
วิกฤตดาวโรย 1,000 จุด โอกาสมะกันเร่งยกเครื่องการเงิน
จับตาการการดิ่งเหวของหุ้นสหรัฐเกือบ 1,000 จัดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่ยิ่งกระตุ้นอุณหภูมิความร้อนแรงของรัฐบาลสหรัฐ ให้เร่งดำเนินการไปสู่การยกเครื่องวอลสตรีตให้เข้มงวด และรัดกุมขึ้นไปอีก เพื่อไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ทีมข่าวต่างประเทศ
จับตาการการดิ่งเหวของหุ้นสหรัฐเกือบ 1,000 จัดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่ยิ่งกระตุ้นอุณหภูมิความร้อนแรงของรัฐบาลสหรัฐ ให้เร่งดำเนินการไปสู่การยกเครื่องวอลสตรีตให้เข้มงวด และรัดกุมขึ้นไปอีก เพื่อไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
ทีมข่าวต่างประเทศ
แม้จะอยู่บนพื้นฐานของปัจจัยทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทว่าอะไรๆ ก็ยังคงเกิดขึ้นได้เสมอในที่ที่เรียกว่าตลาดหุ้น โดยเฉพาะตลาดนิวยอร์ก ที่มีการซื้อขายคับคั่งที่สุดจนสามารถสร้างแรงกระเพื่อมไปยังตลาดทุนอื่นๆ ทั่วทั้งโลกได้
ทุกฝ่ายต่างช็อกเป็นเสียงเดียวกัน เมื่อเห็นดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ร่วงกราวรูดเกือบ 1,000 จุด เมื่อวันที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมา แม้จะมีความกังวลต่อปัญหาหนี้กรีซ ทว่าภาวะเศรษฐกิจสหรัฐเองเริ่มปรับตัวดีขึ้น ยอดการจ้างงานเดือน เม.ย. เพิ่มขึ้นเกือบ 3 แสนอัตรา หรือเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี ขณะที่ยอดขายรถยนต์ก็ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่กลับมาจับจ่ายกันอีกครั้ง การดิ่งเหวของหุ้นสหรัฐครั้งนี้จึงมีนัยที่ไม่ธรรมดา
นักวิเคราะห์ของเอพีนั้นมองว่า ความปั่นป่วนในวอลสตรีตที่เคยเกิดขึ้นตลอดปี 2007–มี.ค. 2010 กำลังกลับมาอีกครั้งและวิกฤตการณ์หนี้ในภาคพื้นยุโรป การตั้งข้อหากับยักษ์ใหญ่ธนาคารโกลด์แมน แซคส์ รวมถึงการดิ่งเหว 998.5 จุด หรือ 9.2% ภายในวันเดียวของดาวโจนส์ ก็จะเป็นชนวนที่ปะทุให้สภาคองเกรสสหรัฐเตรียมเอาจริงกับการยกเครื่องและควบคุมอุตสาหกรรมภาคการเงินให้เข้มงวดยิ่งขึ้นเพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าบทบาทของตลาดหุ้นในวันนี้ มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงขนาดไหน หากรัฐบาลประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐ ยังปล่อยให้เกิดภาวะระส่ำต่อเนื่องในตลาดหุ้น หรือเกิดความผิดพลาดทางเทคนิคโดยไม่มีต้นสายปลายเหตุ ก็จะส่งผลสะเทือนต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่กำลังเริ่มเข้ารูปเข้ารอย
ยิ่งเมื่อรวมกับปัจจัยวิกฤตหนี้ในกรีซ หรือแม้แต่น้ำท่วมทางภาคใต้ของสหรัฐ น้ำมันรั่วในอ่าวเม็กซิโก และแม้แต่ความพยายามก่อวินาศกรรมที่ไทม์สแควร์แล้ว นักลงทุนก็อาจตื่นตระหนกไปไกลกว่าเดิม
ขณะนี้กระแสสังคมยังคงรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อวอลสตรีต โดยเฉพาะกรณีล่าสุดของโกลด์แมน แซคส์ กรุ๊ป อิงก์ ดังนั้นเมื่อบวกกับความปั่นป่วนล่าสุดของดาวโจนส์ที่ยังจับมือใครดมไม่ได้ ก็ยิ่งเพิ่มความได้เปรียบให้รัฐบาลโอบามา ผลักดันการยกเครื่องกฎหมายปฏิรูปภาคการเงินให้เป็นจริงได้มากขึ้น
“ความแข็งแกร่งของตลาดหุ้นเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่การฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจ เป็นปัจจัยสำคัญกระตุ้นให้ภาคครัวเรือนยังคงจับจ่ายในระดับที่สูงได้ต่อไป และเป็นหัวใจสำคัญของภาคธุรกิจที่จะกลับมาว่าจ้างแรงงานอีกครั้ง ความผันผวนที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องดีสำหรับใครเลย ผมว่าเป็นเรื่องสำคัญมากที่ใครบางคนต้องเร่งเข้ามาแก้ปัญหาในเรื่องนี้” มาร์ก แซนดี นักวิเคราะห์จากมูดี้ส์ อีโคโนมิก ดอตคอม กล่าวกับเอพี
นอกจากจะมีความพยายามจากรัฐบาลพรรคเดโมแครตที่จะเร่งผลักดันกฎหมายยกเครื่องภาคการเงินเป็นรายต่อไปแล้ว ทางส่วนของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเองก็กำลังเร่งออกมาตรการเพื่อควบคุมความผันผวนของตลาดหุ้นในระยะสั้นเช่นกัน
รอยเตอร์สอ้างแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องว่า คณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (เอสอีซี) หรือ ก.ล.ต.ของอเมริกานั้น กำลังพิจารณาที่จะออกมาตรการเพื่อควบคุมการซื้อขายในตลาด ในกรณีที่พบความผิดปกติเกิดขึ้น เมื่อดัชนีร่วงลงมากอย่างผิดสังเกตในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง และอาจพิจารณาการใช้มาตรการเซอร์กิต เบรกเกอร์ ที่เข้มงวดขึ้น
จนถึงขณะนี้ทางเอสอีซีก็ยังไม่สามารถเปิดเผยความชัดเจนถึงกรณีที่ดาวโจนส์ร่วงลงเกือบ 1,000 จุด หรือดิ่งลงภายในวันเดียวมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ได้ แม้จะมีข่าวลือว่าเป็นเพราะความผิดพลาดในคำสั่งซื้อขาย ที่เทรดเดอร์ของซิตี้แบงก์ป้อนการขายหุ้นพรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (พีแอนด์จี) เป็นหลัก 1,600 ล้านหุ้น แทนที่จะเป็น 1.6 ล้านหุ้นก็ตาม
อย่างไรก็ดี มีรายงานว่าระดับเอสอีซีนั้นไม่เชื่อว่าการดิ่งเหวของดาวโจนส์ที่แทบจะกลายเป็น แบล็ก เธิร์สเดย์ เป็นความผิดพลาดทางเทคนิคในการคีย์ข้อมูล
เพราะในการซื้อขายมืออาชีพที่มีเงินเป็นพันล้านหมื่นล้านเหรียญสหรัฐนั้น ไม่มีทางผิดพลาดกันได้ง่ายๆ แม้จะเป็นการซื้อขายทางอิเล็กทรอนิกส์ที่สะดวกเพียงปลายนิ้วก็ตาม งานนี้เอสอีซีกำลังจับตาไปที่ความเชื่อมโยงกับตลาดซื้อขายล่วงหน้า และตลาดเงิน ที่คาดว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง ภายใต้ความสงสัยว่าอาจเป็นมหกรรม “การปั่น” ครั้งใหญ่ ที่ยังไม่เคยหายไปจากแวดวงวอลสตรีต
เพราะนอกจากหุ้นของพีแอนด์จีที่ถูกเทขายอย่างมโหฬารแล้ว ก็ยังมีรายงานหุ้นของอีกหลายบริษัท อาทิ แอคเซนเจอร์ และเอ็กเซลอน คอร์ป ที่มีการขายกันวันนั้นในราคาต่ำสุดเพียงหุ้นละเพนนี...!
ประธานาธิบดีโอบามานั้น ถึงกับสั่งให้มีการสอบสวนเรื่องนี้เป็นการเร่งด่วน และกล่าวถึงเรื่องที่เกิดขึ้นว่าเป็น “ความเคลื่อนไหวของตลาดที่ผิดปกติ”
และแน่นอนว่าจะยิ่งกระตุ้นอุณหภูมิความร้อนแรงของรัฐบาล ให้เร่งดำเนินการไปสู่การยกเครื่องวอลสตรีตให้เข้มงวด และรัดกุมขึ้นไปอีก เพื่อไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ทั้งกรณีล่าสุดของดาวโจนส์ หรือวิกฤตการณ์ซับไพรม์
เพราะหากย้อนไปถึงช่วงวิกฤตภาคการเงินหนักๆ ในสหรัฐ หลังการล้มละลายของเลห์แมน บราเธอร์สแล้ว ต้องเรียกว่าเป็นวิบากกรรมที่หนักหนาไม่แพ้วิกฤตหนี้ของกรีซในวันนี้แต่อย่างใด รัฐบาลอัดเงินนับล้านล้านเหรียญสหรัฐเข้าช่วย ภาคเอกชนย่ำแย่ ธุรกิจหลายแห่งล้มละลาย คนตกงานมหาศาล ประชาชนต่างโกรธแค้นและเสื่อมศรัทธา กว่าที่อเมริกาจะฟื้นตัวเริ่มเข้ารูปเข้ารอยก็ล่วงมาเกือบ 3 ปี
วิกฤตตลาดหุ้นครั้งนี้จึงนับเป็นโอกาสงามๆ ที่รัฐบาลไม่พลาดให้หลุดลอยไปง่ายๆ







