุ่มคนที่ไม่เอาพรรคเพื่อไทย สังเกตได้จากการเลือกในช่องหมายเลข 15 และช่องไม่ลงคะแนนเสียง
“มันสะท้อนว่าบริบทของประเทศไทยไม่ได้ไปไหนเลย นั่นเพราะปัญหาที่เกิดขึ้นที่ผ่านเกิดจากคน 2 กลุ่มนี้ทั้งสิ้น ซึ่งแม้ว่าในวันนี้จะมีการเลือกตั้งแต่ก็เหมือนไม่มีอยู่ดี มันไม่ใช่แค่การย่ำอยู่กับที่แต่มันย้อนหลังไป ในระยะสั้นย้อนเพียง 90 วัน แต่พูดกันจริงๆ ย้อนไปไม่ต่ำกว่า 10 ปี คือกลับไปสู่ปี 2547 หรือถึงปี 2544 ที่ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนที่เอาและไม่เอา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” เจษฎ์ กล่าว
ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยพยายามอ้างตัวเลขเสียงข้างมากมาโดยตลอด แต่ในวันนี้หากผลการเลือกตั้งออกมาว่าคนที่ลงคะแนนในช่องไม่ลงคะแนนเสียงชนะหมายเลข 15 ถามว่าจะยอมรับความจริงว่าคนไม่เอาพรรคเพื่อไทย และ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่
“การเลือกตั้งในวันนี้เริ่มต้นที่ความไม่พร้อม จบที่ความไม่พร้อม และก็จะนำไปสู่ความไม่พร้อมอีกเช่นกัน” เจษฎ์ กล่าว
อย่างไรก็ดี เราสามารถออกจากวิกฤตครั้งนี้ได้ นั่นเพราะรากเหง้าของปัญหาเกิดจากการอ้างเสียงข้างมาก ทั้งที่เสียงข้างมากไม่สามารถทำให้บ้านเมืองสงบลงได้ ดังนั้น จำเป็นต้องพักเสียงข้างมากประเภทนี้ไปก่อน รวมถึงนักการเมืองซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับแล้ว ส่วนตัวคิดว่าระยะเวลา 2 ปี สามารถคลี่คลายได้
เจษฎ์ ยกตัวอย่างเช่น กปปส.ก็ต้องยอมว่าอาจไม่สามารถตั้งสภาประชาชนได้ตามที่ตัวเองคิดทั้งหมด ส่วนรัฐบาลก็ต้องยอมว่าไม่สามารถที่จะนำตัวเลขเสียงข้างมากมาอ้างต่อไปได้แล้ว ทางออกคือคู่ขัดแย้งต้องหันมาพูดคุยกันผ่านเวทีกลาง อาจใช้กระบวนการเลือกตั้งก็ได้ เช่น ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ หรือสภาปฏิรูปแห่งชาติ
“ผมเสนอให้ สส.เขตของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยรวมกันไปเป็นฝ่ายเสนอ ส่วน สส.บัญชีรายชื่อของทั้งสองพรรคมาเป็นฝ่ายตรวจสอบ หานายกรัฐมนตรีคนกลางที่เป็นที่ยอมรับ และแก้กฎหมายเพื่อให้เกิดสภาปฏิรูป เชื่อว่าระยะเวลา 2 ปี น่าจะเพียงพอ” เจษฎ์ กล่าว
ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออก พ.ร.ฎ.เลือกตั้งฉบับใหม่สำหรับ 28 เขตที่ไม่มีผู้สมัครรับเลือกตั้ง จะกลายเป็นมีวันเลือกตั้งอีกวัน ซึ่งจะเป็นเหตุให้มีคนเอามาอ้างได้ ส่วนจะโมฆะหรือไม่โมฆะ เป็นกระบวนการทางศาลที่ต้องว่ากันไป ซึ่งที่จริง กกต.สามารถกำหนดวันที่เหมาะสมแล้วจัดเลือกตั้งใหม่ได้เลย เพราะมี พ.ร.ฎ.เลือกตั้งอยู่แล้ว







