
กกร.ถกแบงก์ยืดหนี้เอสเอ็มอี
การเมืองทุบยอดสภาพคล่องติดขัดหวั่นกู้นอกระบบ..กกร.หารือช่วยเอสเอ็มอี จันทร์ 3 ก.พ.นี้ พิษการเมืองทุบสภาพคล่อง เร่งคุยแบงก์ช่วย
การเมืองทุบยอดสภาพคล่องติดขัดหวั่นกู้นอกระบบ..กกร.หารือช่วยเอสเอ็มอี จันทร์ 3 ก.พ.นี้ พิษการเมืองทุบสภาพคล่อง เร่งคุยแบงก์ช่วย
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในการประชุมประจำเดือน วันจันทร์ที่ 3 ก.พ. ของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย ส.อ.ท. หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย จะหยิบยกปัญหาความติดขัดด้านสภาพคล่องของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การเมืองขึ้นมาหารือ
“ในส่วนของ ส.อ.ท. ก็มีแนวทางช่วยเหลือแต่ก็เป็นส่วนของการให้คำปรึกษาการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน แต่ปัญหาของผู้ที่ถูกกระทบมากคือรายกลางและรายเล็กคือเรื่องสภาพคล่องจากยอดขายที่ลดลง” นายพยุงศักดิ์ กล่าว
นายวัลลภ วิตนากร รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า การขาดสภาพคล่องของธุรกิจขนาดเล็กหรือกลุ่มที่ยอดขายต่ำกว่า 200 ล้านบาทลงมา เกิดทั้งธุรกิจรายเล็กที่เป็นผู้ส่งออก แต่ที่หนักกว่าคือกลุ่มที่ฐานธุรกิจอยู่ในประเทศโดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว บริการ สินค้าอุปโภคบริโภคที่ขายให้นักท่องเที่ยวและโอท็อป ซึ่งกลุ่มนี้คิดเป็นสัดส่วนถึง 85% ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีกว่า 2 ล้านราย
“ในที่ประชุม กกร. วันจันทร์ที่ 3 ก.พ.นี้ เราเลยต้องคุยกับทางแบงก์ว่าตอนนี้เอสเอ็มอีเขามีปัญหามาก ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่ได้มาจากการบริหารจัดการที่ผิดพลาดของเขา เราจะหารือว่าช่วยยืดหยุ่นให้หน่อยได้ไหมในการชำระสินเชื่อ หรือถ้าเป็นไปได้ก็ขอให้ปล่อยเครดิตเพิ่มให้ในช่วงสั้นๆ ที่เขามีปัญหาเพราะถ้าเห็นมีปัญหาแล้วรีบดึงหนี้กลับเลยก็ยิ่งเพิ่มปัญหาให้เขาเราก็จะขอร้องแบงก์ให้เข้าใจตรงนี้และพิจารณาลูกค้าเป็นรายๆไป” นายวัลลภ กล่าว
นอกจากนี้ หากปัญหายังยืดเยื้อ ยอดขายผู้ประกอบการตกลง ธนาคารปล่อยสินเชื่อยากขึ้น ผลคือผู้ประกอบการจะเริ่มหันออกไปใช้เงินนอกระบบที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง ซึ่งหากกู้มาแล้วสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ปัญหาที่จะตามมาคือปัญหาทางสังคมซึ่งกลุ่มธุรกิจที่ยอดขายต่ำกว่า 200 ล้านบาทนี้มีอยู่เป็นจำนวนมาก จากเอสเอ็มอีทั้งหมด 2 ล้านกว่าราย เป็นกลุ่มขนาดเล็กอยู่กว่า 85% และเป็นกลุ่มที่มีการจ้างงานสูงหากมีปัญหายาวนานจะเกิดการว่างงานเพิ่มขึ้นและการใช้จ่ายในประเทศที่ลดลงตามมา
เป็นประเด็นที่น่ากังวล เพราะรายเล็กๆ จะสายป่านธุรกิจสั้นและจริงๆ ก็มีปัญหามาตั้งแต่ปีที่แล้วสืบเนื่องจากการส่งออกที่ย่ำแย่ พอสภาพคล่องเริ่มมีปัญหาสิ่งที่ตามมาคือธนาคารเจ้าหนี้จะเข้ามาติดตาม หรือดึงเงินกลับซึ่งจะยิ่งเพิ่มปัญหาสภาพคล่อง ปัญหาสภาพคล่องตอนนี้เกิดทั้งธุรกิจรายเล็กที่เป็นผู้ส่งออกที่ปกติเมื่อเกิดปัญหาการเมืองในประเทศคู่ค้าจะให้ความไว้ในน้อยกว่ารายกลางและรายใหญ่ แต่ที่หนักกว่าคือกลุ่มที่ฐานธุรกิจอยู่ในประเทศโดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว บริการ สินค้าบริโภคที่ขายให้นักท่องเที่ยวและโอท็อป ซึ่งกลุ่มธุรกิจที่ยอดขายต่ำกว่า 200 ล้านบาทนี้มีอยู่เป็นจำนวนมาก จากเอสเอ็มอีทั้งหมด 2 ล้านกว่าราย เป็นกลุ่มขนาดเล็กอยู่กว่า 85% และเป็นกลุ่มที่มีการจ้างงานสูงหากมีปัญหายาวนานจะเกิดการว่างงานเพิ่มขึ้นและการใช้จ่ายในประเทศที่ลดลงตามมา
รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ที่ต้องขอให้ธนาคารพาณิชย์ช่วยพิจารณาในเรื่องนี้เพราะก่อนหน้านี้ ส.อ.ท.ได้มีโอกาสหารือกับนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ในช่วงที่กลไกรัฐมีปัญหา ธปท. จะผ่อนคลายเกณฑ์ควบคุมธนาคารเพื่อให้ธนาคารพาณิชย์กล้าปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ซึ่งผู้ว่าการ ธปท. ได้ระบุว่าหาดำเนินการเช่นนั้นอาจจะสร้างปัญหาในอนาคต คือหามีการปล่อยสินเชื่อมากไปภายใต้สถานการณ์ไม่แน่นอนจะทำให้ควบคุมได้ลำบาก ส่วนที่ ธปท. จะดูแลให้ได้คือการดูแลสภาพคล่องที่เข้าสู่ระบบธนาคารพาณิชย์ที่จะไม่ให้มีปัญหา
วัลลภ กล่าวว่า ประเด็นน่ากังวลหากปัญหายังยืดเยื้อ ยอดขายผู้ประกอบการตกธนาคารปล่อยสินเชื่อน้อยลง คือผู้ประกอบการจะเริ่มหันออกไปใช้เงินนอกระบบดอกเบี้ยสูง ซึ่งหากกู้มาแล้วสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นที่จะตามมาคือปัญหาทางสังคม
อย่างไรก็เข้าใจว่าธนาคารพาณิชย์ก็มีเกณฑ์ในการพิจารณาให้สินเชื่อมีภาระต้องดูแลไม่ให้หนี้เสียหรือเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นจนเป็นภาระให้ธนาคารต้องตั้งสำรอง ดังนั้นในฝั่งของผู้ประกอบการเองก็ต้องไม่อยู่นิ่งพิสูจน์ให้ธนาคารเห็นว่าสภาพคล่องที่ติดขัดตอนนี้มาจากผลของการเมืองเป็นเรื่องระยะสั้น และธุรกิจเองก็มีความพยามในการแก้ไขปัญหา มีประสิทธิภาพที่จะหารายได้มาคืนหนี้ธนาคาร
ขึ้นหารือแน่นอนว่าระหว่างเอกชนด้วยกันจะมีแนวทางช่วยเหลือธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การเมืองตอนนี้อย่างไรได้บ้าง
ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์นี้จะหยิบยกเรื่องนี้ ปัญหาความติดขัดของสภาพคล่องโดยเฉพาะของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายเล็ก ขึ้นหารือแน่นอนว่าระหว่างเอกชนด้วยกันจะมีแนวทางช่วยเหลือธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การเมืองตอนนี้อย่างไรได้บ้าง
ทั้งนี้ แม้ในแต่ละกลุ่มธุรกิจจะพยายามเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน แต่ที่แก้ไขไม่ได้จริงๆ คือเรื่องของยอดขายที่ลดลงไปตามการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงที่มีปัญหาการเมือง ซึ่งแนวทางเบื้องต้นที่จะพูดในที่ประชุมคงมีการขอให้ฝั่งสมาคมธนาคารพิจารณาเรื่องการเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับลูกหนี้ภาคธุรกิจ ซึ่งเข้าใจว่าแต่ละแห่งได้ติดตามสถานะของลูกค้าตัวเองอยู่แล้ว ซึ่งก็ต้องคุยว่าทางธนาคารจะให้ความช่วยเหลือได้เพียงใด
ผลจากสถานการณ์ทางการเมืองไม่ได้กระทบเพียงกลุ่มเอสเอ็มอีที่อยู่ในและรอบๆ ใกล้เคียงกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพื้นที่ชุมนุมเท่านั้น ซึ่งในช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา สายงานสภาอุตสาหกรรมจังหวัด ส.อ.ท. ได้ทำแบบสำรวจความคิดเห็นเอสเอ็มอีในต่างจังหวัด 350 รายเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับธุรกิจพบว่า 40% ของผู้ประกอบการระบุว่ายอดขายจะลดลงอย่างมาก อีก 50%มียอดขายลดลงเล็กน้อยอีก 10% ระบุว่ายอดขายเท่าเดิม ไม่มีรายใดที่ระบุว่ายอดขายจะดีขึ้น
นอกจากนี้ 70% ของเอสเอ็มอีที่ตอบแบบสอบถามก็คาดว่าผลประกอบการในปี2557 จะแย่กว่าปีที่แล้ว โดยความเชื่อมั่นส่วนใหญ่ก็อยู่ระดับที่ต่ำกว่า 50 เนื่องจากผู้ประกอบการยังคงวิตกต่อทั้งภาวะเศรษฐกิจและการเมือง ประกอบกับยังเจอกับปัญหาต้นทุนสูง ขาดแคลนแรงงานและขาดสภาพคล่อง







