posttoday
บลูสกาย ปรมาณูข่าวสาร

บลูสกาย ปรมาณูข่าวสาร

02 กุมภาพันธ์ 2557

แม้บลูสกายจะเป็นสื่อเลือกข้าง แต่การนำเสนอข่าวนั้น เถกิง สมทรัพย์ หัวเรือใหญ่แห่งบลูสกาย ยืนยันว่า

แม้บลูสกายจะเป็นสื่อเลือกข้าง แต่การนำเสนอข่าวนั้น เถกิง สมทรัพย์ หัวเรือใหญ่แห่งบลูสกาย ยืนยันว่า ยังทำหน้าที่ตามปกติ และยิ่งต้องทำให้ทั้งแฟน และคนที่ไม่ใช่แฟนสีฟ้าได้ติดตามสถานการณ์แบบใกล้ชิดและทันสถานการณ์กว่าเดิม

เถกิง เล่าให้ฟังว่า ได้ไปพบอุปกรณ์ “ทีวียู” สำหรับถ่ายทอดสดเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ และตัดสินใจสั่งซื้อทันที เนื่องจากตรงคอนเซปต์ “จรยุทธ์” คือ เล็ก เร็ว สะดวก ต่างจากการถ่ายทอดสดของช่องอื่นที่ต้องใช้จานดาวเทียมขนาดใหญ่ หรือรถถ่ายทอดสดขนาดใหญ่ แต่กว่าจะได้ทีวียู บลูสกาย ก็ต้องระดมทุนด้วยการขายนาฬิกาและขายแก้วน้ำกันขนานใหญ่เช่นเดียวกัน

“เมื่อฝ่ายเทคนิคไปจัดซื้อมา หลังจากนั้นประมาณหนึ่งเดือน ก็เกิดการชุมนุมของชาวสวนยางภาคใต้ เลยเอาอุปกรณ์นี้ไปถ่ายทอดสด เมื่ออุปกรณ์และทีมพร้อม จึงไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมาก แล้วก็เผอิญว่าการชุมนุมชาวสวนยางมีทั้งการปะทะ มีแก๊สน้ำตา แล้วก็มีลูกปืน วันนั้นจึงเหมือนการซ้อมใหญ่ของทีมงานและนักข่าวเรา” เถกิง เล่าให้ฟัง

“คนพวกนี้กลายเป็นบุคลากรที่มีประสบการณ์ และเราเปิดพื้นที่ให้รายงานเต็มที่ เขาเห็นอะไรก็รายงานสดได้ตรงนี้ ทำให้บลูสกายชนะอีกแบบ สมัยก่อนทีวีการเมืองเวลาจะรายงานก็เฉพาะในพื้นที่การชุมนุม เหตุการณ์อื่นอาจจะไม่ได้รายงาน แต่มันก็เป็นอีกพัฒนาการหนึ่งของการทำข่าว ปีนี้ เที่ยวนี้ ทั้งรัฐบาล และซีกการเมืองมันได้เกิดขึ้น”

เมื่อเครื่องมือชิ้นสำคัญอย่างอุปกรณ์ถ่ายทอดสดเดินทางมาถึงบลูสกาย ก็โชคดีที่ประชาธิปัตย์เริ่มจัดเวที “ผ่าความจริง” ขึ้นทั่วประเทศทันที ทำให้เขาได้มีโอกาสซ้อมใหญ่ถ่ายทอดสดเวทีปราศรัยด้วยเช่นเดียวกัน ในวันที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศเป่านกหวีดรวมพลครั้งใหญ่ที่สถานีรถไฟสามเสน บลูสกาย จึงถือว่าพร้อมเสียยิ่งกว่าพร้อม

เถกิง เล่าย้อนให้ฟังว่า ก่อนเริ่มเวทีสามเสน มีใครสักคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่าน่าจะทำเวทีปราศรัยให้เป็นเวทีคอนเสิร์ต เพราะ ภูษิต ถ้ำจันทร์ หนึ่งในผู้บริหารบลูสกายและผู้บริหารเดอะ สตูดิโอ โปรดักชั่น เคยทำโปรดักชั่นคอนเสิร์ต AF ให้ทรู พอผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ฟังแล้วก็สนใจ สุดท้ายเวทีสามเสนเราก็เป็นเหมือนเวทีคอนเสิร์ตย่อมๆ

“วันนั้นผมกับบี (พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์) แล้วก็ลูกหมี (ชุมพล จุลใส) หาจุดวางไฟวางให้เต็มเลย ภูษิตก็ไปเอากล้องมา พอรถไฟวิ่งมาปรากฏว่าสวยมากเลย จัดแบบคอนเสิร์ต กล้องเคลื่อนตาม เห็นผู้คนที่เป็นชาวบ้านธรรมดา หนุ่มสาว คนมีการศึกษา เวทีก็ทำได้ดี เพราะเอาคนดังขึ้นมา สีธงชาติก็มา นกหวีดสายฟ้าเริ่มขายดี ก็มีคนเอาไปใส่สายธงชาติ เพราะเวทีใช้ธงสีธงชาติ เป็นอย่างนี้ก็เริ่มมีสีสันในการชุมนุม แล้วก็เป็นรูปแบบนี้เรื่อยมาจนกระทั่งย้ายมาปักหลักที่ราชดำเนิน” เถกิง เล่าเบื้องหลังให้ฟัง

หลังจากเวทีสามเสนเริ่มต้นขึ้น และประสบความสำเร็จด้วยดี สุเทพ ก็เชิญ เถกิง และทีมงานบลูสกายไปหารือว่าอยากเห็นการชุมนุมครั้งนี้เหมือนทีวีพูลเวลาถ่ายโอลิมปิก จึงประชุมร่วมกับ ทีนิวส์ เอฟเอ็มทีวี สิบสามสยามไทย อาร์เอสยู รวมถึงหนังสือพิมพ์อย่าง แนวหน้า และไทยโพสต์ เข้ามาร่วมเป็นเครือข่าย โดยอาศัยทรัพยากรระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็นทีมงาน กล้อง หรืออุปกรณ์สมัยใหม่อย่าง “โดรนถ่ายภาพมุมสูง” โดยจะประชุมกันทุกวันว่าจุดไหนใครรับผิดชอบ โดรนวันนี้ใช้ของใคร แล้วบลูสกายก็เชื่อมสัญญาณทุกส่วนไว้จอตัวเอง

เถกิง บอกว่า ด้วยวิธีนี้มันทำให้เข้าถึงข่าวสารค่อนข้างครอบคลุมและได้ภาพ โดยบลูสกายเปรียบเหมือนแฟล็กชิป เป็นตัวคิกออฟไปยังช่องอื่นๆ ขณะเดียวกันก็มีเครือข่ายอื่นอีก เช่น โซเชียลมีเดีย ไลน์ หรือแม้กระทั่งปากต่อปาก โดยบลูสกายเป็นศูนย์กลางในการคิกออฟเอง

“สมมติมีคนดูล้านคน วันรุ่งขึ้นหนึ่งล้านนี้ไปขยายผลในโซเชียลมีเดีย ปากต่อปาก ถือเป็น ‘ปรมาณูข่าวสาร’ แต่บลูสกายต้องเป็นตัวคิกออฟน่าเชื่อถือที่สุด เห็นชัดจากตอนเกิดเหตุ ต้องการน้ำเกลือ หน้ากากกันแก๊ส ก็มา บลูสกายคือตัวกรองว่าอันไหนควรหรือไม่ควรเสนอ โดยร่วมกับหลายส่วนช่วยกัน ดังนั้นประชาชนจะได้รับสิ่งที่คัดสรรแล้ว ตอนเสื้อเหลืองชุมนุมอาจจะมีเอเอสทีวี มีวิทยุชุมชนกับหนังสือพิมพ์เป็นหลัก ตอนสีแดงชุมนุมก็มีวิทยุชุมชน ทีวีดาวเทียม แต่การสู้ครั้งนี้มีทีวีดาวเทียม โซเชียลมีเดีย หนังสือพิมพ์ ซึ่งบลูสกายเปรียบได้กับการเป็นถนนหนทาง สะพาน หรือทางรถไฟที่เชื่อมทั้งหมดเข้าหากัน” เถกิง บอกกับเรา

วันที่ สุเทพ ประกาศชัตดาวน์ กทม. 7 จุดนั้น เถกิง ยอมรับว่า บลูสกายไม่ได้รู้อะไรเกินกว่าคนอื่น เพียงแต่โชคดีที่มีราชดำเนินเน็ตเวิร์กเป็นตัวช่วย ทำให้การถ่ายทอดสดแต่ละเวทีโดยรวมสามารถดำเนินการได้ทุกเวทีเชื่อมถึงกันทั้งหมด ยกเว้นแจ้งวัฒนะที่เดียว แต่ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉิน ทีมเคลื่อนที่เร็วของบลูสกายก็พร้อมไปทันที

ส่วนการเน้นน้ำหนักการเสนอนั้น เถกิง บอกว่า เวทีหลักยังอยู่ที่ปทุมวัน ส่วนเวทีอื่นขึ้นอยู่กับเนื้อหา ซึ่งต้องทำให้สนุก ดูแล้วอิ่ม ครบ โดยตัวเขาเองมีหน้าที่ค้นหาของดีว่าอยู่ตรงไหนและสรรหาขึ้นจอให้คนดู เช่น ถ้า สมเกียรติ อ่อนวิมล พูดที่เวทีอโศกฯ เพื่อให้ออกทีวีสด ก็ต้องประสานกับเวทีใหญ่ว่า เมื่อ สุเทพ พูดจบสาระสำคัญ ก็ต้องนำ สมเกียรติ ขึ้นเวทีทันที โดยจะพยายามตัดสลับให้แต่ละวันครบทั้ง 7 เวที เพื่อระดมคนให้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม ต้องบาลานซ์ศิลปิน ดารา นักร้อง ที่ขึ้นเวทีให้คนดูที่บ้านผ่อนคลายไปด้วยเช่นเดียวกัน

เมื่อถามว่าการชุมนุมของมวลมหาประชาชนครั้งนี้ของบลูสกายคือจุดสูงสุดของช่องเลือกข้างแห่งนี้แล้วหรือไม่ เถกิง ยอมรับว่า คนดูเยอะขึ้นในจำนวนมหาศาลก็จริง แต่รายได้เองก็หายไปมาก โดยเฉพาะช่วง 1-2 เดือนหลัง ซึ่งต้องตัดโฆษณาออกทั้งหมด เพื่อถ่ายทอดสด ทั้งที่เป็นรายได้หลักของช่อง อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี จากการระดมทุนขายนกหวีดทองคำ จนพอนำมาจ่ายเงินเดือน ค่าเช่า

แม้การเงินจะไม่มีปัญหา แต่สิ่งที่ เถกิง และทีมงานบลูสกายพบทุกคืนกลับเป็นการก่อกวนสัญญาณจนหลายครั้งแทบจะดูไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เถกิง บอกว่า เบื้องต้นรูปแบบการกวนสัญญาณจะใช้การยิงผ่านรถโมบายที่ติดตั้งอุปกรณ์ ซึ่งขณะนี้ค่อนข้างรู้พิกัดแน่ชัดว่าอยู่ที่ไหน เป็นของใคร ใน 3 จุด คือ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี จ.นนทบุรี และที่ จ.ปทุมธานี เพราะคนที่เชียร์บลูสกายอยู่ในหน่วยงานพวกนี้ค่อนข้างมาก ทำให้รู้เบาะแสว่าการกวนสัญญาณอยู่ที่ไหน รอเพียงแค่ให้จับได้คาหนังคาเขาเท่านั้น

“การกวนสัญญาณไม่ส่งผลให้คนรับรู้ข่าวสารน้อยลง ยกตัวอย่างการลุกฮือของประชาชนที่อียิปต์ ประธานาธิบดี ฮอสนี มูบารัก ชัตดาวน์การสื่อสารทั้งประเทศ กลับทำให้คนออกมามหาศาล เพราะอยากเห็นด้วยตาตัวเอง และแม้จะปิดบลูสกาย เราก็มีช่องทางอื่น ดาวเทียมปิดได้ไม่หมด คุณปิด เราก็ไปขึ้นเน็ตเวิร์ก โซเชียลมีเดียหยุดทำงาน โทรศัพท์ วิทยุชุมชนในพื้นที่ยังเดิน ถ้าปิดก็ต้องปิดหมดทั้งประเทศ ถ้าทำแบบนั้นยิ่งไปกันใหญ่ คนออกมาขนาดนี้ไม่ใช่บลูสกายอย่างเดียว แต่ด้วยเน็ตเวิร์กที่กระชากพลังสังคมออกมา” เถกิง เล่าให้ฟัง

ส่วนอนาคตหลังจบการชุมนุมนั้น เถกิง บอกว่า น่าสนใจ เนื่องจากทุกช่องเลือกข้างมักจะติดกับดักกับเหตุการณ์เดิมๆ เสมอ จนทำให้ช่องไร้การพัฒนาจนน่าเบื่อ ทำให้คนดูค่อยๆ ห่างออกไปเรื่อยๆ

“ไม่ว่าครั้งนี้จะแพ้หรือชนะ แต่จะต้องปรับให้คนได้รู้สึกว่าการเมืองต้องปรับให้พอดี เพราะถ้าวนเวียนอยู่กับเหตุการณ์ ไม่ไปข้างหน้า ขณะที่ผู้ชมไปข้างหน้าแล้ว บลูสกายก็อยู่ไม่ได้ อย่าลืมว่าหากไม่มีเหตุการณ์ คนดูก็ไม่มากเท่านี้ ถึงเวลาคนจำนวนหนึ่งก็กลับไปดูเกมโชว์ ดูละคร หากไม่มีอะไรดึงดูดให้เขาดู อย่างน้อยสุดต้องลดโทนนำเสนอ แล้วผลิตรายการมีสาระนำประชาชนไปสู่อนาคตที่ดีกว่าและนำไปสู่การปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง ซึ่งไม่ว่าฝ่ายไหนก็คาดหวังตรงกัน และบลูสกายจะต้องเป็นคำตอบให้กับทุกกลุ่มให้ได้” เถกิง ตั้งความหวัง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท