
การเมืองจบเสณษฐกิจแจ๋ว
โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงเทพ กล่าวในการสัมมนา
เอกชนเข้มแข็ง
โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงเทพ กล่าวในการสัมมนาหัวข้อ Thailand’s Economic Outlook 2014 ว่า ปีนี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่ำกว่า 3% ถือเป็นปีที่ลำบากเพราะหมดตัวช่วย จากเงินทุนไหลเข้าจากมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ของสหรัฐ ที่จะเริ่มตั้งแต่เดือน ก.พ.นี้เป็นต้นไป ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง เนื่องจากเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนเป็นจำนวนมากก่อนหน้านี้จะมีการไหลออกไป ซึ่งหากเงินทุนไหลออกเป็นจำนวนมากอาจจะส่งผลต่อนโยบายดอกเบี้ย
อีกทั้งแรงส่งทางเศรษฐกิจอ่อนตัวลง จากผลกระทบประชานิยมที่เป็นปัญหา ทั้งเรื่องรถคันแรกที่ทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น และโครงการรับจำนำทำให้เกิดปัญหาต่อตลาดและการส่งออกข้าว
นอกจากนี้ ต้องมาอยู่ในรัฐบาลรักษาการที่ไม่มีอำนาจในการบริหารจัดการ แต่โชคดีที่ยังมีภูมิคุ้มกันจากภาคเอกชนที่มีความเข้มแข็ง ซึ่งภาคเอกชนของไทยมีความสามารถในการแข่งขันที่ค่อนข้างสูง เป็นนักรบเศรษฐกิจของประเทศ ประกอบกับพื้นฐานของบริษัทก็ยังมีการเติบโตที่แข็งแกร่ง
ทั้งนี้ ถ้าผ่านความยุ่งเหยิงทางการเมืองไปได้ และพรรคการเมืองยอมลดการใช้นโยบายประชานิยมและลดเรื่องคอร์รัปชั่นลง มั่นใจว่าเมื่อผ่านช่วงนี้ไปได้แล้วเศรษฐกิจไทยจะแข็งแกร่งฃ
ไม่ตายแต่เลี้ยงไม่โต
ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี กล่าวว่า ปีนี้เศรษฐกิจไทยไม่ตายแต่เลี้ยงไม่โต เพราะผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จะต่ำมากแต่ไม่รู้ว่าเท่าไร ซึ่งในการประชุมของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แทบจะสั่งยกเลิกทุกโมเดลที่มีอยู่ เพราะไม่สามารถคาดการณ์อะไรล่วงหน้าได้
ทั้งนี้ โจทย์ใหญ่ของประเทศไทยคือ ยังไม่รู้ชัดว่าจะมีรัฐบาลรักษาการอีกนานเท่าไร เพราะการเลือกตั้ง 2 ก.พ. เชื่อว่าไม่ใช่ทางออก มั่นใจว่าจะเลือกตั้งไม่สำเร็จ ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลมาทำหน้าที่ได้ รัฐบาลรักษาการไม่สามารถอนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ได้ ไม่กระทบแค่โครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท แต่กระทบกับการลงทุนทุกอย่าง เพราะรัฐบาลรักษาการทำได้แค่การอนุมัติงบประจำ ส่วนงบลงทุนก้อนใหม่ที่มีผลไปยังรัฐบาลใหม่ไม่สามารถทำได้
“ปัญหาการเมืองของประเทศคงไม่จบแน่ๆ และเศรษฐกิจของประเทศคงไม่มีทางโตได้ถึง 3% แน่นอน ทั้งนี้ปัญหาใหญ่สุดในเชิงเศรษฐกิจขณะนี้ คือเรื่องข้าวที่รัฐบาลรักษาการไม่สามารถทำอะไรได้มาก ทางออกคือจะต้องให้รัฐบาลใหม่เข้ามาเพิ่มวงเงินในโครงการรับจำนำข้าว รวมทั้งให้รีบขายข้าวออกจากสต๊อกที่มีอยู่ และเชื่อว่าจะขาดทุนถึงปีละ 8 หมื่นล้านบาท” ณรงค์ชัย กล่าว
ณรงค์ชัย กล่าวอีกว่า แม้หลายคนจะมองว่าเศรษฐกิจโลกจะไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน แต่ต้องจับตาการขยายตัวของจีนและประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงทิศทางการแข่งขันระหว่างจีนกับญี่ปุ่น
ต้องมีรัฐบาลใหม่ในครึ่งปี
ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร มองว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะโตได้เพียงแค่ 2.8% ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องมีรัฐบาลภายในครึ่งปีหลัง โดยเชื่อว่าครึ่งปีแรกจีดีพีจะโตเพียง 0.6% และจีดีพีจะดีขึ้นในครึ่งปีหลังโตได้ 5% เนื่องจากแรงส่งจากการบริโภคที่อั้นมาจากครึ่งปีแรก
การส่งออกที่คาดว่าจะดีขึ้นโต 4% ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่การลงทุนภาครัฐและเอกชนโตเพียง 1% เชื่อว่าการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่จะยืดเยื้อ แม้จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.นี้ แต่คงไม่สามารถประกาศผลการเลือกตั้งได้เร็ว ดังนั้น การจัดตั้งรัฐบาลจะล่าช้าออกไป ซึ่งจะทำให้การขับเคลื่อนนโยบายและเศรษฐกิจมีความล่าช้าไปด้วย
นอกจากนี้ ยังต้องจับตามองปัจจัยภายในต่างประเทศ เช่น 1.มาตรการลดวงเงินคิวอีของสหรัฐ ซึ่งคาดว่าสิ้นปีนี้จะลดวงเงินลงทั้งหมด ทำให้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐจะเพิ่มขึ้น เป็นที่น่าสังเกตว่าตั้งแต่ต้นปีอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐยังคงอยู่ที่ 3% ซึ่งแสดงว่าสภาพคล่องยังคงมีน้อย
2.จะต้องจับตาประเทศที่มีหนี้ต่างประเทศจำนวนมาก แต่มีสำรองเงินตราต่างประเทศต่ำ มีปัญหาเงินเฟ้อสูง ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูง เช่น อินโดนีเซีย ตุรกี และอาร์เจนตินา รวมทั้งประเทศจีนที่มีนโยบายลดการสั่งซื้อสินค้าโภคภัณฑ์ จะส่งผลกระทบกับประเทศคู่ค้า รวมถึงปัญหาหนี้เสียของจีน
พื้นฐานไทยยังแข็งแกร่ง
ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวบรรยายหัวข้อ Thailand’s Economic Outlook 2014 จัดโดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (ไอโอดี) ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาท้าทายและแรงส่งเศรษฐกิจถดถอยจากปัญหาสุญญากาศทางการเมือง การดำเนินนโยบายต่างๆ ไม่เต็มที่ การดำเนินการจัดทำงบประมาณปี 2558 มีแนวโน้มล่าช้า โครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนของภาคเอกชนต้องเลื่อนออกไป
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า เห็นได้ชัดว่ามีความท้าทายอย่างมากที่จะประเมินภาพเศรษฐกิจไปข้างหน้าได้อย่างแม่นยํา เนื่องจากภาวะแวดล้อมในต่างประเทศและสถานการณ์ภายในประเทศไทยเองยังมีความไม่แน่นอนสูง
อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นว่าพื้นฐานเศรษฐกิจยังแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ และในสายตาสถาบันจัดอันดับเครดิตต่างประเทศทั้งเอสแอนด์พี และมูดี้ส์ยังคงอันดับเครคิตความน่าเชื่อไทย
ประสาร กล่าวว่า ไทยยังมีภูมิคุ้มกันที่ดี คือไทยไม่มีปัญหาเรื้อรัง อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ระดับต่ำ ไม่มีปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด มีนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบยืดหยุ่นที่สามารถปรับความสมดุลในระบบได้ มีทุนสำรองทางการระดับสูงประมาณ 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 50% ของจีดีพี ซึ่งสูงเป็นลำดับต้นๆ ของโลกเป็นมาตรฐานสากล สถาบันการเงินไทยค่อนข้างเข้มแข็ง รวมทั้งมีการดูแลเงินกองทุนและตั้งสำรองเผื่อช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวไว้แล้วทําให้เชื่อมั่นได้ว่าระบบสถาบันการเงินจะทําหน้าที่ล่อลื่นระบบเศรษฐกิจได้เป็นปกติ







